ทำยังไงดี ลูกอยากเลี้ยงแมวแต่เป็นภูมิแพ้ มีอาการคันตา น้ำมูกไหล จามไม่หยุดทุกครั้งที่เข้าใกล้เจ้าเหมียว บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปหาคำตอบว่า เป็นภูมิแพ้เลี้ยงแมวได้ไหม ? พร้อมเจาะลึกทุกแง่มุม ทั้งสาเหตุของโรคภูมิแพ้ วิธีรับมือ และเคล็ดลับในการดูแลบ้าน ดูแลลูก และดูแลน้องแมว เพื่อให้ทุกคนในครอบครัว รวมถึงเจ้าเหมียวตัวน้อย อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ทำความเข้าใจอาการแพ้ขนสัตว์
แม้เจ้าเหมียวจะเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรัก ที่ช่วยเติมเต็มความสุขให้กับครอบครัว สร้างเสียงหัวเราะ ช่วยคลายเหงา แถมยังมีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่าการเลี้ยงแมวช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าได้ แต่รู้หรือไม่ว่า เจ้าแมวขนปุกปุยเหล่านี้อาจทำให้หลายคนต้องทรมานกับอาการคัน จาม น้ำมูกไหล โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มักจะแสดงอาการแพ้ได้ชัดเจนกว่าผู้ใหญ่ โดยข้อมูลจากสภากาชาดไทยระบุว่า คนไทยมีอาการแพ้ขนแมวสูงถึง 10-15% เลยทีเดียว
อะไรคือสาเหตุของภูมิแพ้แมว
หลายคนเข้าใจผิดว่า “ขนแมว” คือตัวการหลักของอาการแพ้ แต่จริงๆ แล้ว อาการแพ้เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ที่มาจากน้ำลาย ต่อมไขมัน ผิวหนัง และปัสสาวะของแมว ซึ่งสารก่อภูมิแพ้นี้จะติดอยู่กับขนแมวเวลาที่มันเลียขนทำความสะอาดตัวเอง จากนั้นก็จะปลิวฟุ้งอยู่ในอากาศ เกาะตามเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า และที่นอน เมื่อเราสูดดมหรือสัมผัสเข้าไป ระบบภูมิคุ้มกันก็จะตอบสนอง ทำให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ ดังนั้น คนที่เป็นภูมิแพ้ แม้จะไม่ได้เลี้ยงแมว แต่หากไปสัมผัสกับคนหรือสิ่งของที่มีสารก่อภูมิแพ้ปนเปื้อนอยู่ ก็อาจมีอาการแพ้ได้เช่นกัน

อาการแพ้แมว มีอะไรบ้าง
อาการแพ้แมวแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความไวของระบบภูมิคุ้มกัน และปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับ โดยทั่วไป อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- ระบบทางเดินหายใจ คันจมูก จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก คันคอ หายใจลำบาก มีเสียงหวีดในปอด
- ดวงตา คันตา ตาแดง น้ำตาไหล
- ผิวหนัง ผื่นแดง คัน บวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลำคอ และหน้าอก
ในรายที่มีอาการรุนแรง หรือมีโรคประจำตัวอย่างโรคหอบหืด อาจเกิดอาการหอบหืดกำเริบ หายใจไม่ออก ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้น หากลูกน้อยมีอาการแพ้แมว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง
ภูมิแพ้แมว รุนแรงแค่ไหน
ความรุนแรงของอาการแพ้แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล อาการแพ้แมวมีความหลากหลาย บางคนอาจมีอาการเล็กน้อย เช่น คันจมูก จาม เป็นครั้งคราว ในขณะที่บางคนอาจมีอาการรุนแรง เช่น หายใจไม่ออก ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่สัมผัส ความไวของระบบภูมิคุ้มกัน พันธุกรรม และโรคประจำตัว
เป็นภูมิแพ้เลี้ยงแมวได้ไหม
หากถามว่า เป็นภูมิแพ้เลี้ยงแมวได้ไหม คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการแพ้ และความพร้อมในการปรับตัวของครอบครัวค่ะ
- หากลูกมีอาการแพ้เล็กน้อย เช่น คันจมูก จาม เป็นครั้งคราว การเลี้ยงแมวก็อาจเป็นไปได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในบ้าน ในการดูแลความสะอาด หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และดูแลสุขภาพของลูกอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการปรึกษาแพทย์ และการใช้ยาตามคำแนะนำ
- แต่หากลูกมีอาการแพ้รุนแรง เช่น หายใจไม่ออก ผื่นขึ้นทั้งตัว การเลี้ยงแมวอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของลูก
ลองพาลูกไปเล่นกับแมวที่บ้านเพื่อน หรือร้านคาเฟ่แมว เพื่อประเมินอาการ หากพบว่าลูกมีอาการแพ้รุนแรง ก็ควรพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ค่ะ
การเลี้ยงแมวจะทำให้ ภูมิแพ้กำเริบหรือไม่
โรคภูมิแพ้ และโรคหอบหืด ไม่ได้เกิดจากขนแมวเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา มลภาวะ ควันบุหรี่ ฯลฯ ดังนั้น การที่ลูกมีอาการแพ้ ไม่ได้หมายความว่า จะแพ้ขนแมวเสมอไปนะคะ อย่างไรก็ตาม ขนแมวก็เป็นหนึ่งในสารก่อภูมิแพ้ ที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ในบางคน แต่ไม่ใช่ทุกคนค่ะ

วิธีป้องกันอาการแพ้ขนแมว
แม้การไม่เลี้ยงแมวจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันอาการแพ้ แต่สำหรับครอบครัวที่ตัดสินใจรับเจ้าเหมียวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งแล้ว เรามีวิธีลดความเสี่ยง และป้องกันอาการแพ้ เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ดังนี้ค่ะ
|
วิธีป้องกันอาการแพ้ขนแมว
|
1. เลือกแมวที่เหมาะสม |
- แมวบางสายพันธุ์ มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่า เช่น แมวสฟิงซ์ แมวไซบีเรียน
|
2. จัดสรรพื้นที่ |
- กำหนดเขตปลอดภัย: ควรมีพื้นที่ “ปลอดแมว” โดยเฉพาะห้องนอนของลูก เพื่อลดการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้
- จัดการห้องน้ำแมว: เลือกใช้ห้องน้ำแมวแบบปิด และทำความสะอาดเป็นประจำ เพื่อป้องกันกลิ่น และการแพร่กระจายของเชื้อโรค
|
3. ดูแลความสะอาดบ้าน |
- กำจัดฝุ่น: ดูดฝุ่น ถูพื้น เช็ดเฟอร์นิเจอร์ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยเฉพาะบริเวณที่แมวชอบอยู่
- ทำความสะอาดของใช้: ซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม เป็นประจำ และทำความสะอาดของเล่นแมว ที่นอนแมวด้วย
- เลือกใช้วัสดุที่ทำความสะอาดง่าย: เฟอร์นิเจอร์ เช่น โซฟา ควรเลือกแบบที่ทำจากหนัง หรือวัสดุที่เช็ดทำความสะอาดง่าย หลีกเลี่ยงผ้า หรือพรม ที่เป็นแหล่งสะสมฝุ่น
- ฟอกอากาศ: ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ โดยเฉพาะในห้องนอน เลือกชนิดที่มี HEPA filter ซึ่งสามารถกรองฝุ่น ละออง และสารก่อภูมิแพ้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอย่าลืมทำความสะอาด หรือเปลี่ยนไส้กรอง ตามกำหนด
- ดูแลระบบปรับอากาศ: ล้างทำความสะอาดไส้กรองแอร์ และเปลี่ยนเมื่อถึงกำหนด เพื่อป้องกันการสะสมของฝุ่น และเชื้อโรค
|
4. ดูแลความสะอาดแมว |
- อาบน้ำ: อาบน้ำแมวเป็นประจำ อย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง เพื่อลดการสะสมของสารก่อภูมิแพ้บนตัวแมว
- แปรงขน: แปรงขนแมวทุกวัน เพื่อกำจัดขน และลดการฟุ้งกระจายของสารก่อภูมิแพ้
|
5. ป้องกันตัวเอง |
- ล้างมือ: ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสแมว หรือทำความสะอาดบ้าน
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส: ไม่ควรให้แมวนอนบนเตียง หรือเข้าใกล้บริเวณที่ลูกใช้ชีวิตเป็นประจำ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น
- สวมหน้ากาก: สวมหน้ากากอนามัย ขณะทำความสะอาดบ้าน หรือสัมผัสกับสิ่งของที่อาจมีสารก่อภูมิแพ้
- สังเกตอาการ: สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการแพ้กำเริบ ควรปรึกษาแพทย์ทันที
- ดูแลสุขภาพ: เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ
|
6. ปรึกษาแพทย์ |
- ตรวจหาสาเหตุ: หากลูกมีอาการแพ้ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด และรับการรักษาที่เหมาะสม
- พิจารณาการรักษา: แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยา เช่น ยาแก้แพ้ ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก หรือยาขยายหลอดลม ในกรณีที่จำเป็น
- ปรึกษาเรื่องวัคซีน: ในรายที่มีอาการแพ้รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาการฉีดวัคซีนภูมิแพ้
|
สุดท้ายนี้ หวังว่าคุณพ่อคุณแม่จะได้คำตอบแล้วว่า เป็นภูมิแพ้เลี้ยงแมวได้ไหม อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลี้ยงแมว ควรพิจารณาถึงสุขภาพ และความปลอดภัยของลูกเป็นสำคัญ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์ และศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนนะคะ
ที่มา : โรงพยาบาลสินแพทย์ , โรงพยาบาลพญาไท
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เลี้ยงเด็กกับแมว เลี้ยงลูกกับแมวอันตรายไหม มาดูประโยชน์ของการเลี้ยงลูกกับแมว
แนะนำเคล็ดลับ วิธีเล่นกับแมว อย่างถูกต้อง ที่จะทำให้น้องแมวรักเหล่าเรามากขึ้น!
อากาศชื้น ระวัง! ลูกน้อยเสี่ยงเป็น เชื้อราแมว
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!