100 สิ่งแม่ท้องต้องรู้ ตอนที่ 41 การทานยาบำรุงเลือด สำหรับแม่ท้อง

100 สิ่งแม่ท้องต้องรู้ ตอนที่ 41 การทานยาบำรุงเลือด สำหรับแม่ท้อง

การทานยาบำรุงเลือด เป็นสิ่งที่แม่ ๆ หลายคนสงสัย ขอนำข้อมูลเกี่ยวกับการทานยาบำรุงเลือดมาแบ่งปันคุณแม่กัน มาดูกันว่ายาบำรุงเลือดมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

การทานยาบำรุงเลือด เป็นสิ่งที่แม่ ๆ หลายคนสงสัย ทำไมต้องทานยาบำรุงเลือด ตัวยาส่งผลอย่างไรบ้าง วันนี้ theAsianparent Thailand ขอนำข้อมูลเกี่ยวกับการทานยาบำรุงเลือดมาแบ่งปันคุณแม่กัน มาดูกันว่ายาบำรุงเลือดมีประโยชน์อย่างไรกับแม่ท้องบ้าง

 

ยาบํารุงเลือด

ยาบำรุงเลือด หรือที่เรียกกันว่าธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาของตัวอ่อน และรก รวมถึงการเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงของมารดา ปริมาณของธาตุเหล็กที่ต้องสูญเสียไปในระหว่างการตั้งครรภ์และการให้นมบุตรนั้นอยู่ที่ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม ดังนั้นการให้ธาตุเหล็กเสริมระหว่างตั้งครรภ์ 15 – 30 มิลลิกรัมต่อวัน นั้นมีความพอเพียงกับคุณแม่ที่ไม่มีภาวะซีดอยู่ก่อน และสามารถลดการเกิดภาวะซีดช่วงคลอดได้ ในบางรายที่มีผลข้างเคียงจากการทานยาธาตุเหล็กก็สามารถที่จะให้ทานเพียงอาทิตย์ละ 1 – 3 ครั้งก็ได้โดยที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะซีดได้เท่ากัน สำหรับคุณแม่ที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ควรที่จะได้รับการเสริมธาตุเหล็ก 30 – 120 มิลลิกรัมต่อวัน จนกระทั่งความเข้มข้นของเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

การทานยาบำรุงเลือด

การทานยาบำรุงเลือด

ประเภทของยาบำรุงเลือด

ยาในกลุ่มนี้มีจำหน่ายทั้งชนิดเป็นยาเดี่ยวและในรูปแบบยาบำรุงเลือดหลายชนิดผสมเป็นวิตามินรวมในเม็ดเดียว เนื่องจากการสร้างเม็ดเลือดแดงต้องอาศัยสารอาหารหลายชนิดร่วมกัน ได้แก่ ธาตุเหล็ก วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และโฟเลต

  • สารประกอบของธาตุเหล็ก (Ferrous Compound) เช่น เฟอร์รัสซัลเฟต (Ferrous Sulfate) เฟอร์รัสกลูโคเนต (Ferrous Gluconate) เฟอร์รัสฟิวมาเรต (Ferrous Fumarate)
  • วิตามินบี 12 (Vitamin B12) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “ไซยาโนโคบาลามีน (Cyanocobalamine)” เช่น ไซยาโนโคบาลามีน (Cyanocobalamin) และไฮดรอกโซโคบาลามิน (Hydroxocobalamin)
  • กรดโฟลิก (Folic acid) หรือนิยมเรียกว่า “โฟเลต (Folate)”

 

การทานยาบำรุงเลือด

การทานยาบำรุงเลือด

 

ส่วนยาในกลุ่มนี้เป็นยาเฉพาะ แพทย์จะสั่งจ่ายเฉพาะในผู้ป่วยบางรายที่มีความผิดปกติของระบบเลือด กล่าวคือ ผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง แต่ร่างกายยังสามารถสร้างเม็ดเลือดเองได้

  • ยากระตุ้นการแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของเซลล์เม็ดเลือดแดง (Erythropoiesis-Stimulating Agent : ESAs) เช่น ยาอิโพอิติน (Epoetin) หรืออีพีโอ (EPO)
  • ยากระตุ้นให้มีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแกรนูโลไซต์ (Granulocyte Colony-Stimulating Factor : G-CSF) เช่น ยาฟิลกราสทิม (Filgrastim) เพกฟิลกราสทิม (Pegfilgrastim) ลีโนกราสทิม (Lenograstim)
  • ยากระตุ้นให้มีการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแกรนูโลไซต์และเซลล์มาโครฟาจ (Granulocyte-Macrophage Colony-Stimulating factor : GM-CSF) เช่น ยาซาร์กรามอสทิม (Sargramostim)

หากแม่ท้องขาดแคลเซียมจะเป็นอย่างไร?

ในช่วงที่คุณแม่ตั้งท้องควรได้รับแคลเซียมเพิ่มขึ้น เพราะหากขาดแคลเซียมจะทำให้แม่ท้องเกิดอาการกล้ามเนื้อปวดเกร็งในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย หรือเรียกว่าเป็น “ตะคริว” ขึ้นมาง่าย ๆ นั้นเอง ซึ่งแม่ท้องส่วนใหญ่จะเป็นตะคริวมากถึงร้อยละ 26.8 และเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ  25 สัปดาห์ มักจะเป็นบริเวณน่องและเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือเดินมาก ดังนั้นหากคุณแม่ได้รับการเสริมแคลเซียมก็จะช่วยให้อาการดีขึ้นและช่วยลดการเกิดตะคริวในแม่ท้องได้

ในอีกกรณีคือทารกในท้องจะมีการดึงแคลเซียมจากคุณแม่ไปใช้ประมาณ 2.5% ของแคลเซียมในตัวแม่ หากคุณแม่ได้รับแคลเซียมน้อยก็จะส่งผลเสียต่อตัวคุณแม่ในระยะยาว คือทำให้ฟันผุง่ายขึ้น กระดูกเปราะบางและผุได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งอาจจะส่งผลในช่วงวัยทอง ดังนั้นในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอทั้งต่อตัวเองและลูกน้อยในครรภ์

 

การทานยาบำรุงเลือด

การทาน ยาบำรุงเลือด

กินแคลเซียมและยาบํารุงเลือดอย่างไร ดีต่อแม่ท้องและลูกที่สุด

ยาเสริมธาตุเหล็กกับแคลเซียมมีอันตรกิริยา หรือภาษาทั่วๆ ไปเรียกว่าตีกันนั่นเอง โดยยาเสริมแคลเซียมในรูปของ calcium carbonate จะไปเพิ่มความเป็นด่างในกระเพาะอาหารทำให้เกลือ carbonate ของ calcium ไปจับกับ Ferrous ได้เป็นสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ งผลให้การดูดซึมของธาตุเหล็กลง อย่างไรก็ตาม

คุณแม่สามารถเลี่ยงปฎิกิริยาระหว่างยาทั้งสองได้โดยรับประทานห่างกันประมาณ 2 ชั่วโมง หรือทานแยกมื้อกันไปเลยก็ได้ค่ะ เช่น ถ้าคุณแม่ลองทานยาเสริมธาตุเหล็กก่อนอาหารประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วไม่คลื่นไส้ ก็ให้ทานก่อนอาหารมื้อเช้าไปได้ก็ดีค่ะ เพราะธาตุเหล็กจะดูดซึมดีที่สุดตอนท้องว่าง แต่ถ้าคลื่นไส้ก็เปลี่ยนไปทานหลังอาหารจะช่วยได้ค่ะ หากทานตามด้วยผลไม้ เช่น ส้มยิ่งดีค่ะเพราะวิตามินซีช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก แล้วคุณแม่ก็ค่อยกินแคลเซียมพร้อมหรือหลังอาหารมื้อกลางวันหรือเย็น ดื่มน้ำตามมากๆ หน่อยนะคะคุณแม่ เพราะจะช่วยลดอาการท้องอืด ท้องผูก จากแคลเซียม

 

ลงทะเบียนรับการดูแลตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ กับ theAsianparent Thailand ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก มาติดตามพัฒนาการของลูกอย่างใกล้ชิด ว่าลูกโตขึ้นแค่ไหนกันนะ ไตรมาสที่ 2  มาฟังเสียงลูกน้อย นับว่าหนึ่งวันลูกดิ้นไหมนะ และ ลูกดิ้นวันละกี่ครั้งด้วยแอพพลิเคชั่น theAsianparent Thailand  นี่เป็นแค่ตัวอย่างกิจกรรมบนแอพพลิเคชั่นในส่วนแรก เพราะคุณแม่จะได้รับการดูแลทั้งอาหารการกินโดยการออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญว่าควรทานอะไรบ้างในแต่ช่วงอายุครรภ์ ยาที่เป็นอันตรายชนิดไหนบ้างที่ไม่ควรทาน กิจกรรมใดบ้างที่ทำได้หรือทำไม่ได้ เคล็ดลับการตั้งชื่อลูกอย่างไรให้เป็นมงคลทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย รวมถึงเตรียมแผนการล่วงหน้าถึงอนาคต การเตรียมคลอด การดูแลตนเองหลังคลอด ที่ครอบคลุมทุกช่วงเวลาที่คุณแม่ต้องการ

 

Source : 1 , 2

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

อยากรู้ต้องได้รู้ ผ้าอ้อมผ้า VS. ผ้าอ้อมสำเร็จรูป แบบไหนดีต่อสุขภาพลูกน้อยแรกเกิด และตอบโจทย์พ่อแม่ยุคใหม่ได้ดีกว่ากัน

ระวัง!!! ยาชาและยากล่อมประสาทเกินขนาด ในเเม่ท้องกระทบลูกในครรภ์

ทันตแพทย์หนุ่มขอความเป็นธรรม ภรรยา แพ้สารทึบรังสีเอกซเรย์ จนเสียชีวิต ก่อนช็อกซ้ำเพิ่งรู้ว่าตั้งครรภ์

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

iamp

app info
get app banner