เช้าวันทำงานของพ่อแม่บางบ้านเริ่มต้นด้วยเสียงปลุกและการเร่งเร้าให้ลูกรีบลุกจากที่นอน แต่ยิ่งพูดยิ่งช้า จนทุกคนเริ่มหงุดหงิด บทความนี้จะพามาเจาะลึกว่าทำไมเด็กถึงโอ้เอ้ตื่นสาย และจะปรับพฤติกรรรม ลูกโอ้เอ้ตื่นสาย ได้อย่างไร โดยไม่ต้องบ่นทุกเช้า
ลูกโอ้เอ้ตื่นสาย เพราะอะไร?
ความจริงแล้ว ลูกโอ้เอ้ตื่นสาย ไม่ได้แปลว่าขี้เกียจเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณบางอย่างเกี่ยวกับ นาฬิกาชีวภาพ พัฒนาการสมอง หรือสภาพจิตใจของเขา
งานวิจัยจาก American Academy of Sleep Medicine (AASM) ระบุว่า
- เด็กเล็กวัยอนุบาล (3–5 ปี) ควรนอน 10–13 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้สมองและร่างกายได้พักฟื้นเต็มที่
- เด็กวัยเรียน (6–12 ปี) ควรนอน 9–12 ชั่วโมงต่อคืน
- วัยรุ่นควรนอน 8–10 ชั่วโมงต่อคืน
แต่จากรายงานของ Centers for Disease Control and Prevention (CDC) พบว่า เด็กเล็กจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ นอนเฉลี่ยเพียง 8–9 ชั่วโมง และกว่า 40% ของเด็กทั่วโลกนอนน้อยกว่าที่แนะนำ เนื่องจากเข้านอนดึกจากการดูหน้าจอ การบ้าน หรือกิจกรรมยามเย็น
ในเด็กเล็กการนอนอย่างเพียงพอสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่สมองกำลังสร้างเส้นใยประสาท (neural connections) อย่างรวดเร็ว การนอนน้อยหรือนอนไม่เป็นเวลาอาจทำให้เด็กขาดสมาธิ อารมณ์แปรปรวน และช้าต่อการปรับตัวในตอนเช้า

1. นาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm)
งานวิจัยจาก Harvard Medical School พบว่า เด็กและวัยรุ่นมีการเปลี่ยนแปลงของนาฬิกาชีวภาพตามวัย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ระบบการหลั่งเมลาโทนินเลื่อนช้าลง ทำให้รู้สึกง่วงช้ากว่าผู้ใหญ่ ส่งผลให้ตื่นเช้าได้ยากและอืดอาด
2. พัฒนาการสมองตอนเช้า
สมองส่วน prefrontal cortex ซึ่งควบคุมการตัดสินใจ การจัดลำดับ และการควบคุมอารมณ์ จะตื่นตัวช้ากว่าส่วนอื่น โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ทำให้ช่วงเช้าอาจยังเบลออยู่
3. ปัจจัยทางอารมณ์และสิ่งแวดล้อม
เช่น ความเครียดจากการเรียนหรือเพื่อน การใช้หน้าจอหรือเล่นเกมก่อนนอน รวมถึงการนอนในห้องที่สว่าง เสียงดัง หรืออุณหภูมิไม่เหมาะสม ก็มีผลให้ ลูกโอ้เอ้ตื่นสาย ในช่วงเช้าได้เช่นกัน
4. ปัญหาการนอนแฝง
เช่น นอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ที่ทำให้ร่างกายไม่สดชื่นแม้นอนเต็มที่
ผลกระทบของการตื่นสายและโอ้เอ้ตอนเช้า
หลายคนอาจคิดว่า แค่ตื่นสายคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จริง ๆ แล้ว ลูกโอ้เอ้ตื่นสาย อาจกระทบทั้งการเรียน อารมณ์ และความสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่าที่คิด
1. ด้านการเรียนรู้
การศึกษาของ Centers for Disease Control and Prevention (CDC) พบว่าช่วง 2–3 ชั่วโมงแรกของเวลาเรียน เด็กที่นอนเพียงพอจะมีคะแนนการทดสอบด้านสมาธิและความจำดีกว่ากลุ่มที่นอนน้อยถึง 20–30%

2. ด้านอารมณ์
การเริ่มต้นวันด้วยความเร่งรีบทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) สูงตั้งแต่เช้า เด็กจึงหงุดหงิดง่ายและเสียสมาธิในชั้นเรียน
3. ด้านความสัมพันธ์ครอบครัว
ถ้าทุกเช้าคือสนามรบ พ่อแม่และลูกอาจเริ่มวันด้วยความตึงเครียด ส่งผลต่อบรรยากาศทั้งวัน
คำพูดที่แม่ไม่ควรพูด ยิ่งบ่นลูกยิ่งแย่
การบ่นซ้ำ ๆ ไม่เพียงไม่ช่วยให้ลูกตื่นเร็วขึ้น แต่ยังสร้าง Emotional Distance หรือระยะห่างทางใจให้ลูกอีกด้วย เช้าไหนที่ต้องเร่งลูก หลายบ้านเผลอใช้คำพูดแรง ๆ โดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจทำให้ลูกเริ่มวันด้วยความรู้สึกแย่ มาดูกันว่ามีคำพูดไหนบ้างที่ควรเลี่ยง
ตัวอย่างคำพูดที่ควรเลี่ยง
- “ทำไมขี้เกียจแบบนี้!” → ทำให้ลูกติดป้ายตัวเองว่า “ขี้เกียจ” และหมดแรงจูงใจ
- “ดูสิ เพื่อนบ้านเขาตื่นไปโรงเรียนกันหมดแล้ว” → ทำให้ลูกเปรียบเทียบตัวเองในทางลบ
- “ถ้าไม่ตื่นเดี๋ยวนี้ แม่จะไม่รักแล้วนะ” → ส่งผลต่อความมั่นคงทางอารมณ์
- “ช้าขนาดนี้โตไปจะทำงานยังไง” → เพิ่มความกดดันเกินวัย
- “แม่บอกกี่ครั้งแล้ว!” → ทำให้ลูกโฟกัสที่น้ำเสียงเชิงลบแทน
แนวคิดจากจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology)
แนะนำให้เปลี่ยนจากคำตำหนิเป็นคำชวน เช่น
- “อีก 10 นาทีเราจะไปโรงเรียนแล้วนะ มาลองแข่งกันแต่งตัวเร็วที่สุดดูไหม”
- “เช้านี้เรามีข้าวต้มแสนอร่อย ลุกมากินพร้อมกันนะ”
วิธีปรับพฤติกรรมลูกโอ้เอ้ตื่นสายอย่างอ่อนโยน
การเปลี่ยนพฤติกรรมต้องใช้เวลาและความเข้าใจ ไม่ใช่การบังคับทันที ลองใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อช่วยให้ลูกตื่นง่ายขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่นปรับเวลาเข้านอนทีละน้อย เร็วขึ้นวันละ 10–15 นาที ลดสิ่งกระตุ้นก่อนนอน ปิดหน้าจออย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน และควรเตรียมทุกอย่างตั้งแต่ก่อนเข้านอน เสื้อผ้า กระเป๋า ของใช้เรียน เพื่อให้ช่วงเช้าไม่วุ่นวาย

เช้าแบบไหน…ที่ลูกอยากตื่น
เด็กจะอยากตื่นและลุกจากที่นอนง่ายขึ้น ถ้าเช้านั้นมี “แรงจูงใจ” และเริ่มต้นด้วยความรู้สึกดี แทนที่จะเริ่มด้วยการเร่งเร้า ลองสร้างบรรยากาศเช้าให้น่ารื่นรมย์ เช่น
-
เริ่มด้วยสิ่งที่ลูกชอบ เช่น เปิดเพลงโปรดของเขา หรือให้ลูกเลือกเพลงเอง หรือสติ๊กเกอร์ความสำเร็จเมื่อตื่นทันเวลา
-
มีกิจกรรมเล็ก ๆ ที่น่าสนใจรออยู่ เช่น ได้ช่วยทำอาหารเช้า ให้อาหารสัตว์เลี้ยง หรือเลือกเสื้อผ้าเอง
-
ใช้การปลุกแบบอ่อนโยน เช่น แตะตัวเบา ๆ หรือเปิดม่านให้แสงแดดค่อย ๆ เข้ามาในห้อง แทนการตะโกนปลุก
-
ให้ความสำคัญกับอารมณ์ เช่น โอบกอด จับมือ หรือพูดประโยคเชิงบวกอย่าง “เช้านี้เรามีอะไรสนุก ๆ รออยู่นะ”
-
จัดกิจวัตรเช้าให้คาดเดาได้ เด็กจะรู้สึกปลอดภัยถ้ารู้ว่าตื่นมาแล้วจะทำอะไรก่อน–หลัง
จากมุมมองจิตวิทยา การมีเช้าแบบที่ลูกอยากตื่น ไม่เพียงช่วยให้การเริ่มวันราบรื่น แต่ยังสร้างความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก และช่วยให้เขามองการตื่นเช้าเป็นเรื่องที่น่ารอคอย
เมื่อไหร่ควรพาลูกพบผู้เชี่ยวชาญ
แม้การตื่นสายจะเป็นเรื่องปกติในบางช่วงวัย แต่ถ้าเป็นต่อเนื่องและเริ่มกระทบต่อสุขภาพหรือการเรียน อาจถึงเวลาที่ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น
ลูกโอ้เอ้ตื่นสาย เป็นผลจากการทำงานของร่างกาย สมอง และอารมณ์ การปรับพฤติกรรมต้องใช้ความเข้าใจและวิธีที่อ่อนโยน พ่อแม่ควรเลี่ยงการบ่นหรือตำหนิ เพราะจะยิ่งทำให้เด็กต่อต้าน ควรสร้างบรรยากาศเช้าที่อบอุ่น สนุก และพร้อมเริ่มวันใหม่ ให้เป็นวันที่ดีและมีความสุขของทุกคนในครอบครัว
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เลี้ยงลูกยังไงให้อยากไปโรงเรียน สร้างความสุขในการเรียนรู้ ตั้งแต่ก้าวแรก
ทำไมไม่มีใครเล่นกับหนู? รับมือ ลูกไปโรงเรียนครั้งแรก อย่างเข้าใจหัวใจเด็ก
100 ไอเดีย เมนูมื้อเช้าให้ลูกไปโรงเรียน อร่อยไม่ซ้ำ ทำง่าย ได้ประโยชน์
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!