TAP top app download banner
theAsianparent
theAsianparent
คู่มือสินค้า
  • TAP Awards 2025
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอด
  • สุขภาพและโภชนาการ
  • ลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • การศึกษา
  • ผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอ
  • คอมมูนิตี้
  • ชอปปิง
  • VIP
เข้าสู่ระบบ
    • บทความ
  • TAP Awards 2025TAP Awards 2025
  • อยากท้องอยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นมแม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอดแม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอดหลังคลอด
  • สุขภาพและโภชนาการสุขภาพและโภชนาการ
  • ลูกลูก
  • ชีวิตครอบครัวชีวิตครอบครัว
  • การศึกษาการศึกษา
  • ผู้หญิงผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอวิดีโอ
  • คอมมูนิตี้คอมมูนิตี้
  • ชอปปิงชอปปิง
  • VIPVIP
    • สังคมออนไลน์
  • โพล
  • ความจำ
  • อาหาร
  • สูตรอาหาร
  • หัวข้อ
  • อ่านบทความ
    • ติดตาม
  • ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์
  • ติดตามพััฒนาการของลูกน้อย
    • ของรางวัล
  • ของรางวัลของรางวัล
  • การประกวด
  • VIP ParentsVIP Parents
    • อื่นๆ
  • ผลตอบรับ

นโยบายความเป็นส่วนตัวกฎการใช้งานคอมมูนิตี้แผนผังเว็บไซต์

ดาวน์โหลดแอปฟรี

google play store
app store

ลูกเงียบผิดปกติหรือเปล่า? แพทย์แนะ 4 สัญญาณเตือน "ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน"

บทความ 5 นาที
ลูกเงียบผิดปกติหรือเปล่า? แพทย์แนะ 4 สัญญาณเตือน "ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน"

ลูกซึมเศร้า ไม่อยากไปโรงเรียน อาจเป็นสัญญาณ ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน อ่าน 4 จุดสังเกตสำคัญจากเพจนายแพทย์สมาธิ และวิธีรับมือเมื่อลูกถูกแกล้ง

“โรงเรียน” ควรจะเป็นบ้านหลังที่สองที่ปลอดภัยและเต็มไปด้วยความสุขของลูกน้อยใช่ไหมคะ? แต่ในความเป็นจริง ความกังวลใจที่สุดของคุณพ่อคุณแม่อาจไม่ใช่เรื่องการเรียน แต่เป็นเรื่อง “ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน (School Bullying)” ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ เด็ก ๆ ที่ถูกกระทำส่วนใหญ่มักเลือกที่จะ “เงียบ” เพราะความอับอาย หรือกลัวว่าจะถูกรังแกหนักกว่าเดิมหากเรื่องถึงหูผู้ใหญ่ ทำให้พ่อแม่กว่าจะรู้ตัว ลูกรักก็อาจบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจไปแล้ว วันนี้ theAsianparent จึงขอนำข้อมูลดี ๆ จาก เพจนายแพทย์สมาธิ มาแชร์ให้คุณพ่อคุณแม่ได้สังเกตกันค่ะ ว่าพฤติกรรมแบบไหน คือสัญญาณ SOS ที่ลูกกำลังส่งเสียงขอความช่วยเหลือจากเราอยู่เงียบ ๆ เพื่อที่เราจะได้เข้าไปโอบกอดและแก้ไขปัญหาได้ทันเวลาค่ะ

School Bullying ไม่ใช่เรื่อง เด็กเล่นกัน

School Bullying หรือการกลั่นแกล้งในโรงเรียน คือ พฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดขึ้นอย่าง “ตั้งใจ” และ “ทำซ้ำ” โดยฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่า กระทำต่อฝ่ายที่อ่อนแอกว่า เพื่อให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกายหรือจิตใจ

หัวใจสำคัญของ Bullying คือความไม่เท่าเทียมกันของอำนาจ ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทหลัก ๆ ดังนี้:

  1. ประเภทของการบูลลี่ 

  • ทางร่างกาย: การทำร้ายร่างกายโดยตรง เช่น ตบ ตี ผลัก หรือทำลายข้าวของส่วนตัว
  • ทางวาจา: การใช้คำพูดทำร้ายความรู้สึก เช่น ล้อเลียนปมด้อย เหยียดหยาม หรือข่มขู่
  • ทางสังคม: การกีดกันออกจากกลุ่ม การปล่อยข่าวลือให้เสียชื่อเสียง หรือทำให้เหยื่อกลายเป็น “ตัวตลก” ในสายตาเพื่อน
  • ทางไซเบอร์: การกลั่นแกล้งผ่านสื่อดิจิทัล เช่น การประจานในโซเชียลมีเดีย หรือการส่งข้อความด่าทอ ซึ่งรุนแรงเพราะสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  1. วงจรของผู้เกี่ยวข้อง

การบูลลี่ไม่ได้มีแค่ “คนแกล้ง” และ “คนถูกแกล้ง” แต่ยังมีตัวละครอื่นที่ทำให้วงจรนี้ดำเนินต่อไปได้:

  1. The Bully: ผู้ริเริ่มกลั่นแกล้ง มักต้องการการยอมรับหรือมีปัญหาการจัดการอารมณ์
  2. The Victim: ผู้ถูกกระทำ ซึ่งมักจะโดดเดี่ยวหรือมีความแตกต่างจากกลุ่ม
  3. Bystanders (ผู้สังเกตการณ์):
    • ผู้ช่วย/กองเชียร์: ให้ท้ายคนแกล้งทำให้สถานการณ์แย่ลง
    • ผู้นิ่งเฉย: เห็นแต่ไม่กล้าช่วย (ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดทางให้คนแกล้งทำต่อ)
    • ผู้ช่วยเหลือ: คนที่กล้าเข้าไปหยุดหรือแจ้งครู
  1. ผลกระทบที่รุนแรง 

การบูลลี่ไม่ใช่เรื่อง “เด็กเล่นกัน” เพราะส่งผลกระทบระยะยาว:

  • ด้านจิตใจ: เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และขาดความมั่นใจในตนเอง 
  • ด้านการเรียน: เด็กจะไม่อยากไปโรงเรียน เกรดตก หรือมีปัญหาการปรับตัวในสังคม
  • ด้านสุขภาพ: อาจมีอาการทางกายที่เกิดจากความเครียด เช่น ปวดหัวหรือปวดท้องเรื้อรัง

 

ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน

 

วิธีสังเกต ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน

การสังเกตว่าเด็กกำลังเผชิญกับ การกลั่นแกล้ง School Bullying หรือไม่นั้นเป็นเรื่องท้าทายครับ เพราะเด็กส่วนใหญ่มักจะ “เงียบ” เนื่องจากความอับอายหรือกลัวว่าจะถูกรังแกหนักกว่าเดิมหากบอกใคร หากเด็กเริ่มมีพฤติกรรม “เปลี่ยนเส้นทางเดินไปโรงเรียน”, “ข้าวของพังบ่อย”, หรือ “แยกตัวจากเพื่อน” นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเขากำลังเผชิญกับปัญหาการถูกกลั่นแกล้ง

โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 สัญญาณเตือนหลัก ดังนี้

  1. สัญญาณทางกาย 

เป็นร่องรอยที่ชัดเจนที่สุด แต่เด็กมักจะพยายามปกปิด:

  • รอยฟกช้ำหรือแผล: ที่อธิบายที่มาไม่ได้ หรือคำอธิบายไม่สมเหตุสมผล (เช่น “หกล้มเอง” บ่อยผิดปกติ)
  • ข้าวของเสียหายหรือสูญหาย: อุปกรณ์การเรียน หนังสือ เสื้อผ้า หรือของมีค่ามักจะพังหรือหายไปบ่อย ๆ
  • อาการทางกายจากความเครียด: ปวดหัว ปวดท้อง หรือคลื่นไส้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเช้าวันจันทร์หรือก่อนไปโรงเรียน
  1. สัญญาณด้านพฤติกรรม 

การเปลี่ยนแปลงของนิสัยเดิม ๆ คือตัวบ่งชี้สำคัญ:

  • การเลี่ยงโรงเรียน: หาข้ออ้างไม่ไปเรียน แกล้งป่วย หรือขอให้พ่อแม่ไปส่งแทนการขึ้นรถโรงเรียน/เดินไปเอง
  • การเปลี่ยนเส้นทาง: พยายามเดินไปโรงเรียนในเส้นทางที่ไกลขึ้นเพื่อหลบเลี่ยงใครบางคน
  • พฤติกรรมการกินและนอนเปลี่ยนไป: ฝันร้าย นอนไม่หลับ หรือกลับมาบ้านด้วยความหิวโซ (เพราะถูกแย่งเงินค่าข้าวหรือถูกแกล้งไม่ให้กินข้าว)
  • ถอยห่างจากสังคม: เลิกสนใจงานอดิเรกที่เคยชอบ หรือไม่อยากออกไปเจอเพื่อนกลุ่มเดิม
  1. สัญญาณด้านอารมณ์

  • อารมณ์แปรปรวน: ดูเศร้า วิตกกังวล หรือหงุดหงิดง่ายผิดปกติหลังจากกลับจากโรงเรียน
  • ความมั่นใจลดลง: พูดจาดูถูกตัวเอง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า
  • ความก้าวร้าวที่บ้าน: เด็กที่ถูกบูลลี่ที่โรงเรียน บางครั้งจะมาระบายอารมณ์ ใส่พี่น้องหรือสัตว์เลี้ยงที่บ้าน
  1. สัญญาณด้านการเรียน 

  • ผลการเรียนตกต่ำ: ขาดสมาธิในการเรียน พลังงานในการทำการบ้านลดลง
  • ไม่ยอมทำกิจกรรมกลุ่ม: ปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมทัศนศึกษาหรืองานรื่นเริงของโรงเรียน

ข้อควรระวัง: อย่ากดดันให้เด็กพูดในทันที เพราะเขาจะยิ่งปิดกั้น ให้เริ่มจากการสร้าง Safe Space และบอกเขาว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันไม่ใช่ความผิดของลูก และพ่อแม่/ครูพร้อมจะอยู่ข้าง ๆ”

 

ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน

 

วิธีรับมือเมื่อ ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน

การจัดการกับ School Bullying ไม่ใช่เรื่องของเด็กคนเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือเป็นทีมระหว่าง เด็ก-ผู้ปกครอง-โรงเรียน โดยแบ่งวิธีรับมือตามบทบาทได้ดังนี้

  1. สำหรับ “เด็ก” ที่ถูกกลั่นแกล้ง 

สอนให้เด็กมี “เกราะป้องกัน” ทางอารมณ์และวิธีการโต้ตอบที่เหมาะสม:

  • Don’t React: ผู้รังแกมักต้องการเห็นอาการโกรธหรือร้องไห้ หากเราทำเป็นเฉย หรือตอบโต้ด้วยความนิ่ง เขาจะรู้สึกไม่สนุกและเลิกไปเอง
  • Walk Away: เดินหนีออกจากสถานการณ์นั้นทันที ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียง
  • Stay in Groups: พยายามอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่ไว้ใจได้ เพราะการบูลลี่มักเกิดขึ้นเมื่อเหยื่ออยู่คนเดียว
  • Speak Up: บอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ (ครู, พ่อแม่, หรือที่ปรึกษา) การบอกไม่ใช่การ “ขี้ฟ้อง” แต่เป็นการ “ปกป้องสิทธิ์” ของตัวเอง
  1. สำหรับ “ผู้ปกครอง” 

เมื่อลูกเล่าให้ฟัง สิ่งสำคัญคือ “ความใจเย็น”:

  • Be a Safe Space: รับฟังโดยไม่ตำหนิ (ห้ามพูดว่า “ทำไมไม่สู้กลับ” เพราะจะทำให้เด็กยิ่งรู้สึกแย่)
  • Document Everything: จดบันทึกเหตุการณ์ (ใคร, ทำอะไร, เมื่อไหร่, ที่ไหน) และเก็บหลักฐานหากเป็นการบูลลี่ทางไซเบอร์
  • Contact the School: ติดต่อครูประจำชั้นอย่างเป็นทางการ เพื่อหาทางออกร่วมกันตามกฎระเบียบของโรงเรียน
  • Professional Help: หากลูกมีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลรุนแรง ควรปรึกษาจิตแพทย์เด็กเพื่อเยียวยาจิตใจ
  1. สำหรับ “โรงเรียน” 

โรงเรียนต้องมีนโยบาย Zero Tolerance ต่อการบูลลี่:

  • Restorative Justice: เน้นการปรับความเข้าใจและให้ผู้กระทำรับผิดชอบต่อความรู้สึกของเหยื่อ มากกว่าแค่การสั่งพักการเรียน
  • Monitoring Hotspots: เพิ่มการสอดส่องในจุดบอด เช่น ห้องน้ำ หลังอาคารเรียน หรือโรงอาหาร
  • Social-Emotional Learning (SEL): สอนทักษะการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Emphaty) ให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร
  1. วิธีรับมือกับ Cyberbullying 

ในยุคนี้การบูลลี่ตามไปถึงที่บ้านผ่านมือถือ วิธีจัดการคือ:

  1. Stop: หยุดโต้ตอบ เพราะการด่ากลับจะยิ่งทำให้เรื่องบานปลาย
  2. Screenshot: แคปหน้าจอเก็บหลักฐานทั้งหมด
  3. Block/Report: บล็อกผู้ใช้นั้นและแจ้งรีพอร์ตไปยังแพลตฟอร์ม (Facebook, IG, TikTok)
  4. Privacy Settings: ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวให้สูงสุด

ข้อคิดสำคัญ: การหยุดบูลลี่ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยน “คนถูกแกล้ง” ให้เข้มแข็งขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยน “คนแกล้ง” ให้เข้าใจความเป็นมนุษย์ และเปลี่ยน “คนดู” ให้กล้าที่จะยื่นมือเข้าช่วยด้วย

 

ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน ไม่ใช่แค่เรื่อง “เด็กเล่นกัน” แล้วก็จบไป แต่มันคือบาดแผลที่อาจฝังลึกและส่งผลกระทบต่อจิตใจของลูกไปตลอดชีวิตค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้ในวันนี้ คือการสร้างบ้านให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” เมื่อไหร่ที่ลูกกล้าเล่า จงรับฟังด้วยหัวใจ อย่าเพิ่งรีบกดดัน และทำให้เขามั่นใจว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พ่อกับแม่จะอยู่ข้าง ๆ ลูกเสมอ” สุดท้ายนี้ การหยุดวงจรบูลลี่ที่ยั่งยืนที่สุด ไม่ใช่แค่การสอนให้เหยื่อเข้มแข็ง แต่คือการสอนให้เด็กทุกคนมีความเป็นมนุษย์และเห็นอกเห็นใจผู้อื่นด้วยค่ะ 

บทความจากพันธมิตร
การมีสติ ฉบับเด็ก ๆ เป็นอย่างไร ฝึกลูกให้มีสติ ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย
การมีสติ ฉบับเด็ก ๆ เป็นอย่างไร ฝึกลูกให้มีสติ ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย
ส่งเสริมพัฒนาการเด็กยุคใหม่ด้วย ทักษะ Executive Function
ส่งเสริมพัฒนาการเด็กยุคใหม่ด้วย ทักษะ Executive Function
ปี 2567 เด็กป่วยด้วยโรคอะไร? LUMA แบ่งปันสถิติให้เข้าใจมากขึ้น
ปี 2567 เด็กป่วยด้วยโรคอะไร? LUMA แบ่งปันสถิติให้เข้าใจมากขึ้น
Value Health (Kids) ประกันสุขภาพสำหรับลูกน้อย เจ้าของรางวัล Most Promising จากเวที TAP Awards 2023
Value Health (Kids) ประกันสุขภาพสำหรับลูกน้อย เจ้าของรางวัล Most Promising จากเวที TAP Awards 2023

ที่มา: เพจนายแพทย์สมาธิ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แม่เตือนภัย ส่งลูกเรียนซัมเมอร์ต่างประเทศ เจอทั้งบุลลี่ และถูกคุกคามทางเพศ

เปิดคำสอน แอนนี่ บรู๊ค หลังลูกชายถูกบูลลี่ “เป็นคนประหลาด”

ลูกถูกแกล้งที่โรงเรียน พ่อแม่จะรับมือ และปกป้องลูกได้อย่างไร

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
img
บทความโดย

สิริลักษณ์ อุทยารัตน์

  • หน้าแรก
  • /
  • ชีวิตครอบครัว
  • /
  • ลูกเงียบผิดปกติหรือเปล่า? แพทย์แนะ 4 สัญญาณเตือน "ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน"
แชร์ :
  • แม่ปรี๊ดแตก ทำไงดี? ใช้ 3 สเต็ปนี้ ซ่อมแซมความสัมพันธ์กับลูก!

    แม่ปรี๊ดแตก ทำไงดี? ใช้ 3 สเต็ปนี้ ซ่อมแซมความสัมพันธ์กับลูก!

  • ลูกพร้อมจะมีมือถือหรือยัง? ผู้เชี่ยวชาญแนะ เช็กลิสต์ 5 ข้อ พ่อแม่ต้องดูอะไรบ้าง?

    ลูกพร้อมจะมีมือถือหรือยัง? ผู้เชี่ยวชาญแนะ เช็กลิสต์ 5 ข้อ พ่อแม่ต้องดูอะไรบ้าง?

  • 10 เคล็ดลับการเป็นพ่อแม่ที่เก่งขึ้น ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่เข้าใจลูกมากขึ้นในทุกๆ วัน

    10 เคล็ดลับการเป็นพ่อแม่ที่เก่งขึ้น ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่เข้าใจลูกมากขึ้นในทุกๆ วัน

  • แม่ปรี๊ดแตก ทำไงดี? ใช้ 3 สเต็ปนี้ ซ่อมแซมความสัมพันธ์กับลูก!

    แม่ปรี๊ดแตก ทำไงดี? ใช้ 3 สเต็ปนี้ ซ่อมแซมความสัมพันธ์กับลูก!

  • ลูกพร้อมจะมีมือถือหรือยัง? ผู้เชี่ยวชาญแนะ เช็กลิสต์ 5 ข้อ พ่อแม่ต้องดูอะไรบ้าง?

    ลูกพร้อมจะมีมือถือหรือยัง? ผู้เชี่ยวชาญแนะ เช็กลิสต์ 5 ข้อ พ่อแม่ต้องดูอะไรบ้าง?

  • 10 เคล็ดลับการเป็นพ่อแม่ที่เก่งขึ้น ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่เข้าใจลูกมากขึ้นในทุกๆ วัน

    10 เคล็ดลับการเป็นพ่อแม่ที่เก่งขึ้น ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่เข้าใจลูกมากขึ้นในทุกๆ วัน

ฟีด

ฟีด

ติดตามอ่านบทความที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องครอบครัว ไลฟ์สไตล์ ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ง่ายๆแค่ปลายนิ้ว

โพล

โพล

ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านโพลที่น่าสนใจ และติดตามผลโพลจากความเห็นของคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ

ความจำ

ความจำ

แชร์รูปของเจ้าตัวน้อยไว้ในที่ๆปลอดภัย

หัวข้อ

หัวข้อ

เข้าร่วมสังคมออนไลน์ของเราสิคะ

ติดตาม

ติดตาม

ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์และพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละวัน

theAsianparent

ดาวน์โหลดแอปฟรี

Google PlayApp Store

จากคุณแม่รอบโลก

Singapore flag
Singapore
Thailand flag
Thailand
Indonesia flag
Indonesia
Philippines flag
Philippines
Malaysia flag
Malaysia
Vietnam flag
Vietnam

Partner Brands

Rumah123VIP ParentsMama's ChoiceTAP AwardsDBD Registered

© Copyright theAsianparent 2026 . All rights reserved

  • เกี่ยวกับเรา
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • ข้อกำหนดการใช้
  • แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว