สัญญาณอันตรายของทารก พ่อแม่รู้ไหมว่าอาการแบบไหนที่อันตราย ลูกมีลักษณะแบบไหนควรพาไปพบแพทย์โดยด่วน รวมถึงวิธีการสังเกตอาการลูกอย่างละเอียด
สัญญาณอันตรายของทารก ที่ต้องพาไปพบแพทย์ด่วน
1.ริมฝีปากเขียว
หากลูกมีริมฝีปากหรือลิ้นสีเขียวคล้ำหรือม่วง รวมถึงเล็บเขียวคล้ำ อาจเป็นภาวะเขียว (cyanosis) ซึ่งเกิดจากระดับออกซิเจนในเลือดต่ำหรือการไหลเวียนเลือดผิดปกติ และอาจสัมพันธ์กับโรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิดหรือโรคของระบบทางเดินหายใจได้
ในทารกบางคน มือและเท้าอาจเขียวคล้ำชั่วคราวเมื่อสัมผัสอากาศเย็น โดยสีจะกลับเป็นปกติเมื่อร่างกายอบอุ่น หากริมฝีปากหรือลิ้นเขียวคล้ำต่อเนื่อง หรือมีอาการหายใจลำบาก ซึม หรือกินนมได้น้อย ควรรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
สำหรับเด็กโต หากเหนื่อยง่ายผิดปกติเวลาเล่นหรือออกกำลังกาย ร่วมกับริมฝีปากหรือลิ้นเขียวคล้ำ ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว หากมีอาการเขียวเฉียบพลันหรือหายใจลำบาก ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอดูอาการ
2.หายใจถี่เร็ว
เสียงและลักษณะการหายใจของลูกที่ผิดปกติอาจบ่งบอกถึงปัญหาของระบบทางเดินหายใจได้ ดังนี้
- หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing): มักเกิดจากทางเดินหายใจส่วนล่างตีบแคบ เช่น ภาวะหลอดลมตีบหรือหอบหืด
- หายใจมีเสียงดังแหลมขณะหายใจเข้า (Stridor): อาจบ่งบอกถึงการตีบแคบหรืออุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน หากเกิดขณะพักควรได้รับการประเมินเร่งด่วน
- ไอเสียงก้องหรือเสียงแหบ: อาจพบในโรคครูป (Croup) ซึ่งทำให้กล่องเสียงและบริเวณใต้สายเสียงบวม
- หายใจเร็ว หอบ หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ: อาจเป็นสัญญาณของภาวะหายใจลำบากจากการติดเชื้อหรือโรคของปอดและทางเดินหายใจ
หากลูกหายใจลำบาก หน้าอกบุ๋มมาก ปากเขียว หรือซึมผิดปกติ ควรพาไปห้องฉุกเฉินทันที
อัตราการหายใจปกติ แตกต่างกันตามอายุ โดยทารกแรกเกิดถึงอายุ 1 ปีมักหายใจประมาณ 40–60 ครั้งต่อนาที ทั้งนี้ควรนับขณะลูกสงบ ไม่ร้องไห้ และไม่มีไข้ โดยนับการขึ้นลงของหน้าอกหรือหน้าท้องเป็นเวลา 1 นาทีเต็ม
ส่วนการหยุดหายใจในทารก ไม่ควรใช้ระยะเวลา 15 วินาทีเป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว หากลูกหยุดหายใจร่วมกับตัวเขียว ซีด ตัวอ่อนปวกเปียก หรือไม่ตอบสนอง ให้ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที แม้การหยุดหายใจจะเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ ก็ตาม
วิธีการสังเกตคุณแม่สามารถทำได้ ดังนี้
- ฟัง เสียงการหายใจของลูกระหว่างหลับ โดยเอาหูแนบกับปากหรือจมูกลูก ซึ่งคุณจะได้ยินเสียงแปลกๆ หากมีความผิดปกติ
- ดู และสังเกตบริเวณหน้าอกของลูกเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หากพบสิ่งผิดปกติขึ้นลงจากหน้าอก ควรปรึกษาแพทย์
- ลอง เอาแก้มแนบกับจมูกหรือปากของลูก เพื่อสัมผัสความชื้นหรืออุณหภูมิของลมหายใจลูก
สัญญาณอันตรายของทารก
3.มีไข้สูงกว่า 38 องศา
อาการป่วยเป็นโรคที่เจอมากในเด็กเล็ก เนื่องจากภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่มากนัก ถ้าลูกมีไข้สูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส อาจเกิดอาการชักได้ ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงแรกที่มีไข้ แต่หากมีอาการชักเกิดหลังจากวันที่มีไข้ เป็นไปได้ว่า มีสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะติดเชื้อระบบประสาท การอักเสบของทางเดินหายใจ หูชั้นกลางอักเสบ ปอดบวม ทางเดินปัสสาวะอักเสบ หลังการฉีดวัคซีน ร่างกายลูกขาดน้ำ เช่น อุจจาระร่วง หรือแม้แต่การบาดเจ็บค่ะ
หากทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนมีไข้ตั้งแต่ 38°C ขึ้นไป ควรรีบพาไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อรุนแรงได้ นอกจากนี้ หากลูกมีอาการซึมลง ไม่ดูดนมหรือกินได้น้อย อาเจียนซ้ำ ๆ หรือมีอาการท้องเสียร่วมกับภาวะขาดน้ำ ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการค่ะ
4.ลูกตัวเหลือง
คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ว่าลูกตัวเหลืองโดยกดที่ผิวของลูก จะเห็นบริเวณที่กดเป็นสีเหลือง ถ้าเห็นสีเหลืองเฉพาะใบหน้าและลำตัว ถือว่าเหลืองไม่มาก แต่ถ้าลงมาที่ขาและเท้า ถือว่าเหลืองมาก ถ้าสงสัยว่าลูกตัวเหลืองมากผิดปกติ ควรรีบมาปรึกษาคุณหมอเพื่อตรวจร่างกาย และเจาะเลือดตรวจระดับสารเหลืองในเลือด เพราะหากปล่อยไว้สารเหลืองหรือบิลิรูบินจะเข้าไปที่สมอง ทำให้มีอาการชัก และอาจมีผลต่อประสาทการได้ยินของเด็กได้ค่ะ
อาการผิดปกติของทารก
5.ปัสสาวะน้อย
การฉี่ของลูกมีส่วนสำคัญมาก เพราะเป็นตัวชี้ที่ทำให้คุณรู้ได้ว่าลูกเราสุขภาพดีหรือไม่ หากลูกน้อยในช่วงดื่มนมแม่ ไม่ฉี่เกินครึ่งวัน อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกน้อยเกิดภาวะขาดน้ำได้ และต้องรีบไปพบคุณหมอโดยด่วน แต่ถ้าในช่วงหน้าร้อนลูกน้อยอาจจะฉี่น้อยลงคุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะ ถ้าลูกฉี่ทุกๆ 3-4 ชม. ค่ะ ภาวะขาดน้ำมีทั้งหมด 3 ระดับ คุณแม่สามารถสังเกตตามอาการได้นะคะ
- ภาวะขาดน้ำเล็กน้อย: ปัสสาวะลดลงเล็กน้อย แต่เด็กอาจยังดูสดใสและมีพฤติกรรมใกล้เคียงปกติ
- ภาวะขาดน้ำปานกลาง: ปัสสาวะลดลงชัดเจน ปากแห้ง น้ำตาลดลง ตาโหล กระหม่อมบุ๋มในทารก และอาจมีหัวใจเต้นเร็วหรือกระสับกระส่าย
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะ ซึมลงมาก ตาโหลชัดเจน กระหม่อมบุ๋มมากในทารก มือเท้าเย็น หรือหายใจผิดปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะช็อกจากการขาดน้ำได้ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีค่ะ
6.อาเจียน
อาการอาเจียนเป็นสิ่งที่พบบ่อยในเด็ก สาเหตุมีมากมายแต่ส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อแล้วทำให้เกิดโรค เช่น ไข้หวัดหรือไวรัสลงกระเพาะ โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษ ไส้ติ่งอักเสบ หรือลำไส้อุดตัน โรคทางเดินประสาทและระบบทางเดินปัสสาวะก็เช่นกัน แม้แต่ยาบางตัวหรือการเมารถด้วย
เมื่อคุณเห็นลูกน้อยอาเจียน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องสังเกตสีและลักษณะของอาเจียน เช่น มีสีแดงคล้ายเลือดปนหรือไม่ หรือมีสีเหลืองเขียวคล้ายน้ำดี แสดงว่าอาการรุนแรงมากค่ะ ลูกอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้กลืนกันได้ หรืออาเจียนออกมาเป็นอาหารที่เพิ่งทานเข้าไป จากนั้นพาไปพบคุณหมอ เพราะว่าสีของอาเจียนสามารถบอกสาเหตุของโรคได้ค่ะ หลังจากนั้นคุณหมอจะรักษาตามโรคหรือตามอาการ อาจจะให้ยามาทานที่บ้านหรือพักฟื้นที่โรงพยาบาลค่ะ
หากคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกมีอาการซึมลง ปวดหัวร่วมด้วย อาจเกิดจากความดันสูงในสมองค่ะ หากมีอาการคอแข็ง และไข้สูงด้วย ให้นึกถึงการติดเชื้อของสมอง ไข้สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ หรืออาจเกิดจากการมีก้อนเนื้องอกในสมอง หรือเลือดออกในสมองจากอุบัติเหตุ หรือเส้นโลหิตแตกในสมอง ฯลฯ
ได้รับการตรวจสอบข้อมูลโดย พญ.สีวลี สีดาฟอง
แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก โรงพยาบาลวิมุต

ที่มา: webmd, โรงพยาบาลวิมุต
บทความอัปเดตล่าสุด พฤศจิกายน 2569
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ:
ทารกปวดท้อง อาการทารกป่วย เจ็บ ๆ ปวด ๆ ใต้พุง ลูกน้อยเป็นอะไรได้บ้าง
ล้างจมูก วิธีล้างจมูกให้ลูก ลูกป่วยภูมิแพ้ เป็นหวัด มีน้ำมูก ล้างจมูกให้ลูกโล่ง ช่วยให้ทารกหายป่วยไว
วิธีเสริมพัฒนาการลูกน้อย แรกเกิด-1 ปี พัฒนาการของวัยทารก ฝึกอย่างไรให้สมวัยในขวบปีแรก
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!