ตลอดระยะเวลา ตั้งครรภ์ 1-9 เดือน นั้น การรู้ว่าในแต่ละเดือน คุณแม่จะเจออาการคนท้องอะไรบ้าง และลูกน้อยกำลังพัฒนาอย่างไร จะช่วยให้เราดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น และยังลดความกังวลใจลงได้ด้วย ซึ่ง theAsianparent ได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ มาไว้ให้คุณแม่ติดตามอาการคนท้อง และพัฒนาการทารกในครรภ์ตลอดทั้ง 9 เดือนพร้อมกันค่ะ
ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกและมีการติดตามต่อเนื่อง สามารถลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทั้งของแม่และลูกได้มาก ดังนั้นการรู้เท่าทันทุกเดือนจึงสำคัญจริง ๆ ค่ะ
ไตรมาสที่ 1 (เดือน 1-3): จุดเริ่มต้นของชีวิต
ตั้งครรภ์ 1 เดือน
หลายคนอาจเริ่มสังเกตว่า “ประจำเดือนขาด” พร้อมกับอาการคัดตึงหน้าอก เหนื่อยง่าย อารมณ์แปรปรวน ข้อมูลจาก Cleveland Clinic บอกว่า นี่คือช่วงที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนพุ่งสูง ทำให้ร่างกายแม่ปรับตัวอย่างรวดเร็ว
ไข่ที่ปฏิสนธิจะฝังตัวในผนังมดลูก และเริ่มสร้างรกเพื่อหล่อเลี้ยงทารก จากนั้น Mayo Clinic อธิบายว่า หัวใจเล็ก ๆ ของลูกจะเริ่มเต้นในช่วงสัปดาห์ที่ 5 ถือเป็นสัญญาณชีวิตที่น่าตื่นเต้นสุด
ตั้งครรภ์ 2 เดือน
อาการแพ้ท้องมาเยือนเต็ม ๆ คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะบ่อย และอารมณ์ขึ้นลง ซึ่งงานวิจัยจาก American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) ปี 2020 ยืนยันว่า อาการเหล่านี้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน hCG ในเลือด
ลูกเริ่มมีแขนขาเล็ก ๆ ยื่นออกมา เค้าโครงใบหน้าเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ข้อมูลจาก Healthline ระบุว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ 8 ทารกจะมีขนาดประมาณเมล็ดถั่ว แต่หัวใจเต้นแรงมากถึง 150 ครั้งต่อนาทีเลยทีเดียว

ตั้งครรภ์ 3 เดือน
แม่หลายคนจะเริ่มรู้สึกว่าท้องน้อยนูนขึ้นเล็กน้อย อาการแพ้ท้องค่อย ๆ ดีขึ้น ข้อมูลจาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เคยให้คำแนะนำว่า ช่วงนี้แม่ควรเริ่มใส่ใจกับโภชนาการ โดยเฉพาะโปรตีนและธาตุเหล็กเพื่อเสริมสร้างเลือด
อวัยวะสำคัญเกือบครบแล้ว เช่น หัวใจ ไต และระบบย่อยอาหาร ลูกสามารถขยับแขนขาได้ แม้แม่ยังไม่รู้สึกชัด งานวิจัยจาก Johns Hopkins Medicine ระบุว่า สมองของลูกในช่วงนี้จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก
ไตรมาสที่ 2 (เดือน 4-6): ช่วงเวลาที่สบายขึ้น
ตั้งครรภ์เดือนที่ 4
อาการแพ้ท้องลดลงอย่างมาก แม่เริ่มมีพลังขึ้น ร่างกายเริ่มมี “เส้นดำกลางท้อง” หรือ Linea Nigra ตามธรรมชาติ
ลูกเริ่มมีการตอบสนองต่อเสียง ข้อมูลจาก Healthy Children (American Academy of Pediatrics) ระบุว่า ทารกเริ่มสามารถได้ยินเสียงหัวใจแม่ และเสียงรอบ ๆ ภายนอกแล้ว

ตั้งครรภ์ 5 เดือน
จุดพิเศษของเดือนนี้คือ “แม่จะเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้น” ครั้งแรก เป็นความรู้สึกอบอุ่นที่ยากจะลืมเลือน แนะนำให้คุณแม่พูดคุยกับลูกในท้อง ร้องเพลง อ่านนิทาน และเปิดเพลงให้ลูกฟัง เพื่อกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูกน้อย และนอนตะแคงซ้าย ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
ลูกมีขนอ่อน (lanugo) ปกคลุมทั้งตัว และผิวเริ่มถูกเคลือบด้วยไขทารกสีขาว (vernix caseosa) เพื่อปกป้องจากน้ำคร่ำ ข้อมูลจาก WebMD อธิบายว่า การดิ้นคือสัญญาณของระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่ทำงานประสานกันแล้ว
ตั้งครรภ์ 6 เดือน
อาจเริ่มมีอาการบวมที่เท้า ปวดหลัง และนอนหลับยากขึ้นบ้าง ซึ่ง ศูนย์สุขภาพสตรี รพ.รามาธิบดี แนะนำว่า การนอนตะแคงซ้ายจะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมดลูกได้ดีขึ้น
ปอดของลูกเริ่มสร้างสาร Surfactant ซึ่งจำเป็นสำหรับการหายใจหลังคลอด ข้อมูลจาก March of Dimes ยืนยันว่า ช่วงนี้ลูกมีโอกาสรอดสูงขึ้นมาก หากคลอดก่อนกำหนด
ไตรมาสที่ 3 (เดือน 7-9): เตรียมพร้อมสู่การคลอด
ตั้งครรภ์ 7 เดือน
มดลูกขยายจนเริ่มอึดอัด หายใจไม่สะดวก และอาจมีอาการเจ็บครรภ์เตือน (Braxton Hicks)
ลูกสามารถลืมตาได้แล้ว และสมองกำลังสร้างการเชื่อมต่อประสาทอย่างรวดเร็ว ลูกน้อยได้ยินเสียงชัดเจน มองเห็น รับรู้รสชาติ รับรู้ความรู้สึกได้งานวิจัยใน Journal of Perinatal Medicine ปี 2019 พบว่า การพูดคุยกับลูกในท้องอย่างต่อเนื่องจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางภาษา

ตั้งครรภ์ 8 เดือน
หายใจไม่อิ่ม ปวดสะโพกและหลังมากขึ้น นอนลำบาก เนื่องจากแรงดันของมดลูกบนกระบังลม ข้อมูลจาก CDC ชี้ว่า การออกกำลังกายเบา ๆ เช่น เดินช้า ๆ สามารถช่วยลดอาการเหล่านี้ได้
ลูกเริ่มกลับหัวลงมาในอุ้งเชิงกรานเพื่อเตรียมคลอด น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบภูมิคุ้มกันพัฒนาเต็มที่
ตั้งครรภ์ 9 เดือน
แม่อาจรู้สึกเจ็บครรภ์จริง ปากมดลูกอาจอ่อนตัวและเปิดขึ้น น้ำเดิน หรือมูกเลือดออกมา เป็นสัญญาณใกล้คลอด ข้อมูลจาก ACOG แนะนำว่า หากเจ็บท้องถี่ทุก 5 นาที ควรไปโรงพยาบาลทันที
ลูกน้อยสมบูรณ์เต็มที่ ปอดทำงานได้แล้ว สมองพัฒนาเต็มที่ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิและหายใจ น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 2.7–3.5 กิโลกรัม ทารกอยู่ในตำแหน่งคลอด พร้อมลืมตาดูโลก
คำแนะนำจากคุณหมอ
- ฝากครรภ์ตามกำหนด: พบแพทย์ตามโปรแกรมฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ เช่น การตรวจเลือด ปัสสาวะ ความดัน บริสุทธิ์ของสายสะดือ ตรวจโครงสร้างทารกอัลตราซาวด์ ฯลฯ
- โภชนาการที่เพียงพอ: โฟเลต ธาตุเหล็ก แคลเซียม โอเมก้า-3 โปรตีน วิตามินที่จำเป็นจากแพทย์แนะนำ
- ออกกำลังกายเบา ๆ ที่เหมาะสม: เดิน ว่ายน้ำ โยคะสำหรับคนท้อง ช่วยลดอาการบวม ปวดหลัง และช่วยเตรียมร่างกายสำหรับคลอด
- ดูแลสุขภาพจิต: ความเครียด ภาวะวิตกกังวลก่อนคลอด สามารถมีผลต่อทั้งแม่และทารก หากมีอาการซึมเศร้า หรือวิตกมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้คำปรึกษาทางจิตใจ
- สัญญาณอันตรายที่ควรระวัง: เช่น มีเลือดออกทางช่องคลอด น้ำเดินก่อนกำหนด เจ็บท้องถี่มาก ปวดศีรษะรุนแรง ความดันโลหิตสูง ตาบวม เท้าบวมมาก หรือเห็นบวมในใบหน้า (อาการของครรภ์เป็นพิษ) ต้องรีบพบแพทย์ทันที
ตั้งครรภ์ 1-9 เดือน เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและมีความหมายกับทั้งแม่และลูก คุณแม่ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เตรียมพร้อมสำหรับการคลอด และการเลี้ยงดูลูกน้อย ขอให้คุณแม่และลูกน้อย แข็งแรง ปลอดภัย และเต็มไปด้วยความสุขนะคะ
ตารางสรุป ตั้งครรภ์ 1-9 เดือน อาการคนท้อง และพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์
|
เดือนที่
|
อาการคนท้องที่พบบ่อย
|
พัฒนาการลูกในครรภ์
|
| 1 |
ประจำเดือนขาด คัดเต้านม เหนื่อยง่าย อารมณ์แปรปรวน |
ไข่ฝังตัวในมดลูก หัวใจเริ่มก่อตัวและเต้น |
| 2 |
แพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะบ่อย |
แขนขาเริ่มก่อตัว เค้าโครงใบหน้าเริ่มเห็นชัด หัวใจเต้นเร็ว |
| 3 |
ท้องน้อยเริ่มนูน แพ้ท้องบางคนยังมีอยู่ |
อวัยวะสำคัญพัฒนาเกือบครบ สมองและไตเริ่มทำงาน |
| 4 |
อาการแพ้ท้องลดลง มีเส้นดำกลางท้อง (Linea Nigra) |
ลูกตอบสนองต่อเสียง เพศเริ่มเห็นได้จากอัลตราซาวด์ |
| 5 |
รู้สึกลูกดิ้นครั้งแรก น้ำหนักเพิ่ม ผิวเริ่มยืด |
มีขนอ่อน (lanugo) และไขเคลือบผิว (vernix) ระบบประสาททำงาน |
| 6 |
ขาบวม ปวดหลัง นอนลำบากขึ้น |
ปอดสร้างสาร Surfactant โอกาสรอดสูงขึ้นหากคลอดก่อนกำหนด |
| 7 |
เจ็บครรภ์เตือน (Braxton Hicks) หายใจไม่สะดวก |
ลูกลืมตาได้แล้ว สมองสร้างการเชื่อมต่อประสาทเร็วมาก |
| 8 |
หายใจไม่อิ่ม ปวดสะโพก หลังหนัก บวมตามตัว |
ลูกกลับหัว น้ำหนักขึ้นเร็ว ระบบภูมิคุ้มกันพัฒนาเต็มที่ |
| 9 |
เจ็บครรภ์จริง น้ำเดิน มูกเลือด ปากมดลูกเริ่มเปิด |
ลูกสมบูรณ์พร้อมคลอด ปอดทำงานเต็ม น้ำหนักเฉลี่ย 2.7–3.5 กก. |
แหล่งอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Antenatal care recommendations.
- Mayo Clinic. Pregnancy week by week.
- Cleveland Clinic. Stages of Fetal Development.
- Healthline. Pregnancy Calendar.
- Johns Hopkins Medicine. The First and Second Trimester.
- March of Dimes. Pregnancy week by week.
- American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG). Prevention of Group B Streptococcus (2020).
- WebMD. Fetal Development Stages.
- Healthy Children (AAP). Fetal Hearing.
- CDC. Exercise during pregnancy.
- Journal of Perinatal Medicine. 2019;47(3): Early language development.
- โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย: คำแนะนำโภชนาการหญิงตั้งครรภ์.
- ศูนย์สุขภาพสตรี รพ.รามาธิบดี: การนอนท่าตะแคงซ้ายสำหรับแม่ตั้งครรภ์.
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!