TAP top app download banner
theAsianparent Thailand Logo
theAsianparent Thailand Logo
คู่มือสินค้า
เข้าสู่ระบบ
  • TAP Awards 2025
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
    • ระยะการตั้งครรภ์
    • โภชนาการเเม่ท้อง
    • โภชนาการแม่ให้นม
    • ตั้งชื่อลูก
    • พัฒนาการสมอง
  • แม่ผ่าคลอด
    • พัฒนาการเด็กผ่าคลอด
    • เตรียมตัวผ่าคลอด
    • สุขภาพเด็กผ่าคลอด
    • คู่มือคุณแม่ผ่าคลอด
    • การดูแลหลังผ่าคลอด
    • โภชนาการเด็กผ่าคลอด
  • หลังคลอด
    • คลอดธรรมชาติ
    • ผ่าคลอด
    • การให้นมลูก
  • สุขภาพและโภชนาการ
    • โภชนาการ
    • สุขภาพ
  • ลูก
    • ทารกแรกเกิด
    • ทารก
    • เด็กวัยหัดเดิน
    • เด็กก่อนวัยเรียน
    • เด็ก
    • เด็กก่อนวัยรุ่น และวัยรุ่น
  • ชีวิตครอบครัว
    • ความรักและความสัมพันธ์
    • การเลี้ยงลูก
    • มุมคุณพ่อ
    • ประกันชีวิต
    • การวางแผนการเงิน
    • ความรัก และ เซ็กส์
    • #สอนลูกเรื่องเงิน ฉบับพ่อแม่
    • TAPpedia
  • การศึกษา
    • เด็กวัยประถม
    • โรงเรียนประถม
    • มัธยมศึกษา
    • แบบฝึกหัดและข้อสอบ
    • แนะแนวการศึกษาต่างประเทศ
  • ผู้หญิง
    • แฟชั่น
    • ความงาม
    • ฟิตเนส
  • ไลฟ์สไตล์
    • ที่เที่ยว
    • ที่กิน
    • ดวง
    • ทำนายฝัน
    • สีมงคล
    • บทสวดมนต์
    • ข่าว
    • ดูแลบ้าน
    • แนะนำโดย TAP
    • อีเว้นท์
  • วิดีโอ
    • การตั้งครรภ์
    • ทารก
    • คำแนะนำในการเลี้ยงลูก
    • การให้นมบุตร
    • อาหารเสริมทารก & โภชนาการ
    • เด็กเล็ก
  • ชอปปิง
  • VIP

ความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ

บทความ 8 นาที
ความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ

ผู้ปกครองทั้งหลายมักจะต้องพบเจอกับ ความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็ก (Separation Anxiety Disorder – SAD) โดยพัฒนาการนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติในช่วงชีวิตของเด็ก และมักจะพบบ่อยในเด็กทารก และเด็กเล็กที่อายุ 6 – 7 เดือน ถึง 3 ปี แต่หากภาวะนี้มีมากจนเกินไป และยาวนานต่อเนื่อง ก็ควรได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี มิเช่นนั้นอาจจะส่งผลถึงสภาวะทางด้านอารมณ์ของเด็ก จนส่งผลต่อพัฒนาการด้านอื่น ๆ ได้

 

ความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็ก แต่ละวัยเป็นอย่างไร?

ความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ

  • วัยทารก

เด็กในวัยทารกเป็นวัยที่ต้องได้รับการสร้างความไว้วางใจจากบุคคลรอบข้าง และคนในครอบครัว เพื่อให้เกิดความไว้วางใจบุคคลอื่น ๆ และสิ่งแวดล้อม ความวิตกกังวลของเด็กวัยนี้จะส่งผลถึงพัฒนาการของตัวเด็กเองในอนาคตอย่างมาก โดยพฤติกรรมที่มักจะพบเห็นได้ คือการเกิดความหวาดระแวงคน ไม่ไว้ใจผู้อื่น เรียกร้องความสนใจ และส่งผลให้เกิดอารมณ์รุนแรง และต่อต้านในอนาคต

  • วัยหัดเดิน

ความวิตกกังวลในเด็กจะมีผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง เด็กจะมีความพร้อมในการควบคุม พัฒนาการทางด้านร่างกายหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ในความพร้อมทางด้านจิตใจเป็นหลัก แต่หากเด็กรู้สึกกังวลถึงการพรากจาก เด็กจะเกิดความไม่มั่นใจ และเป็นกังวลว่าตนเองไม่สามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ เป็นผลให้เกิดความกังวลในการทำสิ่งต่าง ๆ และเรามักจะพบเห็นว่า เด็กมีพัฒนาการที่ถดถอย และเจ้าอารมณ์มากขึ้น

  • วัยก่อนเข้าเรียน

เด็กในวัยนี้โดยปกติจะพร้อมที่จะควบคุมสิ่งแวดล้อมของตน และจะมีทักษะในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ แต่กหากเด็กมีความวิตกกังวลเกิดขึ้น เด็กจะรู้สึกถึงความกลัว หวาดระแวง รู้สึกไม่ประสบความสำเร็จ และรู้สึกผิด ทำให้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว

 

ลักษณะอาการที่พบ เมื่อเกิดความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็ก

  • ไม่กล้าหรือต่อต้าน ไม่ยอมออกจากบ้าน เพราะกลัวการแยกจาก
  • หวาดกลัว และมีความคิดวิตกวนเวียนด้านลบ กลัวโดนทอดทิ้ง กลัวต้องถูกแยกจาก
  • มองโลกในแง่ร้าย หวาดระแวงสถานการณ์รอบด้าน
  • ฝันร้ายซ้ำ ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับการแยกจาก
  • ไม่กล้าอยู่คนเดียว แม้ว่าจะอยู่ในบ้านของตัวเองก็ตาม
  • มีอาการป่วยทางกายแบบไม่มีสาเหตุ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง เป็นต้น
  • เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว เพื่อเรียกร้องความสนใจ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : โรคกลัว (Phobia) อาการกลัวสิ่งต่าง ๆ โรคทางจิตที่คุณอาจไม่รู้ตัว

 

ความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็กส่งผลต่อโรคทางจิตเวช

ความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็กเป็นสาเหตุหลักที่จะส่งผลต่ออาการจิตเวชในเด็กตามมา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น อาการแพนิก (Panic Disorder) หรือโรควิตกกังวลอื่น ๆ และอาการนี้ยังมีโอกาสส่งผลไปจนถึงวัยผู้ใหญ่

ความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ

สาเหตุของการเกิดอาการวิตกกังวล

อาการวิตกกังวลดังกล่าว มักจะมีสาเหตุมาจากสถานการณ์ของการแยกจากกับคน หรือสิ่งที่มีชีวิตที่เด็กรู้สึกผูกพันส่งผลให้เด็กรู้สึกถึงความเครียด และความกลัวกับการพลัดพราก เช่น การเจ็บป่วย การเสียชีวิตของคนใกล้ชิด พ่อแม่แยกทางกัน สัตว์เลี้ยงที่รักตายจากไป หรือการถูกให้ไปอยู่ที่อื่น ๆ นาน ๆ เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่จะส่งผลให้เด็กมีโอกาสเป็นโรควิตกกังวลต่อการแยกจาก คือ พื้นอารมณ์ (Temperaments) ของเด็กคนนั้น ๆ ประวัติการป่วยทางจิตเวชของบุคคลในครอบครัว และสภาพแวดล้อมที่ไม่มั่นคงปลอดภัย

แน่นอนว่า การแยกจากกันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคนที่จะต้องพบเจอ รวมถึงตัวเด็กเองก็เช่นกัน ดังนนั้นผู้ปกครองรอบตัวเด็ก จะเป็นคนสำคัญที่จะช่วยให้เด็กสามารถผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ไปให้ได้

 

ผลกระทบจากความวิตกกังวลจากการพรากจาก

ความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ

ผลกระทบที่ส่งผลต่อเด็ก

ในระยะเริ่มแรกที่เด็กจะต้องเผชิญหน้ากับความวิตกกังวลจากการพรากจากนั้น จะส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้น เด็กจะรู้สึกหงุดหงิด โกรธ กลัว และอึดอัดกับเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบตัว หากเด็กไม่ได้รับการช่วยเหลือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และทัศนคติกับเหตุการณ์ดังกล่าวนานเกิน 4 สัปดาห์ จะส่งผลให้เกิดอารมณ์ที่ผิดปกติของเด็ก จนก่อให้เกิดความอึดอัด กระสับกระส่าย

และเป็นสาเหตุของการเกิดความกลัวโรงเรียน (School Phobia) และเกิดผลกระทบกับปัญหาการนอน นำมาสู่ผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน รวมถึงพัฒนาการทางด้านต่าง ๆ จนไม่สามารถสร้างความไว้วางใจต่อบุคคลอื่น ๆ รอบข้างได้ จนอาจกลายเป็นภาวะหวาดกลัวการเข้าสังคมในวัยรุ่น ได้ในอนาคต

 

ผลกระทบต่อครอบครัว

การแสดงพฤติกรรมของการกังวลจากการพรากจาก ทำให้เด็กมีการแสดงออกเพื่อให้พ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างได้รับรู้ว่าเขามีความวิตกกังวล แต่พฤติกรรมเหล่านั้นส่งผลให้ผู้ดูแลเกิดความเครียดด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำงาน และกังวลกับการจัดการกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ และความกังวลเหล่านั้น ก็จะย้อนกลับไปสู่การรับรู้ของเด็กอีกด้วย

เรามักจะพบว่าความวิตกกังวลดังกล่าวจากภาวะปกติที่เกิดขึ้น หากนิ่งนอนใจ ก็จะเกิดผลกระทบต่อสภาพจิตใจทั้งผู้ใหญ่ และเด็ก และจะเกิดผลกระทบที่รุนแรง และยากที่จะแก้ไขหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธี ดังนั้นเราไม่ควรที่จะปล่อยปละละเลยจากความรู้สึกดังกล่าว

 

วิธีจัดการกับความวิตกกังวลจากการพรากจาก

เราจะแบ่งวิธีการจัดการกับอาการวิตกดังกล่าวออกเป็น 3 ระยะ ตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็กได้ดังนี้

ความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ

  • ระยะประท้วง

ระยะประท้วงนับเป็นระยะแรกของการแสดงพฤติกรรมเพื่อบ่งบอกให้คนรอบข้าง และคุณพ่อคุณแม่ได้รับรู้ว่าถึงความกังวลที่เกิดขึ้น และเป็นระยะที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการมากที่สุด เพราะเด็กจะเริ่มแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาอย่างชัดเจน เพื่อเป็นการเรียกร้อง หรือร้องขอให้ทางผู้ใหญ่หันมาสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เด็กจะเริ่มแสดงออกให้รู้ว่าเขารู้สึกกลัว โกรธ วิตกกังวล เครียด กับสถานการณ์ และความรู้สึกที่เกิดขึ้น เหตุที่แสดงออกด้วยพฤติกรรมเป็นหลักนั้น เป็นเพราะข้อจำกัดของพัฒนาการทางด้านภาษา ดังนั้นในระยะนี้ การช่วยเหลือที่ดีที่สุด คือการสร้างความไว้ใจว่าตัวเด็กจะยังมีความปลอดภัยทั้งในบุคคลที่เด็กพบใหม่ รวมถึงสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ อีกด้วย

คุณสามารถช่วยให้เด็กได้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้น โดยการสร้างกิจกรรมการเล่นที่สามารถปลดปล่อยพลังงานความรู้สึกออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น การตีกลอง ทุบ เคาะไม้ ตีลูกบอล และหาสิ่งของที่เด็กสามารถสร้างความผูกพัน เพื่อมาเป็นตัวแทนความอุ่นใจ ความใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา ผ้าขนหนู เป็นต้น

 

  • ระยะสิ้นหวัง

หากลูกของคุณเกิดความกลัว ความกังวลแล้ว คุณสามารถสร้างความไว้วางใจต่อเด็กได้ ด้วยการสร้างความมั่นใจว่าเขาจะไม่ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้หายไปไหน และจะกลับมารับเขาตรงตามเวลาที่ตกลงเอาไว้ โดยให้เด็กเข้าใจในเรื่องของเวลา แต่หากลูกของคุณยังไม่สามารถทำความเข้าใจกับเรื่องของเวลาได้ อาจจะเชื่อมโยงกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่เด็กทำ เช่น จะกลับมารับหลังทานอาหารกลางวันเสร็จ เป็นต้น และเมื่อมารับให้แสดงความรู้สึกถึงความรัก และผูกพัน เช่น การโอบกอด การหอมแก้ม

 

บทความจากพันธมิตร
Ask The Expert เลือกใช้ ยากันยุงเด็ก แบบไหนดี ถ้าบ้านมีลูกเล็ก
Ask The Expert เลือกใช้ ยากันยุงเด็ก แบบไหนดี ถ้าบ้านมีลูกเล็ก
Ask The Expert คุณแม่ถาม คุณหมอตอบ วิธีป้องกันยุง ให้ลูกแบบปลอดภัยและได้ผล
Ask The Expert คุณแม่ถาม คุณหมอตอบ วิธีป้องกันยุง ให้ลูกแบบปลอดภัยและได้ผล
ลูกผิวแพ้ ผดผื่นกวนใจ? Organic Ground สกินแคร์เด็กอันดับ 1 เกาหลี คือทางออกที่คุณยุคใหม่มองหา
ลูกผิวแพ้ ผดผื่นกวนใจ? Organic Ground สกินแคร์เด็กอันดับ 1 เกาหลี คือทางออกที่คุณยุคใหม่มองหา
GEKO คอกกั้น ไอเท็มความปลอดภัยที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ลูกรักเล่น เรียนรู้สนุก พ่อแม่สบายใจ
GEKO คอกกั้น ไอเท็มความปลอดภัยที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ลูกรักเล่น เรียนรู้สนุก พ่อแม่สบายใจ
  • ระยะปฏิเสธ

ในระยะนี้มักเกิดปัญหาต่อผู้ปกครองที่ดูแลเด็กเป็นหลัก เนื่องจากเด็กจะมีการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ดูแลรู้สึกเครียด ซึ่งเด็กจะเริ่มแสดงพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้นมาเรื่อย ๆ เมื่อพบว่าการแสดงออกมาในลักษณะดังกล่าว สามารถเรียกร้องความสนใจจากบุคคลรอบข้างได้

โดยเฉพาะเมื่อเด็กได้รับการดูแลการคนดูแลที่แปลกหน้าแปลกตาไปจากเดิม เด็กจะเรียนรู้ที่จะเอาชนะ และแสดงพฤติกรรมที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในแต่ละครั้ง ดังนั้นการเลือกที่จะผลักไสเด็กให้ไปอยู่กับผู้ดูแลคนอื่น ๆ จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีถ้าต้องการเปลี่ยนพฤติกรรม และฟื้นฟูความกังวลจากการพรากจาก

การโกหกเด็ก เพื่อการหลีกเลี่ยงหรือหลบหนี ก็เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เช่นการโกหกว่าไปเข้าห้องน้ำ แล้วหลบหนีไป หรือการหลบหนีเมื่อเด็กเผลอ ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะลดความไว้วางใจในตัวคน ๆ นั้น ซึ่งรวมถึงคนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นการดูแลเด็ก นอกจากจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมความกังวลของเด็กแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ พฤติกรรมของผู้ใหญ่ ผู้ดูแล คนใกล้ชิด ที่จะทำให้เด็กรู้สึกเชื่อมั่น และไม่กลัวที่จะเกิดการพรากจาก หรือกังวลถึงการถูกทอดทิ้ง จะต้องถูกบูรณาการไปพร้อม ๆ กัน

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : วิธีรักษาโรควิตกกังวล และโรคเครียด ด้วยวิธีทางธรรมชาติทำได้ที่บ้าน

 

แนวทางแก้ไขเมื่อต้องเกิดการแยกจาก

ความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ

  • เมื่อชีวิตประจำวันเด็กต้องเปลี่ยนแปลงไป

แต่ละช่วงวัยของเด็ก มักจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะการเข้าโรงเรียน การย้ายโรงเรียน การย้ายบ้านที่อยู่ การที่คุณพ่อคุณแม่ต้องไปค้างคืนที่อื่น  ซึ่งผู้ใหญ่จำเป็นจะต้องค่อย ๆ บอกเด็กให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ และวัยของตัวเด็กเอง

    • เด็กวัยก่อนประถม : ในวัยนี้เราอาจจะต้องบอกเล่าด้วยวิธีการง่าย ๆ เช่น บอกผ่านการเล่านิทาน การเล่น หรือการวาดรูป โดยมีเนื้อหาสอดแทรกเกี่ยวกับการจัดการกับความกังวลที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเสียใจ หรือความกังวล
    • เด็กวัยประถม : เด็กในวัยนี้ เราจะสามารถสื่อสารกันได้มากยิ่งขึ้น สามารถบอกเล่าหรือยกตัวอย่างของคนอื่น ๆ รอบข้าง เพื่อให้เด็กเกิดความมั่นใจ แต่ถ้าเด็กยังไม่พร้อม ให้ค่อย ๆ อธิบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป
    • เด็กวัยรุ่น : เด็กในวัยนี้ เราสามารถพูดคุยได้ตรง ๆ ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ ซึ่งเราต้องคอยสังเกตท่าทาง และพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนประกอบด้วย

 

  • ติดต่อสื่อสารกลับมาเป็นระยะ

หากคุณจะต้องจากเด็กไปเป็นเวลานาน การใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์พูดคุย การ VDO Call หากันอย่างสม่ำเสมอ และเป็นเวลา ไม่ว่าจะเป็นการโทรปลุกตอนเช้า หรือการพูดคุยตามเวลาที่นัดหมายเอาไว้ ก็จะทำให้เด็กรู้สึกถึงความมั่นคง ปลอดภัย และยังไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกด้วย (Secure/Trust)

 

  • แสดงความรักด้วยการสัมผัส

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องแยกจาก การแสดงความรักด้วยการโอบกอด การบอกรัก การใส่ใจ และคำสัญญา จะทำให้เด็กรู้สึกมั่นใจได้ แต่ทั้งนี้อย่าไปสัญญาแบบไม่มีเป้าหมาย ไม่มีกำหนดการชัดเจน เช่น “จะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด” ซึ่งคำว่าเร็วในที่นี้ เด็กจะไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ต้องรอคอยนานแค่ไหน

 

  • ฝึกให้เด็กจัดการกับความรู้สึกให้ได้

การฝึกให้เด็กสามารถจัดการกับความรู้สึกไม่มั่นคงได้ด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองหลาย ๆ คนปรารถนาอย่างมาก ซึ่งคุณสามารถทำได้ผ่านการฝึก เช่น ก่อนเข้าชั้นอนุบาล ให้พาเด็กไปอยู่บ้านญาติที่เด็กรู้สึกสนิท และไว้ใจเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ โดยที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วย ซึ่งก่อนจะพาไป จำเป็นจะต้องพูดคุยกับเด็กถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนล่วงหน้า

 

  • ให้เด็กเตรียมพร้อมรับต่อสถานการณ์

การให้เด็กเตรียมพร้อม เตรียมตัวรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ จะต้องเตรียมพร้อมแต่เนิ่น ๆ เช่นการพกของแทนใจ (Transitional Objects) ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา หมอนสุดโปรด ผ้าขนหนูสุดรักเป็นต้น

 

หากคุณทำทุกวิธีแล้วแต่ยังคงรู้สึกว่าเด็กยังคงแสดงความวิตกกังวลต่อการแยกจาก (Separation Anxiety Disorder-SAD) และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อย่ามองข้ามเด็ดขาด และควรเข้ารับการแนะนำ หรือพาไปพบกับผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เพื่อประเมินสถานการณ์ พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดผลเสีย และเป็นการป้องกันโรคอื่น ๆ ที่จะเกิดตามมาได้

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :

พาลูกพบจิตแพทย์เด็ก ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ไปได้สบายงหายห่วง

โรคกลัวสังคม อาการป่วยทางจิตที่มีอยู่จริง เช็คด่วนแบบไหนเข้าข่ายป่วย

ถอดรหัส ฝันไม่ดี ฝันร้ายฝันน่ากลัวของลูกน้อย ควรรับมืออย่างไร?

ที่มา : thaijo , manarom

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
img
บทความโดย

Arunsri Karnmana

  • หน้าแรก
  • /
  • พัฒนาการลูก
  • /
  • ความวิตกกังวลต่อการแยกจากในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ
แชร์ :
  • Ask The Expert เลือกใช้ ยากันยุงเด็ก แบบไหนดี ถ้าบ้านมีลูกเล็ก
    บทความจากพันธมิตร

    Ask The Expert เลือกใช้ ยากันยุงเด็ก แบบไหนดี ถ้าบ้านมีลูกเล็ก

  • Ask The Expert คุณแม่ถาม คุณหมอตอบ วิธีป้องกันยุง ให้ลูกแบบปลอดภัยและได้ผล
    บทความจากพันธมิตร

    Ask The Expert คุณแม่ถาม คุณหมอตอบ วิธีป้องกันยุง ให้ลูกแบบปลอดภัยและได้ผล

  • ลูกผิวแพ้ ผดผื่นกวนใจ? Organic Ground สกินแคร์เด็กอันดับ 1 เกาหลี คือทางออกที่คุณยุคใหม่มองหา
    บทความจากพันธมิตร

    ลูกผิวแพ้ ผดผื่นกวนใจ? Organic Ground สกินแคร์เด็กอันดับ 1 เกาหลี คือทางออกที่คุณยุคใหม่มองหา

  • Ask The Expert เลือกใช้ ยากันยุงเด็ก แบบไหนดี ถ้าบ้านมีลูกเล็ก
    บทความจากพันธมิตร

    Ask The Expert เลือกใช้ ยากันยุงเด็ก แบบไหนดี ถ้าบ้านมีลูกเล็ก

  • Ask The Expert คุณแม่ถาม คุณหมอตอบ วิธีป้องกันยุง ให้ลูกแบบปลอดภัยและได้ผล
    บทความจากพันธมิตร

    Ask The Expert คุณแม่ถาม คุณหมอตอบ วิธีป้องกันยุง ให้ลูกแบบปลอดภัยและได้ผล

  • ลูกผิวแพ้ ผดผื่นกวนใจ? Organic Ground สกินแคร์เด็กอันดับ 1 เกาหลี คือทางออกที่คุณยุคใหม่มองหา
    บทความจากพันธมิตร

    ลูกผิวแพ้ ผดผื่นกวนใจ? Organic Ground สกินแคร์เด็กอันดับ 1 เกาหลี คือทางออกที่คุณยุคใหม่มองหา

ลงทะเบียนรับคำแนะนำเรื่องการตั้งครรภ์พัฒนาการลูกในท้องได้ที่นี่
  • เตรียมตัวเป็นผู้ปกครอง
  • พัฒนาการลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • ระยะการตั้งครรภ์
  • โภชนาการ
  • ไลฟ์สไตล์
  • TAP สังคมออนไลน์
  • ติดต่อโฆษณา
  • ติดต่อเรา
  • Influencer Marketing (KOL)
  • มาเข้าร่วมกับเรา


  • Singapore flag Singapore
  • Thailand flag Thailand
  • Indonesia flag Indonesia
  • Philippines flag Philippines
  • Malaysia flag Malaysia
  • Vietnam flag Vietnam
© Copyright theAsianparent 2026. All rights reserved
เกี่ยวกับเรา |ทีม|นโยบายความเป็นส่วนตัว |ข้อกำหนดการใช้ |แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว