ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามือถือคือประตูสู่โลกกว้าง แต่ประตูบานเดียวกันนี้ก็อาจเปิดไปสู่ห้องอันตรายที่เรามองไม่เห็น จากข้อมูลสำรวจของ ETDA Thailand พบว่าเด็กไทยใช้เวลาบนโลกอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละหลายชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์ไม่น้อยไปกว่าโลกความจริงเลย บทความนี้จึงอยากจะชวนคุณแม่มาส่อง 4 ภัยออนไลน์ในเด็ก ที่พบบ่อยในสังคมไทย พร้อมแนวทางรับมือแบบทำได้จริง ที่ไม่ใช่แค่การห้าม แต่คือการสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งในครอบครัวค่ะ
ภัยออนไลน์ในเด็ก ภัยที่ 1: ความเสี่ยงทางการเงิน
“เผลอแป๊บเดียว บิลบัตรเครดิตมาเป็นหมื่น!” นี่คือสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่คิด จากการที่ลูกใช้จ่ายเงินออนไลน์โดยที่เขาอาจไม่เข้าใจมูลค่าที่แท้จริงของมัน ภาพที่เห็นบ่อยคือ ลูกกดซื้อของในเกม ซื้อไอเทม อัปเกรดตัวละคร ลูกแอบเติมเกมส์ หรือเติมเงินผ่านบัตรเครดิต/เดบิตที่ผูกไว้กับบัญชี บางเคสคือการกดสั่งของเล่นราคาแพงจากแอปชอปปิง หรือร้ายกว่านั้นคือการกดลิงก์โฆษณาที่แฝงการสมัครบริการ SMS คิดเงินรายสัปดาห์โดยไม่รู้ตัว
อันตรายยังไง?
อธิบายในมุมจิตวิทยาได้ว่า สมองส่วนหน้าของเด็กที่ทำหน้าที่ยับยั้งชั่งใจ (Prefrontal Cortex) ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้การตัดสินใจของเด็กมักมาจากความอยากได้เฉพาะหน้ามากกว่าการคิดถึงผลที่จะตามมา ประกอบกับ “เงินดิจิทัล” ที่เป็นเพียงตัวเลขบนจอ ไม่เหมือนธนบัตรหรือเหรียญที่จับต้องได้ แค่กดปุ่มเพื่อจ่ายเงินจึงทำให้เด็กรู้สึกเหมือนไม่ได้เสียอะไรไปจริงๆ
สัญญาณเตือนที่คุณแม่ต้องสังเกต
- มีอีเมลหรือ SMS แจ้งเตือนการใช้จ่ายหรือสั่งซื้อสินค้าที่เราไม่ได้ทำรายการ
- ลูกพูดถึงไอเทมพิเศษในเกมที่ได้มาใหม่บ่อยๆ
- มีค่าใช้จ่ายปริศนาในใบแจ้งหนี้บัตรเครดิต หรือเงินในบัญชีหายไป
- มีข้อความแปลกๆ ส่งเข้ามาในมือถือลูก ชวนให้สมัครบริการต่างๆ

ภัยออนไลน์ในเด็ก ภัยที่ 2: เนื้อหาเกินวัย…แค่ปลายนิ้ว
นี่คือความกังวลอันดับต้นๆ ของพ่อแม่ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าอัลกอริทึมจะพาลูกเราไปเจอกับอะไรบ้าง การที่ลูกเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับวัย ทั้งภาพความรุนแรง, สื่อลามกอนาจาร, การพนัน, ข้อมูลที่บิดเบือน (Fake News) หรือแม้กระทั่ง Hate Speech ที่สร้างความเกลียดชัง การเข้าถึงนี้อาจเกิดจากความตั้งใจที่อยากรู้อยากเห็น หรืออาจเกิดโดยไม่ตั้งใจก็ได้ เช่น ดูคลิปการ์ตูนอยู่ดีๆ แต่คลิปถัดไปที่ระบบแนะนำกลับเป็นเนื้อหาที่น่าตกใจ
อันตรายยังไง?
อธิบายในมุมจิตวิทยาและเทคโนโลยีได้ว่า ธรรมชาติของเด็กเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้ แต่เมื่อความอยากรู้อยากเห็นนี้ไปเจอกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูด ให้ผู้ใช้ดูต่อให้นานที่สุด ก็อาจนำไปสู่การเจอเนื้อหาล่อแหลมได้ง่าย คำถามที่คุณแม่หลายคนกังวลใจอย่าง ลูกดูเว็บโป๊ หรือเจอภาพรุนแรงจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการสมองและทัศนคติของเด็ก ทำให้เขามีมุมมองเรื่องเพศหรือความรุนแรงที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง
สัญญาณเตือนที่คุณแม่ต้องสังเกต
- ลูกรีบปิดหรือเปลี่ยนหน้าจอทันทีที่เราเดินเข้าไปใกล้
- เริ่มใช้คำพูด ท่าทาง หรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว/เกี่ยวกับเรื่องเพศที่ไม่เคยทำมาก่อน
- มีอาการนอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือหวาดกลัวโดยไม่มีสาเหตุ
- ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องเพศหรือความรุนแรงที่เกินวัยของเขา
ภัยออนไลน์ในเด็ก ภัยที่ 3 ห้องแชทปริศนา…ภัยร้ายที่ไม่เห็นตัว
ภัยข้อนี้อันตรายที่สุด เพราะมันเล่นกับความรู้สึก และความไว้วางใจของเด็ก และอาจนำไปสู่ความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง
-
Online Grooming (การล่อลวงเด็กออนไลน์)
คือกระบวนการที่ผู้ไม่หวังดี (มักเป็นผู้ใหญ่) สร้างสัมพันธภาพออนไลน์กับเด็กเพื่อเป้าหมายในการล่วงละเมิดทางเพศ คนพวกนี้จะปลอมตัวเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน เข้ามาชวนคุยในเกมหรือโซเชียลมีเดีย, ให้คำชม, รับฟังปัญหา ทำให้เด็กรู้สึกดีและไว้วางใจ เมื่อเด็กติดกับแล้ว ก็จะเริ่มขอข้อมูลส่วนตัว, ชวนคุยเรื่องลามก, ขอให้ถ่ายรูปโป๊เปลือย และอาจลุกลามไปถึงการนัดเจอในโลกจริง
-
Cyberbullying (การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์)
คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น ซึ่งเจ็บปวดไม่แพ้การถูกทำร้ายร่างกายเลย รูปแบบที่พบบ่อยในเด็กไทยคือ การตั้งกลุ่มไลน์เพื่อกีดกันเพื่อนออกจากกลุ่ม, การแคปหน้าจอแชทส่วนตัวไปประจาน, การโพสต์ภาพล้อเลียนหรือใช้ถ้อยคำหยาบคายโจมตีในโซเชียลมีเดีย

อันตรายยังไง?
ตามทฤษฎีจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นของอีริคสัน ในช่วงวัยรุ่น เด็กกำลังอยู่ในขั้นของการค้นหาตัวตน (Identity) และต้องการการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนอย่างสูง ทำให้พวกเขาอ่อนไหวต่อคำชมและการยอมรับจากคนอื่นมากเป็นพิเศษ คนร้ายจึงใช้ช่องโหว่ทางความรู้สึกนี้ในการสร้างความไว้วางใจ ขณะที่ปัญหา Cyberbullying ก็มักเกิดจากแรงกดดันในกลุ่มเพื่อนและความคึกคะนองที่ไม่เข้าใจถึงผลกระทบที่รุนแรงต่อจิตใจของเหยื่อ
สัญญาณเตือนที่คุณแม่ต้องสังเกต
- ลูกใช้เวลาแชทกับใครบางคนมากขึ้นอย่างผิดปกติ และดูมีความลับ
- หวงโทรศัพท์มือถือมากเป็นพิเศษ ไม่ยอมให้ใครแตะต้อง
- มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หรือหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดหลังเล่นมือถือ
- เริ่มแยกตัวออกจากครอบครัวและเพื่อนในชีวิตจริง
- มีของขวัญหรือเงินที่อธิบายที่มาไม่ได้ (อาจมาจากผู้ไม่หวังดี)
ภัยออนไลน์ในเด็ก ภัยที่ 4: เสพติดจอ จนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
ลูกติดมือถือ ทํายังไงดี? ปัญหานี้อาจดูไม่น่ากลัวเท่า 3 ข้อแรก แต่มันบั่นทอนพัฒนาการและคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว การที่เด็กใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อหน้าที่หลักในชีวิตประจำวัน เช่น การเรียน, การนอน, สุขภาพ, และที่สำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์ในครอบครัว
อันตรายยังไง?
อธิบายในมุมจิตวิทยาได้ว่า ทุกครั้งที่เด็กเล่นเกมชนะ, ได้รับไลก์ หรือดูคลิปที่สนุกสนาน สมองจะหลั่งสารโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมา ทำให้เขารู้สึกดีและอยากทำซ้ำๆ วนไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวงจรเสพติดที่ควบคุมได้ยาก กรมสุขภาพจิตได้ให้ข้อมูลว่า การใช้หน้าจอที่มากเกินไปสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาพัฒนาการล่าช้า, สมาธิสั้น, และกระทบต่อการพัฒนาทักษะ EF (Executive Functions) หรือทักษะสมองส่วนหน้าที่ใช้ในการควบคุมตนเองอีกด้วย
สัญญาณเตือนที่คุณแม่ต้องสังเกต
- มีอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย หรือก้าวร้าวเมื่อถูกจำกัดเวลาเล่นมือถือ
- ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอนานขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้รู้สึกพอใจเท่าเดิม
- ละเลยกิจกรรมที่เคยชอบทำ เช่น การเล่นกีฬา, การวาดรูป
- ผลการเรียนตกต่ำ, การบ้านไม่เสร็จ, นอนดึกตื่นสาย
- แยกตัว เก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียว ไม่สนใจพูดคุยกับคนในบ้าน

4 วิธีสร้างเกราะป้องกันลูกจาก ภัยออนไลน์ในเด็ก (ฉบับทำได้จริง)
เมื่อเห็นภัยต่างๆ แล้ว อย่าเพิ่งท้อใจนะคะ หน้าที่ของเราไม่ใช่การห้าม แต่คือการนำทาง ค่ะ นี่คือ 4 แนวทางที่แนะนำ
- เป็นเซฟโซนให้ลูกเสมอ (Open Communication)
หัวใจที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความไว้วางใจ ทำให้ลูกรู้สึกว่า พ่อแม่เป็นเซฟโซนไม่ว่าจะเจอเรื่องดีหรือร้ายแค่ไหน เขาสามารถหันมาคุยกับเราได้เสมอ ย้ำกับลูกบ่อยๆ ว่า “ถ้าเจออะไรแปลกๆ หรือรู้สึกไม่สบายใจตอนเล่นเน็ต ให้รีบมาบอกแม่นะ แม่จะอยู่ข้างๆ และช่วยลูกเอง” แนวทางเลี้ยงลูกเชิงบวกเช่นนี้ จะทำให้ลูกกล้าเปิดใจกับเรามากกว่าการปิดบังเพราะกลัวจะถูกดุหรือถูกยึดมือถือ
- สร้างข้อตกลงร่วมกัน (Set Boundaries)
ชวนลูกมานั่งคุยและวาง “ข้อตกลงการใช้มือถือ“ ของบ้านร่วมกัน เช่น กำหนดเวลาเล่นให้ชัดเจน (Weekday/Weekend), กำหนดโซนปลอดมือถือ (บนโต๊ะอาหาร, ในห้องนอน), และตกลงกันว่าการจะดาวน์โหลดแอปฯ หรือซื้อของใดๆ ต้องได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ก่อนเสมอ
- ใช้ ‘เครื่องมือ’ ช่วยสกรีน (Use Technology Wisely)
ในเมื่อภัยร้ายมากับเทคโนโลยี เราก็ใช้เทคโนโลยีเป็นเกราะป้องกันได้ค่ะ ปัจจุบันมี แอพควบคุมการเล่นมือถือของลูก หรือที่เรียกว่า Parental Control ที่มีประโยชน์มาก
- Parental Control คืออะไร? Parental Control คือฟังก์ชันหรือแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถติดตามและจัดการการใช้มือถือของลูกได้ เช่น
- จำกัดเวลาเล่นมือถือของลูกในแต่ละแอปฯ
- บล็อกเว็บไซต์หรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
- อนุมัติการดาวน์โหลดแอปฯ
- ติดตามตำแหน่ง (Location) ของลูกเพื่อความปลอดภัย
- เครื่องมือแนะนำ: หากคุณแม่ใช้ iPhone/iPad สามารถศึกษา วิธีตั้งค่า Screen Time ได้เลย ส่วนฝั่ง Android ก็มีเครื่องมืออย่าง Family Link ให้ใช้งานได้ฟรี ลองศึกษา วิธีตั้งค่า Family Link ดูนะคะ มันจะช่วยแบ่งเบาภาระของเราไปได้เยอะเลยค่ะ
- เป็น ‘ตัวอย่าง’ ที่ดี (Be a Role Model)
ข้อนี้สั้นๆ แต่สำคัญที่สุดค่ะ ถ้าเราอยากให้ลูกวางมือถือ เราก็ต้องวางมือถือเมื่ออยู่กับเขาเช่นกัน เวลาทานข้าว, เวลาก่อนนอน หรือเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน ลองวางมือถือของเราลง แล้วหันมาสบตาและพูดคุยกับลูกให้มากขึ้น เด็กเรียนรู้จากการกระทำของเรามากกว่าคำพูดเสมอ
การเลี้ยงลูกในยุคดิจิทัลอาจจะท้าทายและมีเรื่องให้เราต้องเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ อันตรายจากมือถือและ ภัยออนไลน์ในเด็ก เป็นเรื่องจริงที่เราไม่อาจเพิกเฉย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวจนเกินรับมือ
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การสู้รบกับเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การสร้างสายใยในครอบครัวให้แข็งแกร่ง, การสื่อสารที่เปิดอก, และการสอนให้ลูกมี ทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อให้เขาเติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัลที่เท่าทันโลกได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ใจหล่น! แม่เจอ รูปลับในมือถือของลูก ควรทำยังไง? วิธีคุยไม่ให้ลูกอับอาย
หยุดก่อนแม่! ปล่อยลูกดูคลิปสั้นทั้งวัน ผลเสียอาจไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อย่างที่คิด
ผลกระทบจากสมาร์ทโฟน เด็กรู้สึก “ด้อยค่า” และ “อิจฉา” กันมากขึ้น
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!