TAP top app download banner
theAsianparent
theAsianparent
คู่มือสินค้า
  • TAP Awards 2025
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอด
  • สุขภาพและโภชนาการ
  • ลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • การศึกษา
  • ผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอ
  • คอมมูนิตี้
  • ชอปปิง
  • VIP
เข้าสู่ระบบ
    • บทความ
  • TAP Awards 2025TAP Awards 2025
  • อยากท้องอยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นมแม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอดแม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอดหลังคลอด
  • สุขภาพและโภชนาการสุขภาพและโภชนาการ
  • ลูกลูก
  • ชีวิตครอบครัวชีวิตครอบครัว
  • การศึกษาการศึกษา
  • ผู้หญิงผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอวิดีโอ
  • คอมมูนิตี้คอมมูนิตี้
  • ชอปปิงชอปปิง
  • VIPVIP
    • สังคมออนไลน์
  • โพล
  • ความจำ
  • อาหาร
  • สูตรอาหาร
  • หัวข้อ
  • อ่านบทความ
    • ติดตาม
  • ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์
  • ติดตามพััฒนาการของลูกน้อย
    • ของรางวัล
  • ของรางวัลของรางวัล
  • การประกวด
  • VIP ParentsVIP Parents
    • อื่นๆ
  • ผลตอบรับ

นโยบายความเป็นส่วนตัวกฎการใช้งานคอมมูนิตี้แผนผังเว็บไซต์

ดาวน์โหลดแอปฟรี

google play store
app store

ให้นมลูก บริจาคเลือดได้ไหม มีผลกระทบต่อลูกน้อยหรือเปล่า

บทความ 5 นาที
ให้นมลูก บริจาคเลือดได้ไหม มีผลกระทบต่อลูกน้อยหรือเปล่า

ไม่ว่าในช่วง ให้นมลูก บริจาคเลือดได้ไหม อยากให้คุณแม่โฟกัสที่สุขภาพของตัวเองและความปลอดภัยของลูกน้อยเป็นสำคัญนะคะ

รู้กันอยู่แล้วค่ะว่าการบริจาคเลือดเป็นการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ต้องการเลือดจำนวนมาก ซึ่งคุณแม่หลายคนอาจเป็นผู้บริจาคโลหิตของสภากาชาดไทยอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนท้อง เมื่อตั้งครรภ์ก็จำเป็นต้องงดการบริจาคเลือดไปก่อน กระทั่งมาถึงช่วงหลังคลอดที่กำลังสวมบทบาทคุณแม่ให้นมลูกน้อย ความสงสัยก็อาจวกวนเข้ามาในหัวใจอีกรอบว่า คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต เป็นอย่างไร ให้นมลูก บริจาคเลือดได้ไหม จะมีผลกระทบต่อลูกน้อยหรือเปล่า มาไขข้อข้องใจเรื่องนี้กันค่ะ

 

ความสำคัญของ การบริจาคเลือด

ทราบไหมคะว่าปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้เลือดสูงมากถึง 5,000 ยูนิตต่อวัน ในขณะที่เลือดที่ได้รับบริจาคมีเพียง 2,000 ยูนิตต่อวันเท่านั้น ซึ่งผู้ที่บริจาคเลือดจริง ๆ มีเพียง 3% ของประชากรไทยทั้งประเทศ และเลือดเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่สามารถแยกออกมาใช้งานได้หลายส่วน ทั้งเกล็ดเลือด พลาสมา และเม็ดโลหิตแดง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่ต้องการใช้เลือดมากที่สุดยังคงเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดใหญ่ หรือประสบอุบัติเหตุ โดยหมู่เลือดที่ต้องการมากที่สุดก็คือ กรุ๊ป AB, A, B และ O ตามลำดับ

นอกจากนี้ คุณแม่ทราบไหมคะว่า? ในระหว่างที่คุณแม่คลอดบุตร จำเป็นต้องมีเลือดสำรองเตรียมพร้อมไว้เสมอ เพราะการคลอดมีความเสี่ยงที่จะทำให้คุณแม่เสียเลือดในปริมาณมาก การบริจาคเลือดของคุณแม่จึงมีประโยชน์ต่อคุณแม่ท่านอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

 

ข่อดีของการบริจาคเลือด

ข้อดีของ การบริจาคเลือด

ก่อนจะไปตอบคำถามว่า ให้นมลูก บริจาคเลือดได้ไหม ขอพาคุณแม่ให้นมมาดูข้อดีของการบริจาคเลือด ที่ไม่ใช่แค่ความอิ่มอกอิ่มใจเมื่อได้เป็นผู้ให้ ได้ช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ที่ต้องการเลือดเพื่อรักษาเท่านั้น แต่การบริจาคเลือดยังมีประโยชน์อื่น ๆ แก่ “ผู้ให้” อีกด้วย

การบริจาคเลือด ดียังไง

ร่างกายแข็งแรง
  • การบริจาคเลือดช่วยกระตุ้นการทำงานของไขกระดูกให้สร้างเม็ดโลหิตใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพมาหมุนเวียนใช้บำรุงร่างกาย
  • นับเป็นการเปลี่ยนถ่ายเลือดได้อย่างมีประโยชน์และปลอดภัยที่สุด
  • เลือดใหม่ที่ไปหล่อเลี้ยงตามร่างกายจะทำงานได้ดีขึ้น ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และร่างกายแข็งแรงขึ้นตามไปด้วย
ผิวพรรณสดใส
  • เมื่อการบริจาคเลือดช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงย่อมส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และหน้าใสขึ้นได้ด้วย
ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
  • เคยมีผลการศึกษาพบว่าผู้บริจาคเลือดมีแนวโน้มจะอายุยืน ห่างไกลจากโรคต่าง ๆ มากกว่าผู้ที่ไม่บริจาคเลือด
  • ช่วยลดความเสี่ยงจากมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งคอหอย
ดีต่อสุขภาพจิต
  • การบริจาคเลือดจะก่อเกิดความรู้สึกที่ดีจากการได้เป็นผู้ให้ ได้ช่วยชีวิตผู้อื่น มีความสุขใจ อิ่มเอมใจ จะส่งผลต่อจิตใจทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีค่าที่ได้ทำสิ่งดี ๆ เพื่อสังคม ส่งผลให้สุขภาพจิตดีตามไปด้วย และลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้าได้ค่ะ

 

ให้นมลูก บริจาคเลือดได้ไหม

ตั้งครรภ์ บริจาคเลือดได้ไหม 

ตามหลักการรับบริจาคโลหิตของสภากาชาดไทยนั้น คุณแม่ที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ “ต้องงดบริจาคเลือดชั่วคราว” ค่ะ เนื่องจากเลือดของคุณแม่นั้นมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารก การบริจาคโลหิตระหว่างการตั้งครรภ์อาจทำให้มีภาวะซีด และอาจเสี่ยงต่อการแท้งได้

ให้นมลูก บริจาคเลือดได้ไหม มีผลกระทบต่อลูกน้อยหรือเปล่า

ส่วนในกรณีที่อยู่ในช่วงให้นมลูกน้อยที่อยากรู้ว่า ให้นมลูก บริจาคเลือดได้ไหม ต้องอธิบายว่า แม่ให้นมลูกก็ต้องงดบริจาคเลือดเช่นกัน เพราะการผลิตน้ำนมของคุณแม่จำเป็นต้องใช้สารอาหารที่จำเป็นจำนวนมากจากเลือดนั่นเอง นอกจากนี้คุณแม่ให้นมอาจต้องตื่นบ่อยครั้งเพื่อให้นมลูกน้อย จนทำให้มีภาวะการนอนหลับไม่เพียงพอและอ่อนเพลีย ดังนั้น แนะนำว่าควรบริจาคโลหิตหลังจากลูกน้อยหย่านมแล้วจะปลอดภัยที่สุดค่ะ

สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอด (แต่ไม่ได้ให้นมบุตร) หรือเพิ่งแท้งลูก ควรรออย่างน้อย 6 เดือน จึงจะสามารถบริจาคโลหิตได้ค่ะ

ให้นมลูก บริจากโลหิตได้ไหม

ใครอีกบ้างที่บริจาคเลือดไม่ได้

สภากาชาดไทยได้กำหนดคุณสมบัติผู้บริจาคโลหิตไว้ว่าต้องเป็นผู้มีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ – 70 ปี รวมถึงสตรีที่มีประจำเดือน และมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ไม่มีอาการอ่อนเพลียใด ๆ ในวันที่บริจาคโลหิต โดยสามารถบริจาคได้แบบไม่มีเงื่อนไขเรื่องจำนวนชั่วโมงของการนอนค่ะ แต่ก็มีอีกหลายปัจจัยที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาว่าสามารถบริจาคได้หรือไม่ ดังนี้

  • ผู้ที่กินอาหารมันจัด เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ไม่ถึง 3 ชั่วโมงก่อนจะบริจาคโลหิต หากกินแล้วบริจาคจะมีผลทำให้พลาสมาขาวขุ่น ไม่สามารถจ่ายให้แก่โรงพยาบาลเพื่อไปให้แก่ผู้ป่วยได้ ต้องทิ้งไป และพลาสมาที่ขาวขุ่นอาจรบกวนการบริจาคเกล็ดเลือดด้วยเครื่องอัตโนมัติ (platelet apheresis) เนื่องจากเครื่องไม่สามารถนับระดับเกล็ดเลือดที่เก็บได้อย่างถูกต้อง
  • คนที่มีการสัก หรือเจาะผิวหนังด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่สะอาด ปราศจากเชื้อ สามารถบริจาคโลหิตได้ แต่ควรเว้นระยะเวลาให้แผลอักเสบหายสนิทอย่างน้อย 7 วัน
  • หากมีอาการท้องเสีย ท้องร่วง ควรงดบริจาคโลหิต 7 วัน เนื่องจากอาจยังมีอาการอ่อนเพลียเพราะสูญเสียน้ำในร่างกาย หากฝืนบริจาคโลหิตอาจอ่อนเพลียมากขึ้นและมีอาการเป็นลมหน้ามืดได้ และเสี่ยงต่อการที่ผู้ป่วยที่รับเลือดไปจะได้รับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของอาการท้องร่วงด้วย
  • มีน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบสาเหตุในระยะ 3 เดือนก่อนการบริจาคโลหิต ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคติดเชื้อต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์ รวมถึงสภาวะทางจิตใจที่มีความวิตกกังวล หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ได้รับการผ่าตัดใหญ่ ควรเว้นการบริจาคโลหิต 6 เดือน – 1 ปี กรณีผ่าตัดเล็ก ควรเว้นการบริจาคอย่างน้อย 7 วัน  เพื่อให้แข็งแรงดีพอที่จะบริจาคโลหิต และลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการผ่าตัด

ถอนฟันมา บริจาคเลือดได้ไหม

  • กรณีมีการถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และรักษารากฟัน ต้องเว้นอย่างน้อย 3 วัน เนื่องจากอาจมีภาวะติดเชื้อโรคในกระแสโลหิตชั่วคราวโดยไม่มีอาการ (transient bacteremia) ซึ่งอาจส่งต่อไปยังผู้ที่รับเลือดได
  • เคยมีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษในระยะ 3 ปี อาจมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อโรคที่มีการติดต่อทางโลหิตและน้ำเหลือง ต้องรอให้ผ่าน 3 ปีเสียก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าพ้นจากระยะฟักตัวของโรคต่าง ๆ ที่อาจได้รับมาแล้ว
  • เสี่ยงต่อเชื้อมาลาเรีย หากมีการเดินทางหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีเชื้อมาลาเรียชุกชุมในระยะ 1 ปี หรือเคยป่วยเป็นโรคมาลาเรียในระยะ 3 ปี ต้องเว้นการบริจาค เลือด 1 ปี ถ้าป่วยเป็นโรคนี้ต้องหายแล้ว 3 ปี จึงจะบริจาคโลหิตได้
  • มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศกับผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่ของตัวเอง มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบ ต้องตอบแบบสอบถามเพื่อคัดกรองอย่างละเอียด โดยอาจมีความจำเป็นต้องงดรับบริจาคโลหิตถาวร
  • เคยได้รับโลหิตจากผู้บริจาคในประเทศอังกฤษ หรือเคยอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ ระหว่างปี 2523 – 2539 หรือเคยพำนักในทวีปยุโรป รวมระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2523- ปัจจุบัน เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรควัวบ้าในประเทศอังกฤษ และประเทศในยุโรป รวมทั้งมีรายงานการติดเชื้อวัวบ้าจากการรับโลหิต จึงงดรับบริจาคโลหิตถาวร
  • กินยาแก้ปวด พาราเซตามอล หากไม่มีอาการปวดหรืออาการผิดปกติใด ๆ แล้วสามารถบริจาคโลหิตได้ แต่หากเป็นยาแอสไพริน ให้เว้นระยะอย่างน้อย 3 วัน จึงสามารถบริจาคโลหิตได้ ส่วนกรณีกินยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบจากการติดเชื้อ หลังจากกินยามื้อสุดท้าย และไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ แล้ว ให้เว้น 1 สัปดาห์ก่อนบริจาคโลหิต
  • เคยเป็นโรคตับอักเสบ ควรงดบริจาคโลหิต และปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจติดตามภาวะของโรคต่อไป
  • เป็นไข้หวัดธรรมดา หายดีแล้ว 7 วัน บริจาคโลหิตได้ แต่ถ้าเป็นไข้วัดใหญ่ต้องให้หายดี 4 สัปดาห์ จึงบริจาคได้

นอกจากนี้ กรณีป่วยเป็นโรคต่าง ๆ อาทิ โรคความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ไมเกรน โรคหอบหืด ไทรอยด์ ฯลฯ ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบุคลากรทางการแพทย์ และพยาบาล ที่ทำหน้าที่ในการคัดกรองว่าสามารถบริจาคโลหิตได้หรือไม่

ความปลอดภัยของลูกสำคัญที่สุด

บริจาคเลือด ต้องระวังอะไรบ้าง

โดยทั่วไปการบริจาคเลือด 1 ครั้ง คุณแม่จะสูญเสียเลือดไปประมาณ 350-450 มิลลิลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ร่างกายสามารถสร้างทดแทนได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ต้องแน่ใจว่าสุขภาพของแม่แข็งแรงพอที่จะบริจาคเลือดได้ มีการพักผ่อนอย่างเพียงพอ และร่างกายพร้อมที่จะฟื้นตัวได้เร็วหลังการบริจาคเลือด

ที่สำคัญคือ หลังจากบริจาคเลือด คุณแม่ควรสังเกตอาการของตนเอง หากมีอาการผิดปกติ เช่น เวียนหัว หน้ามืด หรืออ่อนเพลีย ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันทีค่ะ

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อตัวคุณแม่และลูกน้อย อยากให้อดใจรอสักนิด จนกระทั่งผ่านช่วง “หย่านม” ไปก่อน คุณแม่ค่อยบริจาคเลือดนะคะ เพราะแม้การบริจาคเลือดจะเป็นการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ในร่างกายคุณแม่ แต่ก็อยากให้โฟกัสความสำคัญที่ลูกน้อยและตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกค่ะ เพราะสุขภาพกายที่แข็งแรงของลูกย่อมสร้างความสุขและสุขภาพจิตที่ดีให้คุณแม่ได้มากเช่นกัน

 

ที่มา : blooddonationthai.com , www.vibhavadi.com , www.thaihealth.or.th , โรงพยาบาลบางปะกอก 9 , ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ 

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

บทความจากพันธมิตร
จบศึกแผลผ่าคลอด! ซิลิโคนเจล VS ซิลิโคนชีท ตัวไหนกันแน่ที่ช่วยให้แผลเรียบกริบ?
จบศึกแผลผ่าคลอด! ซิลิโคนเจล VS ซิลิโคนชีท ตัวไหนกันแน่ที่ช่วยให้แผลเรียบกริบ?
Mommy Makeover ทางลัดกู้ร่างพังหลังคลอด คืนหุ่นสวยมั่นใจ
Mommy Makeover ทางลัดกู้ร่างพังหลังคลอด คืนหุ่นสวยมั่นใจ
แผลผ่าคลอด ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ดูแลแผลผ่าคลอดอย่างไรให้สวยกริบ ไม่เป็นคีลอยด์
แผลผ่าคลอด ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ดูแลแผลผ่าคลอดอย่างไรให้สวยกริบ ไม่เป็นคีลอยด์
เปิดวาร์ป! Mil Plus+ 2 สูตร คู่หูตัวช่วยบำรุงน้ำนมแม่
เปิดวาร์ป! Mil Plus+ 2 สูตร คู่หูตัวช่วยบำรุงน้ำนมแม่

ผ่าคลอด ไอ เจ็บแผล อันตรายไหม ต้องดูแลยังไง

5 เครื่องดื่มคุณแม่หลังคลอด ฟื้นฟูร่างกาย บำรุงน้ำนมเพื่อลูกน้อย

ให้นมลูกผมร่วง ปัญหาหนักใจของแม่หลังคลอด แก้ไขยังไงดี

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
img
บทความโดย

จันทนา ชัยมี

  • หน้าแรก
  • /
  • หลังคลอด
  • /
  • ให้นมลูก บริจาคเลือดได้ไหม มีผลกระทบต่อลูกน้อยหรือเปล่า
แชร์ :
  • จบศึกแผลผ่าคลอด! ซิลิโคนเจล VS ซิลิโคนชีท ตัวไหนกันแน่ที่ช่วยให้แผลเรียบกริบ?
    บทความจากพันธมิตร

    จบศึกแผลผ่าคลอด! ซิลิโคนเจล VS ซิลิโคนชีท ตัวไหนกันแน่ที่ช่วยให้แผลเรียบกริบ?

  • Mommy Makeover ทางลัดกู้ร่างพังหลังคลอด คืนหุ่นสวยมั่นใจ
    บทความจากพันธมิตร

    Mommy Makeover ทางลัดกู้ร่างพังหลังคลอด คืนหุ่นสวยมั่นใจ

  • งานวิจัยใหม่เผย ทำไม? ผู้หญิงที่ให้นมลูก เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่า

    งานวิจัยใหม่เผย ทำไม? ผู้หญิงที่ให้นมลูก เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่า

  • จบศึกแผลผ่าคลอด! ซิลิโคนเจล VS ซิลิโคนชีท ตัวไหนกันแน่ที่ช่วยให้แผลเรียบกริบ?
    บทความจากพันธมิตร

    จบศึกแผลผ่าคลอด! ซิลิโคนเจล VS ซิลิโคนชีท ตัวไหนกันแน่ที่ช่วยให้แผลเรียบกริบ?

  • Mommy Makeover ทางลัดกู้ร่างพังหลังคลอด คืนหุ่นสวยมั่นใจ
    บทความจากพันธมิตร

    Mommy Makeover ทางลัดกู้ร่างพังหลังคลอด คืนหุ่นสวยมั่นใจ

  • งานวิจัยใหม่เผย ทำไม? ผู้หญิงที่ให้นมลูก เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่า

    งานวิจัยใหม่เผย ทำไม? ผู้หญิงที่ให้นมลูก เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่า

ฟีด

ฟีด

ติดตามอ่านบทความที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องครอบครัว ไลฟ์สไตล์ ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ง่ายๆแค่ปลายนิ้ว

โพล

โพล

ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านโพลที่น่าสนใจ และติดตามผลโพลจากความเห็นของคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ

ความจำ

ความจำ

แชร์รูปของเจ้าตัวน้อยไว้ในที่ๆปลอดภัย

หัวข้อ

หัวข้อ

เข้าร่วมสังคมออนไลน์ของเราสิคะ

ติดตาม

ติดตาม

ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์และพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละวัน

theAsianparent

ดาวน์โหลดแอปฟรี

Google PlayApp Store

จากคุณแม่รอบโลก

Singapore flag
Singapore
Thailand flag
Thailand
Indonesia flag
Indonesia
Philippines flag
Philippines
Malaysia flag
Malaysia
Vietnam flag
Vietnam

Partner Brands

Rumah123VIP ParentsMama's ChoiceTAP AwardsDBD Registered

© Copyright theAsianparent 2026 . All rights reserved

  • เกี่ยวกับเรา
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • ข้อกำหนดการใช้
  • แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว