ลูกนอนเยอะเกินไป ลูกน้อยวัยทารกนอนมากเกินไปรึเปล่า? มีด้วยหรือ?

ลูกนอนเยอะเกินไป ลูกน้อยวัยทารกนอนมากเกินไปรึเปล่า? มีด้วยหรือ?

คุณพ่อคุณแม่จะรู้ได้ยังไงว่าลูกของตัวเองนอนหลับมากเกินไป? และควรเป็นกังวลเรื่องนี้หรือไม่?

ลูกนอนเยอะเกินไป เด็กทารกแรกเกิดที่ง่วงนอนมากเกินไปจะไม่ตื่นเป็นช่วงเวลาปกติเพื่อให้คุณแม่ป้อนนม และ จะไม่ร้องงอแงหิวนมด้วยเสียงรบกวน เสียงดังต่าง ๆ เช่น เสียงสุนัขเห่า เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าจะไม่ทำให้ลูกตื่น ลูกนอนเยอะเกินไป บางครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี มันอาจจะมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่

ลูกนอนเยอะ เกินไป

ลูกนอนเยอะ เกินไป

โดยทั่วไปแล้ว ลูกจะไม่ทำอะไรเลยนอกจากนอนอย่างเดียว

หากเป็นเช่นนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรจะกังวลแล้วล่ะ เพราะการที่ลูกไม่ได้รับอาหารเข้าร่างกายเลยอาจทำให้เกิดปัญหาอาการขาดน้ำและระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ สิ่งนี้มักเกิดขึ้นจากอาการเจ็บป่วยที่ซ่อนอยู่

ลูกนอนเยอะเกินไป

ลูกนอนเยอะเกินไป

คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปทดสอบคัดกรอง ซึ่งสามารถแยกโรคร้ายอย่าง โรคพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด โรคเมตาบอลิค และความบกพร่องทางการได้ยิน คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีหากมีปัญหาในการปลุกลูกหรือลูกมีไข้

ทารกนอน อย่าทำแบบนี้!

ลูกนอนเยอะเกินไป

ลูกนอนเยอะเกินไป

ทารกนอน อย่าทำแบบนี้! 5 สิ่งที่ห้ามทำเกี่ยวกับการนอนของทารก เพราะการนอนสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของเด็ก มีอะไรบ้างที่ห้ามทำเกี่ยวกับการนอนของทารก คุณพ่อคุณแม่ต้องอ่าน!

1. อย่านับการนอนหลับสั้นๆ ว่าเป็นการนอน

สำหรับเด็กทารกนั้นการนอนหลับอย่างที่เต็มที่ คือ การนอนที่นานกว่า 45 นาที การนอนสั้นๆ หรือ การนอนที่ไม่ถึง 45 นาทีนั้นไม่ใช่การนอนหลับอย่างเต็มที่

Elizabeth Pantley คุณแม่ลูกสี่ผู้เขียนหนังสือชื่อ The No-Cry Nap Solution ได้ให้คำแนะนำว่า “การนอนหลับสั้นๆ ของทารกอาจทำให้คุณเข้าใจผิดได้ว่าลูกนอนหลับเพียงพอแล้วในแต่ละวัน แต่ความจริงแล้วการนอนแบบสั้นๆ หรือการนอนในระยะเวลาไม่นาน เป็นสาเหตุทำให้ทารกหงุดหงิด และร้องไห้บ่อยๆ ได้ เพราะทารกจะไม่ได้รับประโยชน์และไม่ได้รับพลังงานอย่างเต็มที่เท่ากับการนอนหลับนานๆ ”

ลูกแรกเกิด นอนนาน

ลูกนอนเยอะเกินไป

ลูกนอนเยอะเกินไป

แม้จะไม่มีตัวเลขตายตัวที่จะบอกว่าทารกควรนอนกี่ชั่วโมงในแต่ละคืน แต่เรามีตารางการนอนของทารกแต่ละวัยที่ให้ตัวเลขเฉลี่ยคร่าว ๆ ไว้ให้ผู้ปกครองดูเป็นไอเดีย จำไว้ว่านี่เป็นเพียงค่าเฉลี่ยเท่านั้น เด็กบางคนอาจจะนอนมากหรือน้อยกว่านี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ

ชั่วโมงการนอนของเด็กแต่ละวัย

  • เด็กแรกเกิดจะนอนประมาณวันละ 15 ชั่วโมง ซึ่งรวมทั้งเวลานอนปกติตอนกลางคืนและเวลานอนระหว่างวัน
  • เด็กอายุสามเดือนจะเริ่มนอนมากขึ้นในช่วงกลางคืนและนอนน้อยลงในช่วงกลางวัน แต่รวม ๆ กันก็ประมาณ 15 ชั่วโมงเหมือนกัน
  • เมื่ออายุถึง 6 เดือน เด็กจะนอนประมาณคืนละ 11 ชั่วโมง และจะนอนกลางวันวันละ 2 รอบเท่านั้น
  • เมื่ออายุ 9 เดือน เด็กจะนอนประมาณ 11-12 ชั่วโมงในแต่ละคืน และจะนอนกลางวัน 2 รอบ รอบละประมาณ 2-3 ชั่วโมง

2. อย่าเพิ่งรีบไปหาทันทีเมื่อลูกตื่น

เป็นเรื่องปกติ ที่ระหว่างนอนทารกอาจหลับๆ ตื่นๆ บ้าง การที่พ่อแม่รีบวิ่งไปหาลูกเมื่อลูกตื่นแล้วร้อง อาจเป็นการกวนลูกหรือทำให้ลูกตื่นขึ้นมาทันทีแทนที่จะได้นอนต่อนานๆ ทารกต้องการความเงียบและความสงบในการนอน ตอนลูกเริ่มนอนก็เช่นกัน หากลูกไม่ยอมนอนเสียที พ่อแม่อาจปล่อยลูกไว้ในเปลคนเดียวนานประมาณ 30 นาที เพื่อให้บรรยากาศสงบ แล้วลูกจะนอนหลับง่ายขึ้น

3. อย่าปลุกลูก

สำหรับเด็กวัย 4 เดือนขึ้นไป อย่าปลุกลูก เว้นแต่จำเป็นจริง ๆ พ่อแม่หลายคนมักกังวลว่าถ้าลูกนอนตอนกลางวันนาน ๆ พอตกกลางคืนลูกจะหลับยาก

Dr. Jennifer Shu กุมารแพทย์และผู้ร่วมเขียนหนังสือ Heading Home with Your Newborn ได้แนะนำว่า พยายามอย่าปลุกทารกที่กำลังหลับอยู่ เพราะเด็กหลายคนที่หลับนานช่วงกลางวัน ก็หลับนานในช่วงกลางคืนได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้การปลุกลูกจากการนอนนาน ๆ ยังทำให้ลูกไม่ได้รับประโยชน์และไม่ได้รับพลังงานจากการนอนอย่างเต็มที่ด้วย

4. อย่าเมินเฉยต่ออาการง่วง

Dr. Marc Weissbluth ผู้เขียนหนังสือ Healthy Sleep Habits, Happy Child ได้ให้คำแนะนำว่า พ่อแม่ไม่ควรเมินเฉยๆ ต่ออาการแปลกของลูกเพราะนั่นอาจหมายถึงอาการง่วงได้ เด็กบางคนอาจไม่ได้แค่หาวเวลาง่วง แต่มีอาการอื่นๆ มากมายที่บ่งบอกว่าลูกง่วง เช่น เปลือกตาตก ตาลอย หงุดหงิด ร้องไห้ หากคุณพบอาการดังกล่าวควรกล่อมลูกนอนทันที เพราะหากยังไม่ได้นอนเสียที อาจทำให้เด็กหรือทารกเข้าสู่ภาวะเหนื่อยมากเกินไป (overtired zone) และจะยิ่งงอแงเข้าไปอีก

5. อย่าใช้ผ้าห่มบ่อย

ลูกนอนเยอะเกินไป

ลูกนอนเ ยอะเกินไป

สมาคมกุมารเวชศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำแนะนำว่าพ่อแม่ไม่ควรซื้อ ทั้งหมอน ผ้าห่ม ผ้านวมคลุมเตียง ผ้ารองผ้าห่ม ผ้านวมบุรอบเตียงมาวางไว้ใกล้บริเวณที่ทารกนอนหลับ เพราะเครื่องนอนที่วางไว้เยอะมากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อทารกได้ เครื่องนอนเหล่านี้อาจทำให้เกิดการตายแบบกะทันหันหรืออาการหลับไม่ตื่นในเด็กทารก (Sudden Infant Death Syndrome) เช่น หากมีผ้านวมบุรอบเตียงอาจทำให้หน้าของเด็กไปซุกอยู่บริเวณผ้านวมขณะนอนหลับ และทำให้เด็กหายใจไม่ออกได้

SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) หรืออาการหลับไม่ตื่นในเด็กทารก เมืองไทยเรียกว่าโรคไหลตายในทารก มักเกิดขึ้นในเด็กอายุระหว่าง 2-4 เดือน สิ่งเหล่านี้คือ 5 สิ่งที่พ่อแม่ควรระลึกไว้เพื่อป้องกันลูกน้อยจาก SIDS

  • ควรให้เด็กนอนหงาย เพราะเด็กจะสามารถหายใจเอาอากาศที่มีปริมาณออกซิเจนได้มากกว่าเด็กที่นอนคว่ำ อยู่ให้ห่างจากควันและกลิ่นบุหรี่
  • ต้องแน่ใจว่าเด็กได้นอนบนที่นอนที่แข็งพอ อย่าให้ลูกมานอนเตียงเดียวกันคุณ มันจะเพิ่มความเสี่ยงที่เครื่องนอนจะมาทับหรือคลุมลูกได้
  • อย่าให้ลูกนอนบนที่นอนที่อ่อนยวบ ย้ายตุ๊กตาและผ้าห่มที่หลวมจนเกินไปออกจากเตียงเวลาที่ลูกหลับ ให้ใช้ผ้าห่มที่สามารถหายใจผ่านได้เพื่อป้องกันเวลาที่ลูกนอนแล้วผ้าห่มมาคลุมหน้า หากคุณต้องการใช้แผ่นกันชนรอบเตียงลูก ควรใช้ผ้าที่ทอเหมือนผ้าตาข่ายที่สามารถหายใจผ่านได้ ต้องแน่ใจว่าแผ่นกันชนเตียงติดตั้งแบบสอดเข้าและออกสลับกันรอบลูกกรงเตียงเพื่อทำให้มันแน่นและมั่นคงไม่หลุดลงมาคลุมหน้าลูกน้อย
  • ห้องนอนลูกควรมีอุณหภูมิที่เย็นพอ ไม่อุ่นหรืออบอ้าวจนเกินไป อุณภูมิที่เหมาะสมสำหรับทารกคือ 25 – 26 องศาเซลเซียส อาจใช้จุกนมปลอมให้ทารกดูดเพื่อให้เด็กหลับสบายขึ้น

นมแม่สามารถลดความเสี่ยงของ SIDS ได้ นมแม่เป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพดีของลูกน้อยในหลาย ๆ ด้าน เพราะฉะนั้นแม้ไม่ได้รับการพิสูจน์ ก็ไม่มีอะไรเสียหายที่จะให้ลูกกินนมจากเต้า

8 เทคนิค ฝึกลูกให้นอนตรงเวลา

1. สังเกตพฤติกรรมการนอนของลูก

แม้จะอ่านตำรามามากมาย อย่างไรก็แล้วแต่ เด็กแต่ละคนจะมีช่วงเวลาและนิสัยในการนอนไม่เหมือนกัน ดังนั้นสิ่งแรกเลยก็คือให้คุณแม่สังเกตว่าเจ้าตัวน้อยของเรานอนนานช่วงไหน และใช้ช่วงนั้นฝึกให้เขานอนยาวขึ้น

2. สอนให้ลูกรู้จักกลางวัน-กลางคืน

ตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในท้องแม่ เมื่อคลอดออกมาแล้ว เป็นธรรมดาที่เขาจะยังไม่สามารถแยกระหว่างกลางวันและกลางคืนเองได้ นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกตื่นบ่อย ๆ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสอนให้ลูกรู้ว่าช่วงไหนคือตอนกลางวัน และตอนกลางคืน เพื่อฝึกให้ลูกเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำและตื่นตั้งแต่เช้า

3. สร้างบรรยากาศให้เหมาะกับการนอน

ห้องนอนน่าอยู่ ชวนให้หลับ ก็จะช่วยให้หนูน้อยนอนยาวขึ้นได้เหมือนกันนะ ไม่ว่าจะเป็นการปรับอุณหภูมิห้องไม่ให้ร้อนหรือหนาวเกินไป จัดที่นอนที่อบอุ่นให้ลูก ใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว ปรับแสงไฟให้มืดหรือสลัว ๆ เสียงไม่ดังหนวกหู อาจมีเสียงพัดลมหึ่งเบา ๆ เสียงนาฬิกาเดิน จะทำให้ลูกนอนหลับง่ายขึ้นและทำให้ห้องดูไม่วังเวงเกินไป

4. ทำช่วงเวลาก่อนนอนให้เป็นกิจวัตร

  ฝึกลูกให้นอนตรงเวลา โดยทำกิจวัตรประจำวันก่อนนอนแบบเดิม เช่น อาบน้ำอุ่น ใส่ชุดนอน กินนม แปรงฟัน กล่อมนอนโดยร้องเพลงหรือเล่านิทาน เข้านอนให้ตรงเวลาทุกวัน พร้อมกล่าวราตรีสวัสดิ์กับลูกน้อย ซึ่งควรใช้คำพูดเดิมซ้ำ ๆ ทุกครั้ง น้ำเสียงโทนต่ำ ราบเรียบ แม้ลูกจะยังฟังไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้ว่า เมื่อพ่อแม่พูดคำนี้ น้ำเสียงแบบนี้บนที่นอน คือสัญญาณว่าได้เวลานอนแล้ว โดยทั่วไปลูกอาจร้องอยู่นาน 1-2 ชม. ในวันแรก ๆ แต่จะร้องน้อยลงและหยุดร้องภายใน 1-2 สัปดาห์

5. เพิ่มนมตอนกลางวัน งดมื้อดึกตอนกลางคืน

ลองเพิ่มนมหรืออาหารในช่วงกลางวันให้มากขึ้น โดยมื้อกลางวันอาจเพิ่มอาหารเสริมที่ให้พลังงานกับลูก ลูกจะได้อิ่มนานและอยู่ท้องไปจนถึงกลางคืน พอลูกอิ่มมาก ๆ หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อนนั่นเอง แต่ควรงดมื้อดึกให้ไว หลังลูกอายุ 6 เดือน เพื่อช่วยให้ลูกนอนยาวขึ้น และดีต่อสุขภาพฟันด้วย

6. ปล่อยให้ลูกเล่นเต็มที่ในช่วงกลางวัน

การที่ลูกเล่นตอนกลางวัน ใช้พลังงานเต็มที่ เมื่อถึงเวลากลางคืน ลูก ๆ จะหมดแรงและทำให้หลับได้เร็วและยาวนานขึ้น เพราะฉะนั้น ในช่วงกลางวัน คุณแม่อาจเตรียมของเล่นหรือพื้นที่ให้ลูกอย่างเหมาะสม ปลอดภัย เช่น มีคอกกั้นบริเวณบ้าน เพื่อให้ลูกคลานเล่น แต่เตือนไว้นิดหนึ่งว่า เด็กบางคนอาจฝันร้ายได้จากการเล่นมากในช่วงเย็นหรือก่อนนอน ดังนั้นควรงดการเล่นอะไรที่ตื่นเต้นในช่วง 1 ชั่วโมงก่อนนอน

7. อย่าลุกหาลูกทันทีที่ลูกส่งเสียงร้อง

ข้อนี้ขึ้นอยู่กับความใจแข็งของคุณแม่ แต่ต้องลองทำดู โดยกรณีที่ลูกนอนคนละห้อง เมื่อลูกร้องเรียก ให้แอบดูก่อนว่ามีปัญหาอะไร สามารถช่วยเหลือได้โดยไม่เปิดไฟสว่างจ้า แล้วจัดให้ลูกนอนลง ตบก้นลูกเบา ๆ โดยไม่ต้องอุ้ม รอจนลูกสงบ หากลูกร้องอีกให้รอประมาณ 5 นาทีแล้วค่อยเดินกลับไปหาลูก เมื่อลูกเริ่มสงบให้เดินออก ถ้าลูกร้องอีกก็ให้รอนานขึ้นครั้งละ 5 นาที เชื่อเถอะว่าลูกจะร้องไห้จนหลับไปเองในที่สุด ซึ่งหากทำเหมือนเดิมในคืนต่อไป ช่วงเวลาการร้องไห้ของลูกจะสั้นลงเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่จะหยุดร้องใน 1 สัปดาห์

8. หาสาเหตุที่ลูกตื่นกลางดึก

บางครั้งที่ลูกมีปัญหาตื่นกลางดึก อาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ ได้แก่ ปวดฟัน เวลาฟันขึ้น ให้แก้ไขโดยใช้นิ้วมือสะอาดนวดเหงือกบ่อย ๆ ปัญหาเจ็บป่วยอย่างผิวหนังแพ้ทำให้เกิดอาการคันมาก ปวดหูจากการอักเสบ คัดจมูกมากจากการเป็นหวัดหรือภูมิแพ้ ซึ่งการแก้ไขที่ต้นเหตุจะช่วยให้ลูกเป็นปกติได้ดังเดิม

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า หากลูกมีสุขภาพแข็งแรงและมีน้ำหนักตามเกณฑ์ คุณแม่สามารถปล่อยให้เขานอนหลับตามปกติได้นานถึง 4-5 ชั่วโมงโดยไม่ต้องปลุกขึ้นมาดื่มนม แต่กรณีที่หลับนานเกินไปหรือลูกมีภาวะสุขภาพไม่แข็งแรงที่คุณแม่จำเป็นต้องให้นมลูกอย่างเคร่งครัดทุก 2 ชั่วโมง ก็จำเป็นที่จะต้องปลุกเจ้าตัวน้อยให้ตื่นขึ้นมากินนมตามเวลาที่กำหนด วิธีปลุกทารกแรกเกิด สามารถทำได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 : จับให้ลูกนอนหงายตามปกติ หากลูกกำลังนอนอยู่ในท่าตะแคงข้างหรือนอนคว่ำ

ขั้นตอนที่ 2 : ใช้มือทั้งสองข้างจับที่สะโพกของลูก แล้วดันไปมาซ้ายขวาสลับกัน คล้ายกับจะพลิกตัวลูกแต่ไม่ต้องพลิกจริงๆ

ขั้นตอนที่ 3 : โยกตัวลูกเบาๆ ไปสักพัก เจ้าตัวน้อยก็จะตื่นขึ้นมา

***นอกจากนี้ก็อาจจะปลุกลูกด้วยการเกาท้องของเจ้าตัวน้อยเบาๆ หรืออุ้มขึ้นจากที่นอนก็ได้เหมือนกัน แต่ต้องพยายามปลุกอย่างนุ่มนวลเพื่อไม่ให้ลูกตกใจสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่นเอง

พัฒนาการทางด้านอารมณ์ของลูกๆ มีผลกระทบต่อการนอนของเขาหรือไม่

โลกของลูกๆ ของคุณจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเขาได้ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการนอนนี้ (Leap) เด็กๆ ทุกคนจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป บางคนเริ่มจะหงุดหงิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการนอนของพวกเขา พ่อแม่บางคนถึงกับตกใจที่ลูกแทบจะไม่นอนเลยก็มี ขณะที่บางคนก็นอนหลับเยอะกว่าปกติ บางคนก็เริ่มจะหลับตอนกลางวันเยอะกว่าและนอนน้อยในช่วงกลางคืน  พ่อแม่ไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คือพัฒนาการหนึ่งที่จะเกิดขึ้นกับเด็กทุกคน เมื่อเด็กๆ ผ่านช่วงนี้ไปแล้ว เขาก็สามารถนอนหลับได้ดีขึ้นแล้ว

เด็กๆ บางคนจะมีวิธีการเรียนรู้ของเขาเอง  บางครั้งพวกเขาจะไม่นอนจนกระทั้ง พวกเขาได้ทำในสิ่งที่พวกเขากำลังอยู่ให้เสร็จเสียก่อน พ่อแม่อาจจะชักจูงเขาให้ทำอย่างอื่น เช่นอ่านหนังสือ เพื่อกล่อมให้เขาได้พักผ่อน

 

Source : babysleepsite

บทความที่น่าสนใจ :

10 ชุดนอนไม่ได้นอน ชุดนอนซีทรู ชุดที่คัดเลือกมาอย่างดี เซ็กซี่อย่างมีระดับ

ฝึกลูกวัยทารกให้นอนเป็นเวลา

ลูกวัยทารกนอนสลับกลางวันกับกลางคืน

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

theAsianparent Editorial Team

app info
get app banner