ความสำคัญของการฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์

lead image

ความสำคัญของการฝากครรภ์เพราะการท้องและการคลอดเป็นภาวะเสี่ยงของสุขภาพแม่ท้อง ดังนั้น การฝากท้องตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อน 12 สัปดาห์หรือก่อน 3 เดือน การฝากครรภ์จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ได้ มาดูกันว่าการฝากครรภ์สำคัญอย่างไร ติดตามอ่าน

ความสำคัญของการฝากท้อง

การฝากครรภ์มีความจำเป็นต่อคุณแม่ทุกคน  เพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นไปด้วยดีจนกระทั่งคุณแม่คลอดลูกออกมาด้วยความปลอดภัย ทารกน้อยมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง  การฝากท้องคุณแม่จะได้รับการดูแลและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง  เพราะความผิดปกติบางอย่างของคุณแม่และทารก  เช่น  ความผิดปกติของรก  หรือความพิการของเด็กอาจมีผลต่อการเจริญเติบโตและการมีชีวิตรอดของทารกน้อย เพราะโรคบางอย่างถ่ายทอดทางกระแสเลือด การฝากครรภ์จะทำให้คุณแม่ได้ทราบล่วงหน้าว่าคุณแม่และลูกนั้นมีความเสี่ยงด้านสุขภาพหรือไม่

ความสำคัญของการฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์

ความสำคัญของการฝากครรภ์, ความสำคัญของการฝากท้อง

1. การตรวจสุขภาพร่างกายของคุณแม่และทารกอย่างละเอียด

– ในการฝากท้องครั้งแรก ๆ คุณหมอจะทำการซักประวัติ  ตรวจร่างกาย  และตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น คุณหมอจะซักประวัติการขาดประจำเดือน  โรคประจำตัวต่าง ๆ การตั้งครรภ์และการคลอดครั้งที่ผ่านมา  ตลอดจนภาวะของทารกในครรภ์ก่อน ๆ เพื่อวินิจฉัยว่า ต้องระมัดระวังหรือเฝ้าดูแลเรื่องใดเป็นพิเศษ

– การตรวจร่างกายโดยละเอียดจะทำให้คุณหมอทราบถึงสุขภาพของคุณแม่  การตรวจขนาดของมดลูกจะสามารถบอกสภาวะของเด็กได้  เช่น  มดลูกใหญ่อาจเป็นเพราะเด็กตัวใหญ่  เป็นลูกแฝด หรือมีน้ำคร่ำมากผิดปกติ

–  การฝากครรภ์คุณหมอจะทำการตรวจท่าทางของทารกในครรภ์ พร้อมทั้งฟังเสียงหัวใจของทารกก็จะช่วยบอกได้ว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตแล้ว

– ความสำคัญของการฝากท้อง คุณแม่จะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเองอย่างถูกต้อง  ให้มีความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงเพื่อลดอันตรายที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆในช่วงตั้งครรภ์  รวมไปถึงการดูแลตนเองหลัง คลอดอีกด้วย

คลิป เชิญชวนคุณแม่มาฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์กันค่ะ

https://www.youtube.com/watch?v=Nyw-LRfbaFc

2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

– การตรวจทางห้องปฏิบัติการบางอย่างจำเป็นต้องทำเมื่อมีการตั้งครรภ์  ได้แก่  การตรวจความเข้มข้นของเลือด จะทำให้คุณหมอได้ทราบว่าคุณแม่มีภาวะโลหิตจางหรือไม่  ซึ่งอาจจเกิดจากการรับประทานอาหารไม่ถูกส่วน  หรือมีสาเหตุมาจากโรคเลือดอย่างอื่น เพื่อที่คุณหมอจะได้ทำการรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทารกในครรภ์

– การตรวจน้ำเหลือง  เพื่อดูภูมิคุ้มกันที่มีต่อเชื้อซิฟิลิส  ไวรัสอักเสบชนิด บี และ HIV ซึ่งมีความจำเป็น เพราะหากผลตรวจออกมาเป็นบวกจะต้องเตรียมการวางแผนเพื่อป้องกันการถ่ายทอดโรคจากแม่ไปสู่ทารกในครรภ์

การตรวจปัสสาวะ และการตรวจไข่ขาวในปัสสาวะเพื่อค้นหาความผิดปกติของไต  หรือภาวะครรภ์เป็นพิษ  นอกจากนี้ความสำคัญของการตรวจปัสสาวะเพื่อให้ทราบว่ามีอาการผิดปกติในทางเดินปัสสาวะด้วยหรือไม่  อาการที่อาจเกิดขึ้น  เช่น  กระเพาะปัสาวะอักเสบ  กรวยไตอักเสบ  ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อย ๆ ในช่วงตั้งครรภ์

– การตรวจปัสสาวะเป็นการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ว่าคุณแม่มีภาวะเบาหวานหรือไม่ ถ้าพบว่ามีภาวะเบาหวานจะได้เตรียมวางแผนในการรักษาต่อไป

– ในช่วงแรกของการตรวจครรภ์จะได้รับการตรวจทุก 4 – 6 สัปดาห์ ส่วนในระยะหลัง ๆ การตรวจครรภ์จะถี่ขึ้นคือ ทุก 1 – 3 สัปดาห์ แล้วแต่ความจำเป็นตามที่คุณหมอพิจารณา

สิ่งสำคัญ

คุณแม่ควรให้ความสำคัญในการตรวจครรภ์ให้เป็นไปตามที่คุณหมอนัดหมาย  เพื่อจะได้ทราบถึงภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น  ตอนนี้เจ้าหนูโตขนาดไหนแล้ว  เป็นปกติหรือไม่  อยู่ในท่าทางที่ปกติหรือไม่ หรือมีโรคแทรกซ้อนอะไรหรือไม่  เพราะโรคบางชนิดเกิดในช่วงหลังของการตั้งครรภ์ ซึ่งถ้าได้รับการรักษาและป้องกันจะทำให้ปลอดภัยทั้งแม่และลูก

3. การเฝ้าติดตามพัฒนาการทารกในครรภ์

ความสำคัญของการฝากครรภ์, ความสำคัญของการฝากท้อง

– การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์สามารถวัดได้จากยอดมดลูกที่ใหญ่ขึ้นค่ะ  เป็นสัดส่วนของอายุครรภ์กับน้ำหนักของคุณแม่ที่เพิ่มขึ้น  เช่น  ในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ (ไตรมาสที่ 1) ยอดมดลูกจะยังอยู่ในอุ้งเชิงกราน  เมื่ออายุครรภ์ครบห้าเดือนยอดมดลูกจะอยู่ระดับสะดือ และจะอยู่เกือบถึงลิ้นปี่เมื่อใกล้คลอด

บทความแนะนำ  อุ้งเชิงกรานแคบ คนท้องคลอดเองได้ไหม

– น้ำหนักของคุณแม่ในช่วงสามเดือนแรกจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  เพราะเป็นผลมาจากอาการแพ้ท้อง  คลื่นไส้อาเจียน  ทำให้รับประทานอาหารได้น้อย  หลังจากนั้นน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับประมาณเดือนละ 1 – 1.5 กิโลกรัม เนื่องจากมีน้ำหนักในส่วนของทารก รก  และน้ำคร่ำอยู่ประมาณ 5 กิโลกรัม เป็นส่วนของมดลูกและส่วนอื่นของแม่อีก 7 กิโลกรัม

บทความแนะนำ  น้ำหนักตัวระหว่างตั้งครรภ์เพิ่มเท่าไรดี ?

– กรณีที่น้ำหนักของคุณแม่เพิ่มน้อย  หยุดเพิ่ม หรือน้ำหนักลดลง  รวมไปถึงยอดมดลูกไม่สูงขึ้น  อาจแสดงถึงความผิดปกติของทารกในครรภ์แล้วค่ะ  เช่น  ปัญหาทารกโตช้า หรือทารกเสียชีวิตในครรภ์  ซึ่งคุณหมอต้องทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง มีกรณีตรงข้ามกันคือ อาจเกิดครรภ์แฝด  น้ำคร่ำมากผิดปกติมีเนื้องอกของมดลูกในรังไข่  ซึ่งจำเป็นต้องวินิจฉัยสาเหตุที่แน่ชัดอีกที

อ่าน ภาวะครรภ์เสี่ยงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ คลิกหน้าถัดไป

ความสำคัญของการฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์

ภาวะครรภ์เสี่ยงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ

ความสำคัญของการฝากครรภ์, ความสำคัญของการฝากท้อง

การตั้งครรภ์ส่วนใหญ่แล้วมักจะดำเนินการตั้งครรภ์เป็นไปอย่างปกติและราบรื่นจนคลอดเจ้าตัวน้อยออกมาดูโลกอย่างปลอดภัยทุกประการ แต่ในคุณแม่บางรายที่จัดว่าอยู่ในภาวะครรภ์เสี่ยง  ซึ่งอาจมีปัญหายุ่งยากซับซ้อนตามมา  จึงต้องให้คุณหมอดูแลอย่างใกล้ชิด ปัญหาภาวะครรภ์เสี่ยงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ  ได้แก่

1. โลหิตจาง

คุณแม่ส่วนมากมักจะมีภาวะโลหิตจางเล็กน้อยก่อนการตั้งครรภ์  ร่างกายที่ขาดธาตุเหล็ก เป็นเรื่องที่ต้องเพิ่มเติมเสริมเข้าไปให้เพียงพอเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับแม่และทารกในครรภ์  รวมไปถึงการเสียเลือดในระหว่างคลอดลูก  การป้องกันโลหิตจางคุณแม่สามารถทำได้โดยรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่  โดยเฉพาะอาหารที่มีธาตุเหล็กมาก  เช่น  ตับหมู  หากคุณหมอพบว่ามีอาการเลือดจางมากอาจจะจัดธาตุเหล็กเสริมให้

แนะนำเมนูเพิ่มธาตุเหล็ก  : ตับหมูผัดดอกกุยช่าย

ความสำคัญของการฝากครรภ์, ความสำคัญของการฝากท้อง

ส่วนผสม

1.  ดอกกุยช่ายสด     250 กรัม

2.  ตับหมู     200 กรัม

3. น้ำซุปหมู    4 ช้อนโต๊ะ

4. น้ำมัน    1 ช้อนโต๊ะ

5. ซีอิ๊วขาว   1.5 – 2  ช้อนโต๊ะ

6. น้ำตาลทราย      1/2  ช้อนชา

7. น้ำมันพืช 1.5   ช้อนโต๊ะ

8. กระเทียมไทย    5 – 6    กลีบ

วิธีทำ

1.  ดอกกุยช่ายสด นำมาล้างให้สะอาด  หั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ตัดส่วนปลายเหลือแยกไว้เป็น 2 ส่วน  เพราะส่วนหัวดอกจะนิ่มและอ่อนกว่าส่วนปลายดอก เราแยกไว้เพื่อผัดส่วนปลายดอกก่อน

2. สำหรับตับหมู ขอแนะนำวิธีเลือกซื้อตับหมูที่มีความสดนะคะ วิธีการเลือกซื้อ คือ  เลือกซื้อตับหมูที่มีสีแดงอ่อนๆ คล้ายกะปิ ไม่มีสีแดงเข้มเหมือนสีเลือดหมู เพราะนั่นคือ ตับที่ไม่สดแล้ว จากนั้นลวกตับก่อนนำมาปรุงอาหาร หั่นตับเป็นชิ้นหนาประมาณ 3-5 มิลลิเมตร  ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือด ใส่ตับลงไปต้ม จนน้ำเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ แช่ตับไว้ในน้ำนั้น ประมาณ 5 นาที ค่อยเอาขึ้น พักไว้ก่อน

3. สับกระเทียมรอไว้  ตั้งกระทะพอร้อนใส่น้ำมันนำกระเทียมลงเจียวให้หอม จากนั้นตามด้วยตับหมู ผัดตับหมูพอสะดุ้งเท่านั้นนะคะไม่เช่นนั้นตับจะแข็งไม่น่ารับประทาน  ใส่กุยช่ายลงผัดต่อ เมื่อผักสุก ตับหมูก็จะสุกพอดี

4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา หรือซีอิ๊วขาว ใส่น้ำตาลเพียงหยิบนิ้ว เพื่อรสตัดความเค็มให้กลมกล่อม  เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟกับข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยลืมอิ่มกันเลยค่ะ

ประโยชน์ที่ได้รับ

ดอกกุยช่าย มีสรรพคุณบำรุงร่างกายมากมาย คือ วิตามินเอ ช่วยในการมองเห็น ธาตุเหล็ก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยบำรุงน้ำนม เหมือนการทานหัวปลี

– ตับหมู เป็นแหล่วงรวมสารพัดวิตามินบี ทั้ง บี2 และ บี3 ช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้ประสาทและกล้ามเนื้อทำงานดี ช่วยปรับการรับรู้ในที่แสงสว่างไม่เพียงพอ บี6 และ บี12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยบำรุงประสาทและสมอง และมีธาตุเหล็ก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง

2. เบาหวาน

ความสำคัญของการฝากครรภ์, ความสำคัญของการฝากท้อง

คุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานก่อนตั้งครรภ์แล้วนั้น ต้องได้รับการดูแลควบคุมตรวจเช็คน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติสม่ำเสมอ โดยคุณหมอจะให้อินซูลิน  โดยปรับขนาดที่เหมาะสม รวมถึงคุณแม่ต้องระมัดระวังในเรื่องการรับประทานอาหาร และต้องไปพบคุณหมอบ่อยกว่าปกติ  บางรายพบภาวะเบาหวานอย่างอื่น ๆ ระหว่างตั้งครรภ์ซึ่งจะหายไปเองหลังจากคลอดไม่นาน

บทความแนะนำ  อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำช่วยควบคุมเบาหวานได้

3. ปากมดลูกปิดไม่สนิท

ในช่วงตั้งครรภ์ปากมดลูกจะปิดสนิทจนถึงวันคลอด  แต่ถ้าคุณแม่มีอาการแท้งซ้ำหลังช่วง 3 เดือนแรก  อาจเกิดจากมดลูกไม่แข็งแรง และปากมดลูกปิดไม่สนิทคุณหมอมักจะให้การรักษาโดยการผ่าตัดเล็กเพื่อเย็บรูดปากมดลูกให้ปิดสนิทตั้งแต่ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ค่ะ และจะนำไหมเย็บนี้ออกเมื่อเจ็บท้องคลอด

บทความแนะนำ  ความเสี่ยงเมื่อแม่ท้องมีภาวะปากมดลูกปิดไม่สนิท

4. ครรภ์เป็นพิษ

ความสำคัญของการฝากครรภ์, ความสำคัญของการฝากท้อง

เป็นอาการที่พบบ่อยในช่วงตั้งครรภ์ช่วงท้าย  มักมีอาการความดันโลหิตสูงเกิน 140/90  น้ำหนักตัวของคุณแม่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก  ข้อเท้า  หรือมือบวม  ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ  หากความดันโลหิตขึ้นสูงมากและควบคุมไม่ได้จะเกิดอันตรายมาก อาจทำให้คุณแม่ชักหรือหมดสติได้

คุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่พักผ่อนมาก ๆ และจัดยาลดความดันให้ งดอาหารที่มีรสเค็มจัด ถ้าอาการรุนแรงจะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพื่อให้คุณหมอดูแลอย่างใกล้ชิด   และหากจำเป็นอาจต้องกระตุ้นเพื่อเร่งคลอดเพื่อความปลอดภัยของแม่และทารกในครรภ์

5. ทารกเติบโตไม่ปกติในครรภ์

ทารกเติบโตไม่ปกติในครรภ์ และจะตัวเล็กมาก น้ำหนักตัวน้อย  ภาวะเช่นนี้มักเกิดจากคุณแม่ที่สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์  รกไม่สมบูรณ์ หรือมีปัญหาด้านสุขภาพ  เช่น เบาหวาน  ซึ่งถ้าตรวจพบว่า  ทารกตัวเล็กผิดปกติ คุหมอจะต้องดูแลใกล้ชิดตลอดการตั้งครรภ์

6. ฝาแฝด

ความสำคัญของการฝากครรภ์, ความสำคัญของการฝากท้อง

การตั้งครรภ์แฝดอาจส่งผลให้คุณแม่เกิดภาวะเลือดจาง  ครรภ์เป็นพิษ  หรือทารกนอนในท่าผิดปกติจึงควรไปตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ  การตั้งครรภ์ลูกแฝดมีผลทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ ต้องดูแลตนเพิ่มมากขึ้นนะคะและพักผ่อนให้มาก ต้องระมัดระวังเรื่องการทรงตัวเวลาเดิน

7. ตกเลือด

ถ้ามีการตกเลือดในช่องคลอดไม่ว่าจะตั้งครรภ์กี่สัปดาห์ก็ตามต้องรีบพบคุณหมอโดยด่วนนะคะ  และต้องนอนพัก  ถ้ามีอาการตกเลือดในช่วงก่อน 28 สัปดาห์ อาจเกิดการแท้งได้ ถ้าหลังจากนี้อาจเป็นเพราะรกลอกตัวก่อนกำหนด หรือรกเกาะต่ำซึ่งคุณหมอจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

บทความแนะนำ  รกลอกตัวก่อนกำหนด อาการที่แม่ท้องต้องระวัง

8. การแท้งลูก

คือ  การสิ้นสุดการตั้งครรภ์ลงก่อน 28 สัปดาห์ พบได้ 1 ใน 5 ของการตั้งครรภ์ และส่วนใหญ่จะเกิดในช่วง 12 สัปดาห์แรก ซึ่งมักจะเกิดจากความผิดปกติของทารกเอง  หากเกิดกรณีเช่นนี้ต้องรีบพบคุณหมอโดยด่วนค่ะ

บทความแนะนำ  ไลฟ์สไตล์ของแม่ท้องที่เสี่ยงแท้ง

อ่าน  หลักการเลือกสถานที่ฝากครรภ์  คลิกหน้าถัดไป

หลักการเลือกสถานที่ฝากครรภ์

ความสำคัญของการฝากครรภ์, ความสำคัญของการฝากท้อง

การฝากครรภ์คุณแม่ควรเลือกฝากครรภ์กับทางโรงพยาบาล เพราะทางโรงพยาบาลจะได้ทำประวัติ  รวมถึงคุณหมอจะได้ตรวจวินิจฉัยและให้คำแนะนำในการดูแลตนเองของคุณแม่ว่า  เมื่อตั้งครรภ์แล้วสิ่งใดที่คุณแม่ควรปฏิบัติและสิ่งใดที่ควรหลีกเลี่ยง  และอะไรบ้างที่ควรงดเว้นโดยเด็ดขาด  นอกจากนี้  คุณหมอจะฉีดวัคซีนป้องกันหรือสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ด้วย รวมถึงกำหนดวันคลอด แต่สำหรับคุณแม่มือใหม่อันจะลังเลว่าจะฝากครรภ์ที่ไหนดี  มีหลักการเลือกสถานที่ฝากครรภ์มามาแนะนำค่ะ

1. ระยะทางจากบ้านไปโรงพยาบาล  ต้องดูที่ความสะดวกในการเดินทาง  ไม่ควรห่างไกลกันมากนัก

2. คุณหมอที่เชี่ยวชาญในการรับฝากครรภ์ครรภ์ก็มีความสำคัญเพราะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คุณแม่มือใหม่เป็นอย่างมาก

ความสำคัญของการฝากครรภ์, ความสำคัญของการฝากท้อง

3. ห้องคลอด  ห้องพักรักษาตัว  หากเป็นไปได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่เพื่อขอเข้าไปดูห้องคลอดและห้องพักว่าเป็นอย่างไร  เพื่อให้มั่นใจได้ว่าดีที่สุดสำหรับคุณแม่และลูกน้อย

ความสำคัญของการฝากครรภ์, ความสำคัญของการฝากท้อง

4. การบริการและการดูแลผู้ป่วย  สำหรับคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายคงกังวลเรื่องการบริการและการดูแลไม่ใช่น้อย ดังนั้น  ต้องหาข้อมูลเยอะหน่อยนะคะว่าโรงพยาบาลใดให้บริการแบบใดบ้าง

5. ค่ารักษาพยาบาล ข้อนี้คงต้องยึดหลักความพึงพอใจและพอเหมาะเป็นหลัก เพราะสำหรับโรงพยาบาลบางแห่งจะมีค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์ค่อนข้างสูง  ขึ้นอยู่กับความพร้อมที่คุณพ่อคุณแม่ต้องพิจารณาค่ะ ที่สำคัญควรสอบถามเรื่องค่ารักษาเหล่านี้ล่วงหน้าก่อนการตัดสินใจ

จะเห็นได้ว่า  ความสำคัญของการฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์นั้นมีความสำคัญมากเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งครรภ์คุณภาพต่อไป เพื่อให้ทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ปลอดภัย  และดำเนินการตั้งครรภ์จนคลอดทารกออกมาโดยสมบูรณ์

ร่วมบอกเล่าและแชร์ประสบการณ์ในช่วงตั้งครรภ์   คลอดบุตร รวมถึงการเลี้ยงดูทารกน้อย  เพื่อเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอื่น ๆ กันนะคะ  หากมีคำถามหรือข้อสงสัย ทางทีมงานจะหาคำตอบมาให้คุณ

อ้างอิงข้อมูลจาก

หนังสือ  เรื่องน่ารู้ คู่มือแม่ท้อง  ผู้เขียน พ.ญ.ภักษร  เมธากูล

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ท้องแล้ว ควรฝากครรภ์เมื่อไหร่ดี?

แม่ตั้งครรภ์เฮได้สิทธิฝากครรภ์และคลอดลูกฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

app info
get app banner