ความรักของพ่อแม่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสงสัย แต่บางครั้ง “ความรัก” ที่แสดงออกมาในรูปของ พ่อแม่ขี้กังวล เกินไป อาจกลายเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งพัฒนาการของลูกโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว
นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กทั่วโลกเรียกพ่อแม่กลุ่มนี้ว่า “Overprotective Parents” หรือพ่อแม่ที่ปกป้องลูกมากเกินจำเป็น ซึ่งมักทำด้วยความปรารถนาดีอย่างแท้จริง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงข้ามกับสิ่งที่ตั้งใจไว้
5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจเป็น พ่อแม่ขี้กังวล เกินไป
ก่อนอื่น ลองส่องตัวเองดูก่อนว่า คุณมีพฤติกรรมต่อไปนี้หรือไม่
1. ไม่กล้าปล่อยให้ลูกทำอะไรเองเลย
เพราะกลัวว่าลูกจะทำได้ไม่เรียบร้อย เลอะเทอะ หรือไม่ดีพอตามใจคุณ สุดท้ายคุณเลยเลือกทำให้ลูกทุกอย่างแทน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว เก็บของ หรือแม้แต่หยิบของใช้เอง
2. อดใจไม่ไหวเสมอ แม้จะพยายามให้ลูกทำเอง
บางทีคุณก็พยายามวางมือ แต่พอเห็นลูกทำช้าหรือดูเหนื่อย คุณก็กระโจนเข้าไปช่วยทันที แม้จะไม่ได้เร่งรีบอะไร
3. บ่นซ้ำซากในเรื่องที่ผ่านไปแล้วหรือยังมาไม่ถึง
ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตและเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น การบ่นเป็นวิธีระบายความกังวลในแบบของคุณ แต่ลูกรับสารนั้นไปเต็มๆ
4. ไม่อนุญาตให้ลูกทำสิ่งที่นอกเหนือจากกิจวัตรปกติ
ไม่ว่าจะเป็นการไปเล่นบ้านเพื่อน ร่วมกิจกรรมนอกบ้าน หรือทดลองทำสิ่งใหม่ คุณมักตอบว่า “ไม่” เพราะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย
5. ประโยคติดปาก
ได้แก่ “อย่านะลูก…ระวังนะ…พอๆ แม่ทำเองดีกว่า…ทำไมช้าแบบนี้…โตแล้วนะ ทำไมยังทำไม่ได้” (ซึ่งคำพูดสุดท้ายนั้นค่อนข้างย้อนแย้ง เพราะที่ลูกทำไม่ได้ก็เพราะไม่เคยได้ฝึกทำเองนั่นเอง)

ความกังวลของพ่อแม่ ถ่ายทอดสู่ลูก ได้อย่างไร?
นี่คือสิ่งที่น่ากังวลที่สุด เพราะงานวิจัยจาก National Center for Biotechnology Information (NCBI) ระบุว่า พฤติกรรมปกป้องลูกเกินขอบเขตของ พ่อแม่ขี้กังวล ส่งสัญญาณให้เด็กรับรู้ว่า โลกนี้เต็มไปด้วยอันตราย และ ตัวเองไม่มีความสามารถพอที่จะรับมือกับมันได้
เด็กเรียนรู้การมองโลกจากพ่อแม่ก่อนใครทั้งนั้น เมื่อพ่อแม่กลัวสิ่งนั้น กังวลเรื่องนี้ตลอดเวลา เด็กก็จะซึมซับทัศนคตินั้นไปโดยอัตโนมัติ ผ่านวิถีชีวิต น้ำเสียง และพฤติกรรมที่เห็นทุกวัน
เสียงในหัวของเด็กที่เติบโตมาในบ้านแบบนี้มักเป็น:
“ฉันคงทำไม่ได้หรอก…แม่คงคิดว่าฉันทำไม่ได้ แม่เลยทำให้ตลอด”
ผลกระทบระยะยาวที่พ่อแม่ต้องรู้
-
ด้านความมั่นใจและสุขภาพจิต
เด็กที่เติบโตมากับ พ่อแม่ขี้กังวล เกินไปมักรายงานว่ามีความพึงพอใจในชีวิตที่ลดลง ขาดความมั่นใจ มีสุขภาพจิตที่อ่อนแอกว่าค่าเฉลี่ย ขาดความเป็นอิสระ และไม่มีทักษะรับมือกับปัญหา ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป สภาพแวดล้อมที่ถูกปกป้องมากเกินไปนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมุมมองที่เด็กมีต่อตัวเอง จนเชื่อว่าตัวเองไม่มีความสามารถเทียบเท่าคนอื่น
จิตแพทย์ Michael Liebowitz จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียพบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยโรค Panic Disorder จำนวนมากผิดปกติ มีประวัติที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ปกป้องเกินขอบเขต
-
ขาดความเชื่อมั่น ปรับตัวยาก ตลอดจนถึงวัยผู้ใหญ่
ผลกระทบของพ่อแม่ที่ปกป้องเกินไปไม่ได้จบลงแค่วัยเด็ก เด็กที่ถูกเลี้ยงดูแบบนี้มักโตมาพร้อมกับความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น ความภาคภูมิใจในตนเองที่ต่ำ มีปัญหาในการตัดสินใจด้วยตนเอง และพึ่งพาผู้อื่นมากเกินไป
ในช่วงวัยรุ่น เมื่อสมองกำลังพัฒนาและต้องการสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง พ่อแม่ที่ปกป้องเกินขอบเขตกลับไม่ยอมให้วัยรุ่นได้เป็นตัวเอง ส่งผลให้วัยรุ่นเหล่านี้มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ ขาดความมั่นใจ และเชื่อว่าตัวเองไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้
-
ความกังวลสะสมจนกลายเป็นอาการทางร่างกาย
สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ความวิตกกังวลในเด็กไม่ได้แสดงออกมาแค่ผ่านอารมณ์เสมอไป
ความวิตกกังวลในเด็กมักแสดงออกผ่านอาการทางร่างกาย ทั้งปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย รวมถึงอาการใจสั่น มือสั่น และเหงื่อออก ซึ่งเป็นอาการคล้ายกับที่ผู้ใหญ่เรียกว่า Panic Attack
เด็กที่มีภาวะวิตกกังวลยังมักนอนหลับพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ เหงื่อออกมาก รู้สึกเหนื่อยล้า และบ่นเรื่องปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะเรื้อรัง
ดังนั้น หากลูกบ่นว่าปวดหัวหรือปวดท้องบ่อยโดยที่หมอตรวจไม่พบสาเหตุทางกาย อาจถึงเวลาที่ต้องมองไปที่ระดับความเครียดและความวิตกกังวลของเขาด้วย
กังวลได้ไม่ผิด แต่ต้องรู้จักพอดี
สิ่งสำคัญที่อยากให้ตระหนักคือ ความกังวลเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ช่วยให้เราระมัดระวังและปลอดภัย แต่เมื่อมันมากเกินไป ผลที่ได้กลับตรงข้าม
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน NCBI ระบุว่า พฤติกรรมปกป้องเกินขอบเขตของพ่อแม่ อาจส่งสัญญาณให้เด็กรับรู้ว่าโลกนี้อันตราย เสริมให้เด็กหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ และจำกัดโอกาสในการพัฒนาทักษะและความมั่นใจในการรับมือกับความท้าทาย

6 วิธีปรับตัวเอง ก่อนที่ความกังวลจะส่งผ่านไปสู่ลูก
1. ตั้งสติแล้วถามตัวเองก่อนเข้าไปช่วย
ทุกครั้งที่อยากเข้าไปทำแทน ลองถามตัวเองก่อนว่า “นี่อันตรายจริงๆ หรือแค่ไม่เรียบร้อยตามใจฉัน?” ถ้าคำตอบคือข้อหลัง ให้ถอยออกมา
2. ฝึก “ปล่อยให้ล้มแล้วลุกเอง” ในสิ่งเล็กๆ ก่อน
การสอนให้ลูกพึ่งพาตัวเองอาจยากกว่าการทำให้ แต่มันคุ้มค่ามาก เด็กที่มีโอกาสฝึกรับมือกับความท้าทายจะเติบโตมาพร้อมความพร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์ยากๆ ได้อย่างมั่นใจ เริ่มจากเรื่องเล็กๆ เช่น ให้ลูกเทน้ำดื่มเอง ใส่รองเท้าเอง หรือเก็บของเล่นเอง แม้จะช้าหรือไม่สมบูรณ์แบบ
3. เปลี่ยน “ระวังนะ” เป็น “ลองดูสิว่าจะทำได้ไหม”
ภาษาที่ใช้มีพลังมาก เพราะมันส่งสารถึงลูกว่าคุณเชื่อในตัวเขา แทนที่จะบอกว่า “อย่านะ อันตราย” ลองเปลี่ยนเป็น “ระวังนะ ลองดูก่อน แม่อยู่ตรงนี้”
4. จัดการความกังวลของตัวเองก่อน
หากค้นพบว่าความวิตกกังวลของตัวเองเป็นแรงผลักดันให้ปกป้องลูกมากเกินไป การพูดคุยกับนักบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญจะช่วยพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกในแบบที่ดีต่อสุขภาพได้ในระยะยาว
5. ปล่อยให้ลูกเผชิญกับผลของการตัดสินใจของตัวเอง
ส่งเสริมให้ลูกคิดเชิงวิพากษ์มากขึ้น และหลีกเลี่ยงการกระโจนเข้าไปช่วยทุกครั้งที่เผชิญปัญหา แต่ให้ช่วยลูกระบุปัญหาและคาดการณ์ผลลัพธ์แทน
6. ยอมรับว่า “ไม่สมบูรณ์แบบ” ก็โอเค
ไม่มีพ่อแม่คนไหนสมบูรณ์แบบ และไม่มีวิธีเลี้ยงลูกแบบใดแบบหนึ่งที่เหมาะกับทุกเด็กในทุกสถานการณ์ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารอย่างเปิดเผยกับลูก และให้เขารู้ว่าคุณเชื่อในตัวเขาเสมอ
ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พ่อแม่จะมอบให้ลูกได้ ไม่ใช่การกำจัดอุปสรรคทุกอย่างออกจากทางเดินของเขา ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องและการส่งเสริมความเป็นอิสระเป็นสิ่งสำคัญในการเลี้ยงลูกที่ดี และเมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น พ่อแม่ควรค่อยๆ เปิดพื้นที่ให้เขาได้ฝึกตัดสินใจเองและพัฒนาความยืดหยุ่นทางอารมณ์
เด็กที่ได้รับโอกาสเรียนรู้จากความผิดพลาด ล้มแล้วลุกเอง และลองทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคง มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่โลกโยนมาให้
ส่วนคุณในฐานะพ่อแม่ แค่รู้ตัวว่ากำลังกังวลมากเกินไป และพยายามปรับ นั่นก็คือก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่มากแล้วค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
7 สิ่งที่ไม่ควรแชร์เกี่ยวกับลูก บนโซเชียลมีเดีย พ่อแม่ต้องรู้ก่อนโพสต์
3 วิธีรับมือกับความผิดพลาด ที่พ่อแม่อาจไม่ได้สอนเราในวัยเด็ก แต่เราให้ลูกได้
วิจัยยืนยัน! อ้อมกอดของพ่อแม่ ยิ่งมาก ยิ่งทำให้ลูกพึ่งพาตัวเองได้เร็วขึ้น
แหล่งอ้างอิง
- รู้ตัวไหมว่าคุณเป็นพ่อแม่ขี้กังวล, ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย https://www.facebook.com/photo.php?fbid=733720950091868&id=269537103176924&set=a.269556053175029&locale=th_TH
- Overprotective Parenting and Anxiety, AnxietyCentre.com https://www.anxietycentre.com/articles/overprotective-parenting-and-anxiety/
- The Parental Overprotection Scale: Associations with child and parental anxiety, PMC – National Center for Biotechnology Information https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3808745/
- How Overprotective Parenting Can Foster Anxiety in Children, Peak Performance Martial Arts https://peakperformancemartialarts.com/blog/150107/How-Overprotective-Parenting-Can-Foster-Anxiety-in-Children
- Overprotective Parents: Signs, Effects & How to Handle, Faith Behavioral Health https://faithbehavioralhealth.com/overprotective-parents/
- How Overprotective Parenting Impacts A Child’s Cognitive And Social Emotional Development, ParentCircle https://www.parentcircle.com/overprotective-parents-effects-on-child/article
- Anxious Stomachaches and Headaches, Child Mind Institute https://childmind.org/article/anxious-stomach-aches-and-headaches/
- Generalized Anxiety Disorder in Children, Merck Manual Consumer Version https://www.merckmanuals.com/home/children-s-health-issues/mental-health-disorders-in-children-and-adolescents/generalized-anxiety-disorder-in-children
- How to avoid being overprotective of your child, Understood.org https://www.understood.org/en/articles/how-to-avoid-being-overprotective-of-your-child
- 10 Ways To Avoid Overprotecting Your Children, AnxietyCentre.com https://www.anxietycentre.com/articles/10-ways-to-avoid-overprotecting-children/
- Overprotective Parents: Are You Doing Too Much for Your Kids?, Healthline https://www.healthline.com/health/parenting/overprotective-parents
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!