ท้องแล้วเบื่ออาหาร ถ้าแม่ท้องไม่ค่อยกินข้าว ลูกในท้องจะเป็นอันตรายไหม

lead image

แม่ท้องเห็นอาหารแล้วเบื่อ พาลไม่อยากกิน ใจไม่อยากฝืน แต่ก็กลัวลูกในท้องจะไม่ได้รับสารอาหาร

ท้องแล้วเบื่ออาหาร ลูกในท้องจะเป็นอันตรายไหม

อาการแพ้ท้อง โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ทำให้แม่เวียนหัว คลื่นเหียน อยากอาเจียนอยู่ตลอด ท้องแล้วเบื่ออาหาร ท้องไม่ค่อยกินข้าว ถ้าเป็นแบบนี้ ลูกในท้องจะเป็นอะไรไหมนะ

คนท้องไตรมาสแรกเบื่ออาหาร

อย่างที่ได้เกริ่นไว้ว่า ในช่วงแรก ๆ ของการตั้งครรภ์ แม่ท้องมักจะมีอาการแพ้ท้องทานอาหารไม่ค่อยได้ เบื่ออาหาร เหม็นอาหาร พาลไม่อยากกินอะไรเลย แต่พอเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่สอง น้ำหนักตัวระหว่างนี้จะต้องค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็นไปตามเกณฑ์

 

ถ้าน้ำหนักแม่ไม่ขึ้น หรือน้ำหนักแม่ขึ้นน้อย มีผลต่อลูกในท้องหรือเปล่า

แน่นอนว่าน้ำหนักตัวของแม่มีผลต่อลูกในท้อง ระหว่างตั้งครรภ์น้ำหนักตัวของแม่ท้องจะเพิ่มขึ้นรวมประมาณ 12-14 กรัม (ถ้าเกินกว่านั้นก็จะเสี่ยงอันตราย) สำหรับน้ำหนักของแม่ท้องจะประกอบด้วย

  • ตัวลูกราว ๆ 3,300 กรัม
  • รกราว ๆ 680 กรัม
  • น้ำคร่ำราว ๆ 900 กรัม
  • มดลูกที่ขยายขนาดขึ้นราว ๆ 900 กรัม
  • เต้านมที่ขยายขนาดขึ้นราว ๆ 900 กรัม
  • เลือดและน้ำในร่างกายที่เพิ่มปริมาณขึ้นราว ๆ 1,800 กรัม
  • ไขมันและโปรตีนของตัวคุณแม่ราว ๆ 4,000 กรัม

คนท้องไม่ค่อยกินข้าว

ความเบื่ออาหารของแม่ท้องมีผลกับลูกน้อยในท้อง หากช่วงไตรมาสแรก แม่มีอาการแพ้ท้องหนัก ก็ยังไม่ต้องกังวลมาก เพราะ 3 เดือนแรก ลูกในท้องจะได้รับสารอาหารจากถุงไข่แดง หลังจากเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 อาการแพ้ท้องเริ่มทุเลา แม่ท้องก็ต้องเลือกทานมากขึ้น เพื่อให้อาหารส่งต่อไปให้ทารกในครรภ์

 

อาหารสำหรับคนท้อง

เลือกกินอาหารครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้รับอาหารที่สมดุลและหลากหลาย

  1. โปรตีน เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญในการสร้างอวัยวะและส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารก แหล่งอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน เช่น นม ไข่ ถั่ว เนื้อสัตว์ เป็นต้น
  2. คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารที่ทำหน้าที่ให้พลังงานและความอบอุ่นกับร่างกาย แหล่งอาหารกลุ่มนี้ เช่น ข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว สปาเกตตี้ เป็นต้น
  3. ไขมัน เป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานและความอบอุ่นกับร่างกายเช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต และหากเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ที่จะพบได้จากอาหารทะเล สาหร่าย ปลา และน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน ซึ่งกรดไขมันชนิดนี้จะมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการสมองของทารกในครรภ์ เช่น ดีเอชเอ, เออาร์เอ เป็นต้น
  4. วิตามิน เป็นสารอาหารที่ช่วยในการทำงานของกระบวนการทำงานของร่างกาย เช่น เป็นตัวช่วยให้ขบวนการย่อยอาหารทำงานได้อย่างสมบูรณ์ แหล่งอาหารที่มีวิตามินที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ทุกชนิด ไข่ นม เนย ฟักทอง ถั่ว ฯลฯ
  5. แร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ก็เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส ฯลฯ แร่ธาตุเหล่านี้จะได้จากการทานอาหารทุกชนิด เช่น ไข่แดง ตับ ผักใบเขียวต่างๆ เป็นต้น

 

คนท้องต้องดูแลตัวเองอย่างไร

  • ควรกินอาหารมื้อหลัก 3 มื้อและอาหารว่าง 2-3 ครั้งต่อวัน
  • กินผักและผลไม้ในปริมาณมากเพื่อเพิ่มใยอาหารกับร่างกาย ช่วยให้ระบบขับถ่ายระหว่างตั้งครรภ์ทำงานได้ดี
  • ดื่มน้ำอย่างน้อย 8-12 แก้วต่อวัน โดยเฉพาะน้ำและเครื่องดื่มชนิดอื่น เช่น นมไขมันต่ำ และน้ำผลไม้
  • กินปลาที่มีไขมันดี เช่น ปลาแซลมอล ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพราะเนื้อปลาเป็นแหล่งที่สำคัญของกรดไขมันดีเอชเอ (Docosahexaenoic Acid)
  • ในการปรุงอาหารควรใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันโอลีฟ ในการทำอาหารแต่จำกัดปริมาณที่ใช้
    กินอาหารที่สด สะอาด และมีประโยชน์ต่อสุขภาพเท่านั้น จำกัดปริมาณอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปและถนอมอาหาร เนื่องจากปกติอาหารที่ผ่านการแปรรูปจะมีส่วนผสมของโซเดียม และสารกันบูดในปริมาณสูง
  • ลดการบริโภคคาแฟอีนด้วยการดื่มชา กาแฟ ช็อกโกแลต และน้ำอัดลมให้น้อยลง หากจำเป็นต้องดื่มชาหรือกาแฟขอให้กำจัดเพียงวันละไม่เกิน 1 แก้วเล็ก ๆ
  • ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • จำกัดการบริโภคอาหารทอด ขนมขบเคี้ยวที่มีไขมันสูง (เช่น มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ) อาหารรสหวานจัด และอาหารที่ให้พลังงานแต่ไม่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ หากบริโภคมากเกินไป อาหารเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการทำให้คุณแม่มีน้ำหนักเกินหลังคลอดลูกได้นะคะ

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

คนท้องอดอาหาร กินข้าวไม่ตรงเวลา ระวังลูกสมองไม่ดี

7 อาหารบำรุงสมองทารกในครรภ์ กินอะไรให้ลูกในท้องฉลาด

ผัวแพ้ท้อง แพ้ท้องแทนเมีย มีอาการแบบนี้จริงๆหรือ