ไอกรนในเด็ก ทำให้ปอดอักเสบ อันตรายถึงชีวิตลูก พ่อแม่ต้องระวัง!

ไอกรนในเด็ก ทำให้ปอดอักเสบ อันตรายถึงชีวิตลูก พ่อแม่ต้องระวัง!

ลูกไอ บางทีอาจไม่ปกติ เพราะอาจลูกอาจเป็นโรคไอกรนได้โดยไม่รู้ตัว

ไอกรนในเด็ก ทำให้ปอดอักเสบอันตรายถึงชีวิตลูก พ่อแม่ต้องระวัง!

คุณพ่อคุณแม่คะ หากลูกหลานไอนาน ๆ จนเกิดกลายเป็นอาการเรื้อรัง ให้รีบพาลูกหลานไปหาหมอนะคะ เพราะลูกอาจจะเป็นโรคอันตรายโรคหนึ่ง ที่เราเรียกกันว่า "โรคไอกรน" โดยไม่รู้ตัว  ซึ่งการ ไอกรนในเด็ก ทำให้ปอดอักเสบอันตรายถึงชีวิตลูกจน เสียชีวิตได้

 

ไอกรนในเด็ก ทำให้ปอดอักเสบ

มาทำความรู้จักกับโรคไอกรน

ไอกรน  (Pertussis)  เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ  ทำให้มีอาการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ  และเกิดอาการไอที่มีลักษณะไอ   ซ้อน ๆ ติด ๆ กัน 5-10 ครั้ง หรือมากกว่านั้น  ทำให้เด็กหายใจไม่ทัน  เสียงไอของโรคนี้เป็นการไปที่มีเอกลักษณ์  มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Whooping cough เป็นการไอลึก ๆ เป็นเสียงวู้ป  สลับกับการไอเป็นชุด ๆ บางครั้งอาจมีอาการเรื้อรังนาน 2-3 เดือน

ไอกรนในเด็ก ทำให้ปอดอักเสบอันตรายถึงชีวิตลูก

สาเหตุการเกิดโรคไอกรน

เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ  Bordettella  โรคนี้ติดต่อกันง่ายมาก  โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีภูมิต้านทานจะติดเชื้อโรคจากผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันมีโอกาสมากถึง 80 – 100% ถึงแม้จะมีภูมิต้านทานก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ถึง 20 % โดยเชื้อโรคจะแพร่กระจายอยู่ในละอองของเสมหะ  น้ำมูก  น้ำลายของผู้ป่วย และจะติดต่อไปยังผู้อื่นต่อไป    ไอกรนจะพบได้บ่อยในเด็กส่วนใหญ่จะติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ในครอบครัว    โรคไอกรนเป็นได้ตั้งแต่เดือนแรก  เนื่องจากภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านมายังลูกไม่ได้หรือได้น้อยมาก  ในเด็กเล็กอาการจะรุนแรงมากและมีอัตราการตายสูง  ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีอาการรุนแรงและมีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตมักจะเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี

ไอกรนในเด็ก ทำให้ปอดอักเสบอันตรายถึงชีวิตลูก

 

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ ให้ความรู้ว่า “โรคไอกรน” เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและพบมากในเด็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะพบผู้ป่วยมากขึ้น สาเหตุเกิดจาก “เชื้อแบคทีเรีย” สามารถติดต่อกันได้ง่ายจากการ “ไอ-จาม” และสัมผัสเชื้อโดยตรงจากผู้ที่ป่วย

ทำให้ปอดอักเสบ อันตรายถึงชีวิตลูก ไอกรนในเด็ก

สิ่งที่ต้องระวัง คือ “ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน” หากได้รับเชื้อมีโอกาสเกิดโรคสูงถึงร้อยละ 90 ซึ่งจากการศึกษาของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี พบว่าในผู้ป่วยเด็กที่มีอาการไอติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน แต่ไม่ได้เป็นวัณโรคและโรคหืด ตรวจพบเชื้อไอกรนถึงร้อยละ 19 ซึ่งระยะฟักตัวของ “โรคไอกรน” จะใช้เวลาประมาณ 6-20 วัน แต่หากเกิน 3 สัปดาห์แล้วไม่มีอาการ ก็แสดงว่า “ไม่ติดโรค”

การรักษาผู้ป่วย “โรคไอกรน” ในระยะแรกสามารถใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อลดความรุนแรงของโรค และถ้าให้ยาปฏิชีวนะหลังจากที่ผู้ป่วยมีอาการไอแล้ว อาจไม่ค่อยมีผลดีต่อการดำเนินโรค แต่จะช่วยลดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ ดังนั้นผู้ป่วย “โรคไอกรน” ควรพักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำอุ่น อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้นทำให้มีอาการไอมากขึ้น เช่น ฝุ่นละออง ควัน อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคได้

ที่ต้องระวังอีกประการ คือ ภาวะแทรกซ้อนของ “โรคไอกรน” อาจมีความรุนแรงจนถึงขั้นทำให้ “เสียชีวิต”

“โรคแทรกซ้อนทางระบบหายใจที่พบบ่อย คือ ปอดอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กเล็ก และยังมีภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ผู้ป่วยอาจมีอาการชัก เกร็ง หรือซึมลงด้วย”

ไอกรนในเด็ก ทำให้ปอดอักเสบอันตรายถึงชีวิตลูก

การป้องกันโรคไอกรน

การป้องกัน “โรคไอกรน” ที่ดีที่สุด สามารถทำได้ด้วยการ “ฉีดวัคซีนป้องกัน” ซึ่งวัคซีนไอกรนเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับ ดังนั้น เมื่อถึงเวลานัดฉีดวัคซีน

1.โรคไอกรนมีวัคซีนสำหรับป้องกัน ในเด็กเล็กต้องได้รับการฉีดวัคซีนช่วงอายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 15 – 18 เดือน ในรูปของวัคซีนรวม คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก หลังจากนั้นเมื่ออายุ 4 – 6 ปี ให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นอีก 1 ครั้ง

2.ในช่วงอายุ 11-12 ปี ปกติเด็กควรจะได้รับวัคซีนรวม คอตีบ บาดทะยัก กระตุ้นอีก 1 เข็ม แต่ผู้เชี่ยวชาญบางท่านจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนรวมคอตีบไอกรน บาดทะยัก แทนการฉีดวัคซีนคอตีบ บาดทะยัก

3.สำหรับแม่ตั้งครรภ์  ควรได้รับการฉีควัคซีนไอกรน  เพราะช่วยป้องกันโรคไอกรนในแม่และลูกที่คลอดมา ซึ่งเป็นที่รู้ว่า เกินร้อยละ 50 ของลูกที่ป่วยเป็นโรคไอกรน ติดมาจากเชื้อโรคไอกรนในแม่ ซึ่งหากลูกเป็นโรคไอกรนใน 3 เดือนแรก ลูกมีโอกาสเจ็บป่วยรุนแรงจนเสียชีวิต แต่หากฉีดวัคซีนไอกรนให้แม่ สามารถป้องกันโรคไอกรนในลูกที่คลอดออกมาได้ตั้งแต่ 2-6 เดือน

คุณพ่อคุณแม่ต้องอย่าลืมพาน้องไปฉีดยาให้ตรงเวลากันนะคะ

ที่มา: เดลินิวส์


The Asianparent Thailand เว็บไซต์ข้อมูลคุณภาพและสังคมคุณแม่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและเอเชีย เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์ แหล่งความรู้แม่และเด็ก รวมถึงแอพพลิเคชั่น The Asianparent ที่ติดตามการตั้งครรภ์ให้คุณแม่ได้ลงทะเบียนใช้งาน เพื่อติดตามพัฒนาการทารกตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนถึงติดตามหลังคลอดที่ครอบคลุมที่สุดและผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย นอกจากความรู้ยังมีไลฟ์สไตล์และสื่อมัลติมีเดียหลากหลาย ไม่ว่าสุขภาพแม่และเด็ก โภชนาการแม่และเด็ก กิจกรรมสำหรับครอบครัว 

การวางแผนครอบครัวไปจนถึง การดูแลลูก การศึกษา และจิตวิทยาเด็ก The Asianparent เราพร้อมสนับสนุนพ่อแม่ทุกท่าน ให้มีความรู้และมีสุขภาพกายใจเข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างครอบครัวอย่างแข็งแรง

เพราะเราเชื่อว่า “พ่อแม่เข้มแข็ง ครอบครัวแข็งแรง”


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

5 วัคซีนจำเป็น ที่ต้องพาลูกไปฉีด

รู้หรือไม่ การฉีดวัคซีนโรคไอกรนนั้นสำคัญไฉน

แม่เล่า ลูกแรกเกิดอยู่รพ. นานเกือบเดือนเพราะโรคไอกรน

เศร้า! แม่แชร์คลิปทารกไอหนัก ป่วยโรคไอกรนจนเสียชีวิต

ทำความรู้จัก 6 โรคอันตรายในเด็ก ที่ป้องกันได้ด้วย วัคซีนรวม เพียงเข็มเดียว

พ่อแม่ต้องอ่าน 20 โรคหน้าร้อนในเด็ก 2020 เตรียมพร้อมรับมือ ดูแลลูกให้ดีกว่าเดิม

โรคไอกรน ในเด็กเล็ก ป้องกันได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์

 

parenttown

 

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

Muninth

app info
get app banner