วิธีดูแลจิตใจเด็ก ที่เผชิญเหตุการณ์รุนแรงหรือสะเทือนขวัญ เริ่มจากสร้างความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงให้ลูกก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ซักถามเหตุการณ์ซ้ำ ๆ ให้เด็กเล่าตามความสมัครใจ พร้อมเบี่ยงเบนความสนใจด้วยกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น วาดรูปหรือปั้นดินน้ำมัน และมีผู้ใหญ่ที่ไว้ใจอยู่เคียงข้างตลอดเวลา
หากอาการหวาดกลัว นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือแยกตัวยังไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ ควรพาไปพบจิตแพทย์เด็กทันที เพราะเสี่ยงต่อภาวะโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD ซึ่งงานวิจัยพบว่าเด็กที่ผ่านเหตุการณ์รุนแรงราว 14–16% มีโอกาสพัฒนาเป็น PTSD ได้ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
FAQ: คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อยเรื่อง วิธีดูแลจิตใจเด็ก หลังเผชิญเหตุรุนแรง
Q: เด็กที่เผชิญเหตุรุนแรงจะมีอาการอย่างไรบ้าง
A: ในช่วง 2 สัปดาห์แรกมักพบอาการซึมเศร้า ไม่ร่าเริง เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ตกใจง่าย และสมาธิสั้นลงค่ะ
Q: ควรถามลูกเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ไหม
A: ไม่ควรค่ะ การให้เด็กเล่าเรื่องเดิมซ้ำ ๆ อาจทำให้บาดแผลทางใจลึกขึ้นแทนที่จะเยียวยา ควรปล่อยให้เด็กเล่าเองตามความสมัครใจ
Q: ลูกเงียบไม่ยอมพูดถึงเหตุการณ์ ผิดปกติไหม
A: ยังไม่ถือว่าผิดปกติในช่วงแรกค่ะ เด็กแต่ละคนใช้เวลาปรับตัวไม่เท่ากัน สิ่งสำคัญคือผู้ใหญ่ต้องพร้อมรับฟังทันทีที่เด็กอยากเล่า

Q: อาการแบบไหนที่ต้องรีบพาไปพบจิตแพทย์
A: หากลูกมีอาการซึมเศร้า แยกตัว ฝันร้าย หรือหวาดกลัวต่อเนื่องเกิน 2–4 สัปดาห์ หรือพูดถึงการทำร้ายตัวเอง ควรพบผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วค่ะ
Q: PTSD ในเด็กรักษาหายไหม
A: รักษาได้ค่ะ โดยเฉพาะหากเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะแรก ปัจจุบันจิตบำบัดถือเป็นแนวทางหลักในการรักษาเด็กที่มีภาวะนี้
Q: ควรโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิตเมื่อไหร่
A: หากพ่อแม่ไม่แน่ใจว่าอาการของลูกรุนแรงแค่ไหน สามารถโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ
เด็กที่ผ่านเหตุการณ์รุนแรง จะมีปฏิกิริยาทางจิตใจอย่างไร?
แพทย์หญิงอังคณา อัญญมณี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ อธิบายว่าเด็กที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายระทึกขวัญ เช่น ภัยพิบัติธรรมชาติ อุบัติเหตุ หรือโศกนาฏกรรม มักได้รับผลกระทบกระเทือนทางจิตใจจนเกิดภาวะตกใจและหวาดกลัว กลายเป็นคนตกใจง่ายจากเสียงดัง ขาดสมาธิ เงียบ สับสน หรืออารมณ์เฉยชาขาดการตอบสนอง หากไม่ได้รับการเยียวยาดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็ไม่เป็นผลดีกับพัฒนาการของเด็ก
โดยเฉพาะเด็กที่รอดชีวิตจากการเผชิญเหตุการณ์โดยตรง จะเกิดอาการหวาดกลัวและตกใจง่ายเหมือนตัวเองยังอยู่ในเหตุการณ์นั้น ส่วนเด็กโตบางคนอาจรู้สึกผิดที่ตัวเองรอดชีวิตมาได้แต่ไม่สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย
ทางฝั่งสากล American Academy of Pediatrics (AAP) ก็ระบุสอดคล้องกันว่าเด็กที่เผชิญหรือเป็นพยานเหตุการณ์รุนแรงอาจแสดงออกหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ความกลัวจนไม่อยากออกจากบ้าน ปัญหาการนอนและสมาธิ ไปจนถึงอาการทางกายอย่างปวดหัวปวดท้องโดยไม่มีสาเหตุทางการแพทย์ชัดเจน

สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องสังเกต มีอะไรบ้าง?
|
ช่วงเวลา
|
อาการที่พบบ่อย
|
ระดับความเสี่ยง
|
| 1–2 สัปดาห์แรก |
ตกใจง่าย นอนไม่หลับ ฝันร้าย เบื่ออาหาร ซึมเศร้า |
เฝ้าระวังตามปกติ |
| 2–4 สัปดาห์ |
อาการยังไม่ดีขึ้น แยกตัว ไม่ยอมไปโรงเรียน เงียบผิดปกติ |
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ |
| มากกว่า 1 เดือน |
ตื่นตระหนกง่าย หวนนึกถึงเหตุการณ์ซ้ำ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นความทรงจำ |
เสี่ยงเข้าเกณฑ์ PTSD ควรพบจิตแพทย์ |
ระยะยาว
(หลายเดือน–หลายปี) |
ซึมเศร้าเรื้อรัง คิดว่าตนเองเป็นภาระ มีความคิดทำร้ายตนเอง |
ต้องรับการดูแลทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง |
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าครอบครัวควรติดตามอาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง เพราะเด็กมักมีความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงน้อยกว่าผู้ใหญ่ รู้สึกว่าตนเองควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ และยังไม่มีประสบการณ์รับมือกับสถานการณ์ยากลำบาก จึงมีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตสูงกว่ากลุ่มอื่น
PTSD ในเด็กคืออะไร?
โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ Posttraumatic Stress Disorder (PTSD) คือภาวะทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรงหรือกระทบกระเทือนใจอย่างมาก จนสมองและอารมณ์ไม่สามารถจัดการกับความทรงจำหรือความรู้สึกนั้นได้ตามปกติ โดยอาการมักเริ่มภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเหตุการณ์ แต่บางรายอาจปรากฏอาการช้าไปหลายเดือนหรือหลายปีก็ได้
หลังเหตุการณ์รุนแรงในโรงเรียนหรือชุมชน กรมสุขภาพจิตมักส่งทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจลงพื้นที่ดูแลทั้งเด็กและครูที่ได้รับผลกระทบ โดยจะเฝ้าระวังภาวะ PTSD ต่อเนื่องในช่วง 6 สัปดาห์แรกเป็นอย่างน้อย และบางกรณีต้องติดตามยาวนานถึง 5–10 ปีหลังเหตุการณ์
วิธีดูแลจิตใจเด็ก ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรง ทำอย่างไรได้บ้าง?
พญ.อังคณา อัญญมณี แนะนำแนวทางที่พ่อแม่และคนใกล้ชิดสามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังนี้ค่ะ
- เบี่ยงเบนความสนใจด้วยกิจกรรมที่สนุกสนาน เช่น วาดรูป ปั้นดินน้ำมัน หรือเล่นกับลูก เพื่อให้เด็กมีพื้นที่ระบายอารมณ์ผ่านกิจกรรมแทนคำพูด
- ประคับประคองจิตใจก่อนเรื่องอื่น ให้ความสุขเกิดขึ้นในใจเด็กก่อน หากเด็กอยากเล่าเรื่องราว ให้เล่าตามจังหวะของตัวเอง ไม่เร่งรัด
- ไม่ถามเรื่องเดิมซ้ำ ๆ เพราะยิ่งซักถามวนไปมา เด็กที่จิตใจอ่อนไหวอาจเกิดบาดแผลลึกขึ้นแทนที่จะดีขึ้น
- ไม่ปิดกั้นความรู้สึกของลูก อย่าบอกว่า “อย่าไปคิดถึงมัน” หรือ “อย่าเสียใจ” แต่ควรถามว่า “ตอนนี้หนูคิดยังไง รู้สึกยังไง” แล้วรับฟังอย่างตั้งใจ
- หาคนใกล้ชิดที่เด็กไว้ใจมาช่วยปลอบ โดยเฉพาะกรณีสูญเสียพ่อแม่ ญาติพี่น้องหรือคุณครูที่เด็กสนิทด้วยจะช่วยให้รู้สึกปลอดภัยขึ้น
- สอนเทคนิคผ่อนคลายในเด็กโต เช่น ฝึกหายใจลึก ๆ หรือผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เมื่อรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวล
ทางด้าน HealthyChildren.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการของ American Academy of Pediatrics แนะนำหลัก “3 Rs” ที่ใช้ได้ผลคล้ายกัน คือการสร้างความมั่นใจให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและเป็นที่รัก (Reassure) การพากลับสู่กิจวัตรประจำวันตามปกติ (Return to routine) และการช่วยควบคุมอารมณ์ (Regulate) โดยพูดคุยกับลูกในระดับสายตา ด้วยน้ำเสียงสงบและผ่อนคลาย
นอกจากนี้ กรมสุขภาพจิตยังแนะนำเพิ่มเติมว่าควรให้เด็กได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ปกครอง ครู หรือผู้ใหญ่ที่ไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อให้รู้สึกปลอดภัย สงบ และรู้สึกเชื่อมโยงกับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงพัฒนาไปเป็น PTSD ในระยะยาว

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ และ ไม่ควรทำ
|
ควรทำ
|
ไม่ควรทำ
|
| ให้ลูกเล่าเรื่องตามความสมัครใจ |
บังคับหรือซักถามเหตุการณ์ซ้ำ ๆ |
| รักษากิจวัตรประจำวันให้ใกล้เคียงปกติ |
ปล่อยให้ลูกอยู่ลำพังเป็นเวลานาน |
| พูดคุยด้วยน้ำเสียงสงบ มองปัจจุบันเชิงบวก |
พูดตำหนิหรือบอกว่า “อย่าไปคิดถึงมัน” |
| จำกัดการรับสื่อภาพข่าวรุนแรงซ้ำ ๆ |
เปิดข่าวหรือคลิปเหตุการณ์ให้เด็กดูซ้ำ |
| สังเกตอาการต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน |
มองข้ามอาการที่ไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงขึ้น |
เมื่อไหร่ควรพาลูกไปพบจิตแพทย์เด็ก?
หากอาการของลูกไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ หรือมีอาการรุนแรง เช่น แยกตัวจากสังคม ฝันร้ายถี่ ตื่นตระหนกง่ายผิดปกติ ผลการเรียนตกลงอย่างเห็นได้ชัด หรือมีท่าทีซึมเศร้าต่อเนื่อง พ่อแม่ควรพาไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นโดยเร็ว เพราะ HealthyChildren.org ระบุว่าเด็กที่เผชิญหรือเป็นพยานเหตุการณ์รุนแรงอาจต้องได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อรับมือกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น และกุมารแพทย์สามารถช่วยแนะนำผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมให้ได้
หากพบว่าลูกพูดถึงความรู้สึกอยากตายหรือมีท่าทีคิดทำร้ายตัวเอง ให้ถือเป็นสัญญาณฉุกเฉินที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
หยุด! คำพูดทำร้ายจิตใจเด็ก คำพูดที่แม่คิดว่าล้อเล่น คือมีดที่กรีดใจลูกทุกวัน
12 สัญญาณเตือน! การเลี้ยงดูที่ผิดพลาด คุณกำลัง “เลี้ยงลูกด้วยความรุนแรง” อยู่!
สอนลูกให้สู้คน เผชิญหน้าอย่างมั่นใจโดยไม่ใช้ความรุนแรง
แหล่งอ้างอิง
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!