TAP top app download banner
theAsianparent Thailand Logo
theAsianparent Thailand Logo
คู่มือสินค้า
เข้าสู่ระบบ
  • TAP Awards 2025
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
    • ระยะการตั้งครรภ์
    • โภชนาการเเม่ท้อง
    • โภชนาการแม่ให้นม
    • ตั้งชื่อลูก
    • พัฒนาการสมอง
  • แม่ผ่าคลอด
    • พัฒนาการเด็กผ่าคลอด
    • เตรียมตัวผ่าคลอด
    • สุขภาพเด็กผ่าคลอด
    • คู่มือคุณแม่ผ่าคลอด
    • การดูแลหลังผ่าคลอด
    • โภชนาการเด็กผ่าคลอด
  • หลังคลอด
    • คลอดธรรมชาติ
    • ผ่าคลอด
    • การให้นมลูก
  • สุขภาพและโภชนาการ
    • โภชนาการ
    • สุขภาพ
  • ลูก
    • ทารกแรกเกิด
    • ทารก
    • เด็กวัยหัดเดิน
    • เด็กก่อนวัยเรียน
    • เด็ก
    • เด็กก่อนวัยรุ่น และวัยรุ่น
  • ชีวิตครอบครัว
    • ความรักและความสัมพันธ์
    • การเลี้ยงลูก
    • มุมคุณพ่อ
    • ประกันชีวิต
    • การวางแผนการเงิน
    • ความรัก และ เซ็กส์
    • #สอนลูกเรื่องเงิน ฉบับพ่อแม่
    • TAPpedia
  • การศึกษา
    • เด็กวัยประถม
    • โรงเรียนประถม
    • มัธยมศึกษา
    • แบบฝึกหัดและข้อสอบ
    • แนะแนวการศึกษาต่างประเทศ
  • ผู้หญิง
    • แฟชั่น
    • ความงาม
    • ฟิตเนส
  • ไลฟ์สไตล์
    • ที่เที่ยว
    • ที่กิน
    • ดวง
    • ทำนายฝัน
    • สีมงคล
    • บทสวดมนต์
    • ข่าว
    • ดูแลบ้าน
    • แนะนำโดย TAP
    • อีเว้นท์
  • วิดีโอ
    • การตั้งครรภ์
    • ทารก
    • คำแนะนำในการเลี้ยงลูก
    • การให้นมบุตร
    • อาหารเสริมทารก & โภชนาการ
    • เด็กเล็ก
  • ชอปปิง
  • VIP

10 สัญญาณเตือน "ภาวะซึมเศร้าในเด็ก" เช็กด่วน! ลูกเราเสี่ยงซึมเศร้าหรือเปล่า?

บทความ 8 นาที
10 สัญญาณเตือน "ภาวะซึมเศร้าในเด็ก" เช็กด่วน! ลูกเราเสี่ยงซึมเศร้าหรือเปล่า?

ภาวะซึมเศร้าในเด็ก ไม่ได้แสดงออกมาชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ได้แบ่งสัญญาณเตือนที่แม่ ๆ ควรสังเกตไว้ ดังนี้

แม่คือคนที่ใกล้ชิดลูกที่สุด แต่บางครั้งสัญญาณของ ภาวะซึมเศร้าในเด็ก ก็ไม่ได้แสดงออกมาชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ๆ ที่ยังสื่อสารความรู้สึกตัวเองไม่เก่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ได้แบ่งสัญญาณเตือนที่แม่ ๆ ควรสังเกตไว้ ดังนี้ค่ะ

 

สัญญาณ ภาวะซึมเศร้าในเด็ก วัยอนุบาล – ประถมต้น

เด็กวัยนี้ยังบอกไม่ถูกว่า “หนูเครียด” หรือ “หนูซึมเศร้า” แต่ร่างกายและพฤติกรรมของเขาจะฟ้องออกมาแทนค่ะ

1. พัฒนาการถดถอย: เช่น จู่ ๆ ก็กลับมาปัสสาวะรดที่นอน ทั้งที่เลิกใช้แพมเพิร์สไปนานแล้ว หรือกลับมาดูดนิ้ว พูดจาติดขัด

2. อาการป่วยทางกายที่หาสาเหตุไม่ได้: บ่นปวดท้อง ปวดหัวบ่อย ๆ โดยเฉพาะในตอนเช้าที่ต้องไปโรงเรียน แต่พอพาไปหาหมอก็ไม่พบความผิดปกติ

3. เกาะติดแม่ (หรือผู้เลี้ยงดู) มากผิดปกติ: กลัวการแยกจากอย่างรุนแรง ไม่ยอมไปโรงเรียน ร้องไห้หนัก

4. เล่นน้อยลง ซึมลง หรือเล่นบทบาทสมมติที่รุนแรง: การเล่นของเขาอาจจะวนเวียนอยู่กับความตาย การสูญเสีย หรือการต่อสู้ที่ก้าวร้าว

 

สัญญาณ ภาวะซึมเศร้าในเด็ก วัยประถมปลาย – มัธยม

วัยนี้จะเริ่มมีสัญญาณที่คล้ายกับผู้ใหญ่มากขึ้น แต่ก็ยังมีลักษณะเฉพาะตัวค่ะ

5. อารมณ์แปรปรวน (ไม่ใช่แค่เศร้า!): หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว ฉุนเฉียว “ทำอะไรก็ผิดหูผิดตาไปหมด” คืออาการเด่นของภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น มากกว่าอาการเศร้าซึมแบบผู้ใหญ่เสียอีก

6. การแยกตัวออกจากสังคม: เริ่มเก็บตัว ไม่พูดไม่จาเหมือนก่อน ไม่สุงสิงกับเพื่อนในกลุ่มเดิม หรือแม้กระทั่งกับคนในครอบครัว

7. ไม่ชอบทำกิจกรรมที่เคยชอบทำมาก่อน: ลูกเคยชอบวาดรูปมาก แต่ตอนนี้ไม่อยากแตะเลย, เคยชอบเล่นเกม แต่ตอนนี้ก็นอนนิ่ง ๆ ทั้งวัน 

8. ปัญหาการกินและการนอนที่เปลี่ยนไป:

  • การนอน: นอนไม่หลับ, หลับ ๆ ตื่น ๆ, ตื่นกลางดึก, หรือตรงกันข้ามคือนอนมากเกินไป (นอนทั้งวัน)
  • การกิน: ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลดฮวบ หรือในบางราย (โดยเฉพาะวัยรุ่น) อาจจะกินมากเกินไปเพื่อปลอบโยนตัวเอง

9. ปัญหาด้านการเรียนและความคิด:

    • ไม่มีสมาธิในการเรียน (ทั้งที่เคยตั้งใจ)
    • ความจำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ผลการเรียนตก
    • เฉื่อยชา ทำอะไรช้าลง ตัดสินใจเรื่องง่าย ๆ ไม่ได้

10. ความคิดด้านลบต่อตัวเอง (สัญญาณอันตรายที่สุด):

    • โทษตัวเองในทุกเรื่อง รู้สึกผิดตลอดเวลา
    • บ่นว่าตัวเองไร้ค่า ไม่ดีพอ เป็นภาระ
    • และสัญญาณที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด: การบ่นว่า “อยากตาย” “ไม่อยากอยู่แล้ว” หรือการค้นหาวิธีทำร้ายตัวเอง

ถ้าคุณแม่พบสัญญาณข้อ 10 โดยเฉพาะการพูดถึงความตาย นี่คือภาวะฉุกเฉิน ไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจ แม่ต้องไม่ลังเลที่จะพาลูกไปพบผู้เชี่ยวชาญหรือจิตแพทย์เด็กทันที

 

ภาวะซึมเศร้าในเด็ก

 

4 ปัจจัยเสี่ยง “ภาวะซึมเศร้าในเด็ก” ที่แม่อาจคาดไม่ถึง

พอรู้ว่าลูกเศร้า แม่อาจเกิดคำถามว่า “ทำไม?” “แม่ทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?”

ภาวะซึมเศร้าเป็นโรคที่ซับซ้อนมาก ไม่มีใครเป็นสาเหตุเพียงหนึ่งเดียว แต่มักเกิดจากหลายปัจจัยรุมเร้า ทั้งที่บ้าน โรงเรียน และแม้แต่ในตัวของเด็กเอง

1. ความกดดันมหาศาล

  • การเรียน: ความพยายามให้ได้คะแนนดี, การแข่งขันสูง, ความคาดหวังของพ่อแม่และครู (“หนูต้องเก่ง” “หนูต้องทำได้”) อาจสร้างความเครียดสะสมโดยที่ลูกไม่กล้าบอก
  • การถูกเปรียบเทียบ: ทั้งจากเพื่อน, “ลูกคนข้างบ้าน” หรือแม้แต่พี่น้องตัวเอง ทำให้ลูกรู้สึกด้อยค่าและหมดกำลังใจ

2. ปัญหาครอบครัว

ความขัดแย้งในบ้าน, การทะเลาะกันรุนแรงของพ่อแม่, การหย่าร้าง, หรือการสูญเสียคนในครอบครัว สิ่งเหล่านี้ทำให้ฐานที่มั่นทางใจของลูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง

3. โลกโซเชียล

  • การใช้โซเชียลมีเดียที่มากเกินไป เปิดโอกาสให้ลูกเห็นชีวิตดี ๆ ของคนอื่น จนเกิดการเปรียบเทียบกับชีวิตตัวเอง
  • Cyberbullying หรือการกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ ก็เป็นอีกสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กดิ่งและแยกตัวออกจากสังคม

4. ปัจจัยทางชีวภาพและพันธุกรรม

  • กรมสุขภาพจิต และงานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่า ภาวะซึมเศร้าเกิดจากความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง เช่น เซโรโทนิน
  • หากในครอบครัวมีประวัติคนเป็นโรคซึมเศร้า ลูกก็อาจมีความเสี่ยงมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับและรักษาค่ะ

 

คู่มือรับมือและเยียวยา “ภาวะซึมเศร้าในเด็ก”

เมื่อแม่เริ่มเห็นสัญญาณและสงสัยว่า ลูกมีภาวะซึมเศร้า สิ่งแรกที่แม่ต้องทำคือ “ตั้งสติ” และนี่คือแนวทางการ “ลงมือทำ” ที่แบ่งเป็นขั้นตอนให้แม่ ๆ ค่ะ

Step 1: การพูดคุย…กุญแจดอกแรกสู่หัวใจลูก

การสื่อสารคือหัวใจสำคัญที่สุดค่ะ แต่ต้องเป็นการสื่อสารที่ “ถูกวิธี”

  • ห้าม! พูดเชิงตำหนิ: “ทำไมทำตัวแบบนี้?” “เรื่องแค่นี้เอง” “เลิกร้องไห้ได้แล้ว” คำพูดเหล่านี้จะยิ่งผลักลูกออกไปและทำให้เขารู้สึกว่า “ไม่มีใครเข้าใจหนูเลย”
  • ห้าม! บ่น หรือ สั่งสอน: เด็กที่ซึมเศร้ามีแนวโน้มคิดลบกับตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การบ่นหรือสั่งสอนจะยิ่งตอกย้ำว่าเขา “ไม่ดีพอ”
  • ให้! ใช้ “I-Message” (การสื่อสารที่ตัวแม่): นี่คือเทคนิคที่นักจิตวิทยาแนะนำ เป็นการบอกความรู้สึกและความต้องการของแม่ โดยไม่ไปตัดสินลูก
    • แทนที่จะพูดว่า: “ทำไมไม่ยอมกินข้าว!”
    • ลองเปลี่ยนเป็น: “แม่เป็นห่วงหนูนะที่หนูไม่กินข้าวเลย (บอกความรู้สึก) แม่อยากให้หนูลงมากินด้วยกันสักหน่อยได้ไหม? (บอกความต้องการ)”
  • ให้! ฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening):
    • หาเวลาที่ผ่อนคลาย ชวนลูกคุย
    • ถามคำถามปลายเปิด เช่น “แม่สังเกตว่าช่วงนี้หนูดูเหนื่อย ๆ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า…เล่าให้แม่ฟังได้นะ”
    • พยักหน้า / สบตา / และอย่าเพิ่งรีบแนะนำ แค่ปล่อยให้เขาได้ระบายความรู้สึกทั้งหมดออกมา ให้เขารู้ว่า “แม่พร้อมฟัง”

 

ภาวะซึมเศร้าในเด็ก

บทความจากพันธมิตร
การมีสติ ฉบับเด็ก ๆ เป็นอย่างไร ฝึกลูกให้มีสติ ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย
การมีสติ ฉบับเด็ก ๆ เป็นอย่างไร ฝึกลูกให้มีสติ ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย
ส่งเสริมพัฒนาการเด็กยุคใหม่ด้วย ทักษะ Executive Function
ส่งเสริมพัฒนาการเด็กยุคใหม่ด้วย ทักษะ Executive Function
ปี 2567 เด็กป่วยด้วยโรคอะไร? LUMA แบ่งปันสถิติให้เข้าใจมากขึ้น
ปี 2567 เด็กป่วยด้วยโรคอะไร? LUMA แบ่งปันสถิติให้เข้าใจมากขึ้น
Value Health (Kids) ประกันสุขภาพสำหรับลูกน้อย เจ้าของรางวัล Most Promising จากเวที TAP Awards 2023
Value Health (Kids) ประกันสุขภาพสำหรับลูกน้อย เจ้าของรางวัล Most Promising จากเวที TAP Awards 2023

 

Step 2: สร้างบ้านให้เป็น Safe Zone ที่แท้จริง

เมื่อข้างนอกมันโหดร้าย บ้านต้องเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกค่ะ

  • ให้เวลาคุณภาพ: ไม่ใช่แค่อยู่ด้วยกัน แต่คือการอยู่กับเขาจริง ๆ วางมือถือแล้วหันมาทำกิจกรรมง่าย ๆ ด้วยกัน เช่น ดูหนัง, ทำขนม, เล่นบอร์ดเกม หรือแค่กอดกันเฉย ๆ ก็ได้
  • สร้างกิจวัตรประจำวันที่แน่นอน: ความสม่ำเสมอช่วยลดความกังวลให้เด็กได้ค่ะ
    • การนอน: สำคัญที่สุด! เด็กวัยเรียนควรนอน 8-10 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงหน้าจอมือถือ/แท็บเล็ต อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน เพราะแสงสีฟ้าทำลายวงจรการนอนหลับ
    • การกิน: ดูแลให้เขากินอาหารที่มีประโยชน์ แม้เขาจะไม่อยากกินก็ตาม
    • ชวนออกกำลังกาย: การออกกำลังกายเบา ๆ เช่น เดินเล่นด้วยกัน จะช่วยหลั่งสารเอนดอร์ฟิน หรือสารแห่งความสุข ตามธรรมชาติค่ะ

 

Step 3: เมื่อไหร่ที่ต้องพามืออาชีพมาช่วย

การพาลูกไปพบจิตแพทย์เด็ก ไม่ได้แปลว่าลูกบ้า หรือแม่ล้มเหลวในการเลี้ยงดู แต่มันหมายความว่า แม่รักลูกมากพอที่จะหาเครื่องมือที่ดีที่สุดมาช่วยเขา

เมื่อไหร่ต้องไปพบจิตแพทย์?

  • เมื่อลูกพูดถึงการตาย (ไปทันที!)
  • เมื่อแม่ลองทำทุกอย่างใน Step 1 และ 2 แล้ว อาการลูกไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง
  • เมื่ออาการซึมเศร้ากระทบการไปโรงเรียน การกิน การนอน อย่างรุนแรง

การรักษาไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

  • พบจิตแพทย์ (Psychiatrist): เพื่อประเมินอาการ วางแผนการรักษา และในบางกรณีที่จำเป็น (ซึ่งแพทย์จะวินิจฉัย) อาจต้องใช้ยาเพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมอง
  • รับการบำบัดทางจิตวิทยา (Therapy): เช่น การบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavioral Therapy) เพื่อให้นักจิตวิทยาช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สอนให้ลูกรู้จักอารมณ์ตัวเอง และมีวิธีคิดใหม่ ๆ ในการรับมือกับปัญหา
  • การทำงานร่วมกัน (Teamwork): เครือข่ายสนับสนุนระหว่าง ครอบครัว (แม่) – โรงเรียน (ครู) – ผู้เชี่ยวชาญ (หมอ) ทุกคนต้องสื่อสารและไปในทิศทางเดียวกันเพื่อช่วยลูกค่ะ

 

แม่…อย่าลืมดูแลใจตัวเอง

การดูแลใจตัวเอง ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่คือ หน้าที่ที่สำคัญที่สุดค่ะ หาเวลาพักผ่อนเล็ก ๆ น้อย ๆ พูดคุยระบายกับคนที่ไว้ใจ ยอมรับว่าเราเครียด และถ้าแม่รู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ไหว การที่แม่ไปพบนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์เพื่อดูแลใจตัวเอง ก็คือการช่วยลูก ทางอ้อมที่ดีที่สุดเช่นกันค่ะ

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและความรู้เบื้องต้นจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อช่วยในการสังเกตอาการ “ภาวะซึมเศร้าในเด็ก” ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ หากคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจเข้าข่ายภาวะซึมเศร้า กรุณาปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยตรงค่ะ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เลี้ยงลูกยังไงไม่ให้เป็นซึมเศร้า 10 เคล็ดลับสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้ลูก

ห่วงเกินไป ใช่ว่าดี! วิจัยเผย ลูกที่ถูกเลี้ยงแบบตีกรอบ เสี่ยงซึมเศร้า และภาวะวิตกกังวล

วิจัยชี้! เด็กที่ใกล้ชิดกับปู่ย่าตายาย เสี่ยงซึมเศร้าน้อยกว่าถึง 30%

 

ที่มา: โรงพยาบาลพญาไท , โรงพยาบาลมนารมย์

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
img
บทความโดย

สิริลักษณ์ อุทยารัตน์

  • หน้าแรก
  • /
  • ชีวิตครอบครัว
  • /
  • 10 สัญญาณเตือน "ภาวะซึมเศร้าในเด็ก" เช็กด่วน! ลูกเราเสี่ยงซึมเศร้าหรือเปล่า?
แชร์ :
  • วิจัยยืนยัน! อ้อมกอดของพ่อแม่ ยิ่งมาก ยิ่งทำให้ลูกพึ่งพาตัวเองได้เร็วขึ้น

    วิจัยยืนยัน! อ้อมกอดของพ่อแม่ ยิ่งมาก ยิ่งทำให้ลูกพึ่งพาตัวเองได้เร็วขึ้น

  • จ่ายประกันสังคมเพิ่ม ปี 2569 แม่ได้ "ค่าคลอด" เพิ่มไหม? ได้สิทธิอะไรบ้าง เช็กด่วน!

    จ่ายประกันสังคมเพิ่ม ปี 2569 แม่ได้ "ค่าคลอด" เพิ่มไหม? ได้สิทธิอะไรบ้าง เช็กด่วน!

  • เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค "จุ่มหน้าในน้ำแข็ง" รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที

    เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค "จุ่มหน้าในน้ำแข็ง" รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที

  • วิจัยยืนยัน! อ้อมกอดของพ่อแม่ ยิ่งมาก ยิ่งทำให้ลูกพึ่งพาตัวเองได้เร็วขึ้น

    วิจัยยืนยัน! อ้อมกอดของพ่อแม่ ยิ่งมาก ยิ่งทำให้ลูกพึ่งพาตัวเองได้เร็วขึ้น

  • จ่ายประกันสังคมเพิ่ม ปี 2569 แม่ได้ "ค่าคลอด" เพิ่มไหม? ได้สิทธิอะไรบ้าง เช็กด่วน!

    จ่ายประกันสังคมเพิ่ม ปี 2569 แม่ได้ "ค่าคลอด" เพิ่มไหม? ได้สิทธิอะไรบ้าง เช็กด่วน!

  • เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค "จุ่มหน้าในน้ำแข็ง" รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที

    เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค "จุ่มหน้าในน้ำแข็ง" รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที

ลงทะเบียนรับคำแนะนำเรื่องการตั้งครรภ์พัฒนาการลูกในท้องได้ที่นี่
  • เตรียมตัวเป็นผู้ปกครอง
  • พัฒนาการลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • ระยะการตั้งครรภ์
  • โภชนาการ
  • ไลฟ์สไตล์
  • TAP สังคมออนไลน์
  • ติดต่อโฆษณา
  • ติดต่อเรา
  • Influencer Marketing (KOL)
  • มาเข้าร่วมกับเรา


  • Singapore flag Singapore
  • Thailand flag Thailand
  • Indonesia flag Indonesia
  • Philippines flag Philippines
  • Malaysia flag Malaysia
  • Vietnam flag Vietnam
© Copyright theAsianparent 2026. All rights reserved
เกี่ยวกับเรา |ทีม|นโยบายความเป็นส่วนตัว |ข้อกำหนดการใช้ |แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว