ขณะอาบน้ำให้ลูกสาว แม่พบจุดแดงๆ ตามขาของลูก ผลการตรวจไม่ใช่แค่รอยยุงกัด แต่เป็นโรคร้าย มะเร็งเม็ดเลือดขาว คุณแม่อาจสงสัยว่า จุดแดงตามตัว เกี่ยวข้องกับมะเร็งเม็ดเลือดขาวอย่างไร และ จุดแดงบนผิวหนังบอกโรคอะไรได้บ้าง บทความนี้มีคำตอบค่ะ
จุดแดงตามตัว อาจไม่ใช่แค่รอยยุงกัด
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นขณะที่คุณแม่กำลังอาบน้ำให้ลูกน้อยวัย 3 ขวบ เธอสังเกตเห็นจุดแดงเล็กๆ บนขาของลูก ด้วยความเคยชิน เธอคิดว่าเป็นเพียงรอยยุงกัดจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ
แต่แล้วในวันรุ่งขึ้น จุดแดงเล็กๆ เหล่านั้นกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก สัญชาตญาณความเป็นแม่เริ่มส่งเสียงเตือนว่านี่อาจไม่ใช่เรื่องธรรมดา เธอจึงตัดสินใจพาลูกไปโรงพยาบาลทันที
ที่โรงพยาบาล คุณหมอได้ตรวจสอบจุดแดงบนขาของหนูน้อยอย่างละเอียด และพบว่าไม่ใช่ผื่นหรือรอยแมลงกัดทั่วไป แต่เป็น “จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง” ผลการตรวจเลือดพบว่าเกล็ดเลือดของเด็กลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของค่าปกติ หนูน้อยถูกส่งตัวแอดมิทในวันนั้น และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “มะเร็งเม็ดเลือดขาว”
ข่าวร้ายนี้ทำให้ทั้งครอบครัวตกอยู่ในความสับสนและเสียใจ พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเพียงจุดแดงเล็กๆ ที่ดูไม่น่าจะมีพิษสงอะไร จะกลายเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงได้
ผิวหนัง กระจกสะท้อนสุขภาพของลูกน้อย
เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญ เพราะผิวหนังคืออวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย และมักเป็นด่านแรกที่สะท้อนความผิดปกติภายในออกมาให้เราเห็น โดยเฉพาะผิวของเด็กที่ยังบอบบาง การกระแทกเบาๆ หรือรอยยุงกัดก็อาจทิ้งร่องรอยไว้ได้ง่าย ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจชะล่าใจ
คำถามสำคัญคือ “เราจะรู้ได้อย่างไรว่า จุดแดงตามตัว แบบไหนที่ควรเฝ้าระวังที่บ้าน และแบบไหนคือสัญญาณเตือนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?” การตัดสินใจนี้เป็นเรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ทั่วไป เพราะขาดความรู้ทางการแพทย์ แต่มีหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยแยกแยะเบื้องต้นได้
เคล็ดลับง่ายๆ วิธีแยก “จุดเลือดออก” ออกจาก “ผื่นทั่วไป”
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างจุดเลือดออก กับผื่นหรือรอยยุงกัดทั่วไป คือ “การจางลงของสีเมื่อถูกกด”
- จุดแดงทั่วไป (เช่น รอยยุงกัด, ผื่น): เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดฝอย เมื่อเราใช้นิ้วกดลงไปที่รอยแดงนั้น เลือดจะถูกไล่ออกจากบริเวณที่กด ทำให้รอยแดง “จางลงชั่วขณะ” และเมื่อปล่อยนิ้ว สีแดงก็จะกลับมาเหมือนเดิม
- จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง (น่ากังวล): เกิดจากเส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดออกมาอยู่ใต้ชั้นผิวหนังจริงๆ ดังนั้นเมื่อเราใช้นิ้วกดลงไป สีแดงของเลือดนั้นจะ “ไม่จางลงเลย”
ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่พบจุดแดงบนผิวของลูก ลองใช้นิ้วกดดูเบาๆ ถ้ากดแล้วสีไม่จางลง ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
เหนือสิ่งอื่นใด สัญชาตญาณของคนเป็นแม่นั้นสำคัญเสมอ หากคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจหรือกังวลกับอาการใดๆ ของลูก การพาลูกไปพบแพทย์เพื่อความแน่ใจคือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะความใส่ใจของคุณในวันนี้ อาจช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงในอนาคตได้

ทำไม “จุดแดงตามตัว” ถึงอาจเกี่ยวกับ “มะเร็งเม็ดเลือดขาว” ในเด็ก
จุดแดงตามตัว หรือจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง เป็นหนึ่งในอาการแสดงที่สำคัญของมะเร็งเม็ดเลือดขาวค่ะ เพื่อให้เข้าใจความเชื่อมโยงนี้ เราต้องเข้าใจการทำงานของระบบเลือดก่อน หน่วยสารสนเทศมะเร็ง โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ให้ข้อมูลไว้ว่า
1. หน้าที่ของ “ไขกระดูก” และเม็ดเลือดชนิดต่างๆ
ภายในกระดูกชิ้นใหญ่ๆ ของร่างกายเรามีส่วนที่เรียกว่า ไขกระดูก (Bone Marrow) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการผลิตเม็ดเลือดทุกชนิดออกมาสู่กระแสเลือด เม็ดเลือดหลักๆ ที่ควรรู้จักมี 3 ชนิด คือ
- เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cells): ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย หากมีจำนวนน้อยจะทำให้เกิดภาวะซีดและอ่อนเพลีย
- เม็ดเลือดขาว (White Blood Cells): ทำหน้าที่เป็นระบบภูมิคุ้มกัน ต่อสู้และกำจัดเชื้อโรคแปลกปลอม หากมีจำนวนน้อย (หรือมีแต่เซลล์ที่ทำงานไม่ได้) จะทำให้ร่างกายติดเชื้อง่าย
- เกล็ดเลือด (Platelets): มีหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เลือดแข็งตัวและหยุดไหลเมื่อมีบาดแผล หรือคอยอุดรอยรั่วเล็กๆ ของเส้นเลือดฝอยที่อาจเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย
2. สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเป็น “มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน”
มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน เกิดจากความผิดปกติในไขกระดูก ทำให้มีการสร้าง เซลล์เม็ดเลือดขาวตัวอ่อนที่ผิดปกติ (เซลล์มะเร็ง) ขึ้นมาอย่างรวดเร็วและควบคุมไม่ได้
เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะเพิ่มจำนวนขึ้นจนเต็มพื้นที่ของไขกระดูก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงคือ ไปยับยั้งและขัดขวางกระบวนการสร้างเม็ดเลือดปกติทั้ง 3 ชนิด ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาวปกติ, และ เกล็ดเลือด ลดน้อยลงอย่างมาก
3. ความเชื่อมโยงโดยตรงสู่ “จุดแดงตามตัว”
เมื่อการสร้าง เกล็ดเลือด จากไขกระดูกลดลงอย่างรุนแรง จะทำให้ร่างกายอยู่ใน ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
ภาวะนี้ทำให้ความสามารถในการหยุดเลือดของร่างกายบกพร่อง แม้แต่เส้นเลือดฝอยเล็กๆ ใต้ผิวหนังที่อาจมีการฉีกขาดเล็กน้อยในชีวิตประจำวันก็ไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ตามปกติ จึงเกิดเป็นเลือดออกซึมใต้ผิวหนัง ปรากฏให้เราเห็นเป็น:
- จุดแดงเล็กๆ (Petechiae): มีลักษณะเป็นจุดแบนๆ ขนาดเล็กเหมือนปลายเข็ม
- จ้ำเลือดสีม่วง (Purpura): มีขนาดใหญ่กว่าจุดแดง อาจเป็นรอยช้ำที่เกิดขึ้นง่ายโดยไม่ได้รับการกระแทกที่รุนแรง
สรุปคือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวทำให้ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเกล็ดเลือดได้ตามปกติ เมื่อเกล็ดเลือดต่ำ ความสามารถในการห้ามเลือดของร่างกายจึงลดลง ทำให้มีเลือดออกใต้ผิวหนังปรากฏเป็นจุดแดงหรือจ้ำเลือดขึ้นมานั่นเองค่ะ
หากพบอาการเหล่านี้ ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ซีด อ่อนเพลีย มีไข้บ่อย เลือดกำเดาไหลง่าย ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องค่ะ
จุดแดงบนผิวลูก รวมสาเหตุที่พบบ่อยที่คุณแม่ควรรู้
จุดแดงตามตัว บนผิวหนังของลูกน้อยเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย และส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง แต่เกิดจากสาเหตุทั่วไปในชีวิตประจำวัน ลองมาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง และควรดูแลเบื้องต้นอย่างไร
-
ผดร้อน (Heat Rash)
- ลักษณะเด่น: เป็นจุดแดงเล็กๆ หรือตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นเป็นปื้นๆ มักมีอาการคัน แสบ หรือรู้สึกยิบๆ เกิดในบริเวณที่เหงื่อออกมากและอับชื้น เช่น ซอกคอ, ข้อพับ, รักแร้, หลัง
- วิธีดูแล: ทำให้ผิวลูกเย็นและแห้งสบาย ใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการทาครีมหรือแป้งที่อาจอุดตันผิวหนังเพิ่มเติม
-
ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis)
- ลักษณะเด่น: ผิวหนังบวมแดง คัน แสบร้อน หรือเป็นตุ่มพองเฉพาะบริเวณที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้หรือสารระคายเคือง เช่น สบู่, ผงซักฟอก, โลหะ, หรือพืชบางชนิด
- วิธีดูแล: พยายามหาสาเหตุและหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้ ล้างผิวบริเวณนั้นด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ ทาครีมให้ความชุ่มชื้นเพื่อปลอบประโลมผิว
-
แมลงกัดต่อย (Insect Bites)
- ลักษณะเด่น: เป็นจุดแดงนูน บวม และคัน อาจเห็นรอยกัดตรงกลาง เกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย
- วิธีดูแล: ล้างบริเวณที่ถูกกัดให้สะอาด ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมและคัน ใช้ยาทาแก้คันสำหรับเด็ก
- ข้อควรระวัง: หากมีอาการแพ้รุนแรง (หายใจลำบาก, หน้าบวม, ปากบวม) ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

-
- ลักษณะเด่น: มักเริ่มต้นด้วยผื่นวงใหญ่สีแดง 1 วง จากนั้นจะมีผื่นวงรีเล็กๆ สีชมพูหรือแดง กระจายตามมาที่ลำตัว หน้าอก และหลัง อาจมีอาการคันเล็กน้อย
- วิธีดูแล: ผื่นชนิดนี้มักหายได้เองใน 2-12 สัปดาห์ เน้นการทาครีมให้ความชุ่มชื้นเพื่อลดอาการคัน หากคันมากควรปรึกษาแพทย์
-
- ลักษณะเด่น: เกิดจากเชื้อรา มีลักษณะเป็นวงแดง ขอบนูนชัดเจน และอาจมีขุยๆ ตรงกลาง มักมีอาการคัน สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสได้
- วิธีดูแล: ใช้ยาฆ่าเชื้อราชนิดทาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร รักษาความสะอาดและทำให้ผิวบริเวณนั้นแห้งอยู่เสมอ
-
โรคหอยคัน (Swimmer’s Itch)
- ลักษณะเด่น: เป็นผื่นคันหรือจุดบวมแดง เกิดขึ้นหลังไปว่ายน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ (ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม) ที่อาจมีพยาธิอาศัยอยู่
- วิธีดูแล: ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงและหายได้เอง หลีกเลี่ยงการเกาและอาจใช้คาลาไมน์โลชั่นทาเพื่อบรรเทาอาการคัน
-
โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis/Eczema)
- ลักษณะเด่น: เป็นภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ทำให้ผิวแห้ง แดง แตก และคันมาก มักเป็นๆ หายๆ พบบ่อยบริเวณข้อพับแขนขา ใบหน้า และลำคอ
- วิธีดูแล: สำคัญที่สุดคือการทาครีมให้ความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน และหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้อาการกำเริบ ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์
-
- ลักษณะเด่น: เป็นปื้นแดงหนานูน และมีสะเก็ดสีขาวเงินปกคลุม เกิดจากภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ไม่ใช่โรคติดต่อ
- วิธีดูแล: เป็นโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอาการให้สงบ
-
โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง (Lichen Planus)
- ลักษณะเด่น: เป็นผื่นนูนแบนสีม่วงแดง มีอาการคันมาก อาจพบได้ทั้งบนผิวหนังและในเยื่อบุช่องปาก
- วิธีดูแล: ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากสาเหตุยังไม่แน่ชัดและอาการอาจรุนแรงได้
-
ผื่นแพ้ยา (Drug Rash)
- ลักษณะเด่น: เกิดผื่นได้หลายรูปแบบ (อาจคล้ายลมพิษหรือผื่นจากโรคอื่นๆ) หลังจากเริ่มใช้ยาชนิดใหม่
- วิธีดูแล: หากสงสัยว่าแพ้ยา ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที เพื่อประเมินอาการและพิจารณาเปลี่ยนยา
หากคุณแม่ไม่แน่ใจว่าจุดแดงที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยเกิดจากสาเหตุใด หรืออาการของลูกดูรุนแรงขึ้น การพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องคือทางออกที่ดีที่สุดค่ะ
ที่มา: phunuphapluat.nguoiduatin.vn , Pobpad , โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
10 โรคหน้าฝนในเด็ก 2025 โรคหน้าฝนสุดฮิตที่เด็กมักเป็น คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง
ลูกไข้ขึ้นตอนกลางคืน กลางวันไข้ไม่มี ทำไมกลางคืนกลับตัวร้อนจี๋อีกแล้ว?
ไม่สูบบุหรี่ก็เป็นมะเร็งปอดได้ เช็กความเสี่ยงและสัญญาณ โรคมะเร็งปอดในผู้หญิง
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!