เอดส์ กับ HIV แตกต่างกันอย่างไร

เอดส์ กับ HIV แตกต่างกันอย่างไร

ทุกๆท่านทราบหรือไม่คะว่า ทุกๆวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปีคือวันต้านเอดส์โลก สัญลักษณ์ก็คือลิบบิ้นสีแดง จุดมุ่งหมายของวันนี้ก็คือ พยายามหยุดยั้งโรคเอดส์ ให้ความเห็นใจ ห่วงใยต่อผู้ติดเชื้อและให้ทุกคนได้เรียนรู้เกี่ยวกับโรค เอดส์ วันนี้ทีมงานจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์และเผยแพร่ความรู้ให้กับทุกคนค่ะ

พญ นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์

พญ นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าแผนกป้องกันและหัวหน้าหน่วยวิจัยเสิร์ช ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย

พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าแผนกป้องกันและหัวหน้าหน่วยวิจัยเสิร์ช ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างเชื้อ HIV และเอดส์ ว่า ปัจจุบันทางการแพทย์พยายามเปลี่ยนคำว่า ผู้ติดเชื้อเอดส์ มาเป็นผู้ติดเชื้อ HIV มากขึ้น เนื่องจากโดยหลักการ เชื้อ HIV คือ เชื้อไวรัส ซึ่งคนที่ติดเชื้อ HIV โดยส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะผู้ป่วย ดังนั้น ทางการแพทย์จึงไม่เรียกว่าผู้ติดเชื้อ HIV ว่า ผู้ป่วย แต่จะใช้เรียกว่า ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV แทน

เชื้อ HIV แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1. ระยะแรก เป็นระยะที่ไม่มีอาการ ซึ่งจะเรียกว่า อยู่ในภาวะเริ่มติดเชื้อ และเมื่อเวลาผ่านไป 5-7 ปี จะเข้าสู่ 2. ระยะที่สอง เรียกว่า ระยะเริ่มมีอาการ จะมีลักษณะของตุ่มขึ้นตามร่างกาย มีเชื้อราในปาก งูสวัด เป็นต้น และหลังจากระยะที่สอง จะใช้เวลาเพียง 1-2 ปี ก็จะเข้าสู่ 3. ระยะที่สาม ซึ่งเป็นขั้นรุนแรง จะเรียกว่า ระยะเอดส์เต็มขั้น เนื่อง จากในระยะนี้ ภูมิคุ้มกันจะตกค่อนข้างรวดเร็ว และจะมีอาการ เช่น เชื้อราขึ้นสมอง วัณโรค ต่อมน้ำเหลืองกระจายทั่วร่างกาย ปอดอักเสบ หรือเชื้อไวรัสขึ้นจอตาถึงขั้นตาบอด เป็นต้น ซึ่งระยะนี้ ผู้ติดเชื้อเอดส์ จะค่อนข้างป่วยหนักถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล

 

เสี่ยงคืออะไร ใครบ้างคือผู้มีความเสี่ยง…

ทั้งนี้ เชื้อ HIV สามารถติดต่อกันได้ 3 ช่องทาง ดังนี้
1. ทางเพศสัมพันธ์ แม้จะเป็นการมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวในชีวิต หรือมีเพศสัมพันธ์กับสามีและภรรยาของตนเองก็ตาม หากไม่มีการป้องกันในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ก็ถือว่าเป็นผู้มีความเสี่ยง เนื่องจากจะไม่มีทางรู้ได้ว่าสามีหรือภรรยาของเรานั้น เคยมีเพศสัมพันธ์กับใครมาก่อน เพราะฉะนั้นหากใครคิดว่าตนเองมีพฤติกรรมที่เสี่ยงไม่มากนัก ก็ควรตรวจเลือดสักครั้งในชีวิต แต่หากรู้ตัวว่าพฤติกรรมเสี่ยงสูง ก็ควรตรวจปีละ 1 ครั้ง
2. ทางเลือด จะเป็นการติดต่อกันจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เช่น เข็มฉีดยาเสพติด เข็มฉีดโบท็อกซ์  เข็มฉีดฟีลเลอร์ หรือแม้แต่ใช้เข็มฉีดร่วมกันเอง เป็นต้น
3. จากแม่สู่ลูก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่จะไม่มีเด็กที่ติดเชื้อจากแม่อีก ต่อไป แต่อาจเหลือเพียงส่วนน้อยหรือแทบจะเป็น 0% แล้ว ซึ่งที่กำลังเป็นปัญหาและเกิดขึ้นอยู่คือ เด็กที่คลอดจากแม่ต่างด้าว

พญ.นิตยา กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ยินยอมที่จะตรวจเลือด คือ หลายคนมักคิดว่าตัวเองไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง เพราะไม่ได้สำส่อน ฉะนั้นจึงต้องให้ความรู้กันใหม่ว่า หากคุณคือผู้ที่มีความเสี่ยงเพียงครั้งเดียวในชีวิต ก็ควรตรวจเลือดหาเชื้อ HIV เพราะหากตรวจพบว่าเลือดเป็นบวก จะได้รีบเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทัน หากเลือดเป็นลบก็จะได้ทราบถึงวิธีป้องกันต่อไป เพราะฉะนั้น ณ ปัจจุบัน ไม่ว่าผลตรวจเลือดจะเป็นบวกหรือลบ ล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น ขอแค่อย่ากลัวที่จะเดินเข้ามาตรวจเลือด

“สำหรับในช่วงระยะ 5 ปีมานี้ พบว่า แทบจะไม่พบผู้ป่วยระยะเอดส์เลย เนื่องจากจะพูดกันอยู่เสมอว่า เมื่อมีภาวะความเสี่ยงเกิดขึ้น ให้รีบตรวจเลือด และหากตรวจพบเชื้อ HIV อยู่ในเลือด จะต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาและกินยาต้านไวรัสทันที โดยไม่ต้องรอให้ภูมิคุ้มกันตกไปสู่ระยะเอดส์เต็มขั้น เพราะฉะนั้นหากผู้ติดเชื้อ HIV รู้ตัวเร็ว ได้รับการรักษาและกินยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงที ก็จะไม่นำไปสู่ระยะที่สองและระยะที่สามเกิดขึ้น” พญ.นิตยา กล่าว

สิ่งที่หลายคนอยากรู้! ผู้ติดเชื้อ HIV มีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่?

พญ.นิตยา ไขข้อข้องใจให้ฟังว่า ปัจจุบันไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ มีแฟน หรือแต่งงาน ในผู้ที่ติดเชื้อ HIV เนื่องจากการกินยาต้านไวรัส ภายในระยะเวลา 6 เดือน หรือ 12 เดือน พบว่า ผลการตรวจเลือดแทบจะ 100% นั้น ไม่มีเชื้อ HIV อยู่ในเลือดแล้ว เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะถ่ายทอดเชื้อไปให้คนอื่นแทบเป็นศูนย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ต้องใส่ถุงยางอนามัย เพราะอย่างไรก็ดี สิ่งที่ยังคงน่าวิตกกังวลอีกเรื่องคือ การถ่ายทอดหรือรับเชื้ออื่นเข้ามาร่วมด้วย เช่น หนองใน หนองในเทียม ซิฟิลิส ฯลฯ

แม่ท้อง

หมดห่วง! แพลนอย่างไรให้เชื้อ HIV ไม่ตกสู่ลูก…?

พญ.นิตยา กล่าวต่อว่า ผู้ติดเชื้อ HIV ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เมื่อแต่งงานและวางแผนจะมีลูกด้วยกัน ก็สามารถทำได้ ตามวิธีต่างๆ ดังนี้ ในกรณีที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายติดเชื้อ HIV

วิธีที่ 1 คือ ผู้หญิงจะต้องกินยาต้านไวรัสให้เชื้อถูกกดทับลงไปสนิท หรือไม่พบเชื้อ HIV ในเลือดอีก จากนั้นสามารถมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ต้องใส่ถุงยางอนามัย เพื่อให้มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก่อนมีเพศสัมพันธ์ ผู้ชายก็ต้องกินยาป้องกันเชื้อ HIV ชื่อว่า “PrEP” ควบคู่ไปด้วย โดยกินวันละ 1 เม็ด ก่อนมีเพศสัมพันธ์ 2-3 สัปดาห์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ 3-4 สัปดาห์ เพื่อป้องกันเชื้อ HIV จากฝ่ายหญิง

ส่วนวิธีที่ 2 คือ เก็บน้ำเชื้ออสุจิของผู้ชาย และฉีดเข้าไปในช่องคลอดผู้หญิง

สำหรับกรณีที่ผู้ชายเป็นฝ่ายติดเชื้อ HIV วิธีที่ 1 คือ นำน้ำเชื้ออสุจิมาปั่นล้าง และตรวจก่อนว่าไม่มีเชื้อ HIV แล้ว จึงจะสามารถฉีดเข้าไปในช่องคลอดผู้หญิงเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้น อย่างไรก็ตาม ลูกจะได้รับเชื้อ HIV ด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้หญิง หากผู้หญิงไม่มีเชื้อ ลูกก็จะไม่ได้รับเชื้อแน่นอน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ต้องป้องกันไม่ให้ผู้หญิงติดเชื้อจากผู้ชายในระหว่างมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ ป้องกัน ซึ่งปัจจุบันก็มีคู่รักหลายร้อยคู่ที่มีลูกกันด้วยวิธีต่างๆ เหล่านี้ ฉะนั้นจะเห็นว่า การติดเชื้อ HIV ไม่ได้เป็นปัญหาในการมีลูกหรือทำลายชีวิตคู่

ดื่มน้ำร่วมแก้ว กินอาหารร่วมช้อน กับ ผู้ติดเชื้อ HIV ได้หรือไม่?

นอกจากนี้ ปัญหาอีกอย่างที่หลายคนยังคงสงสัย คือ ผู้ติดเชื้อ HIV จะสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติหรือไม่? พญ.นิตยา อธิบายให้ฟังว่า หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ที่ยังไม่มียาต้านไวรัส ผู้ที่รู้ตัวว่าติดเชื้อ HIV จะเครียดและกังวลว่าจะสามารถอยู่ได้อีกกี่ปี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจใหม่ว่า ในข้อเท็จจริงแล้ว ผู้ติดเชื้อ HIV สามารถมีอายุไขเท่ากับผู้ที่ไม่มีเชื้อ ขึ้นอยู่กับว่า รู้ตัวเร็ว และเข้าสู่กระบวนการรักษาได้เร็วหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดังนั้น การที่ผู้ติดเชื้อ HIV รู้ตัวเร็ว กินยาต้านไวรัสได้เร็ว ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม การติดต่อของเชื้อ HIV ยังคงติดต่อ 3 ทางเท่านั้น คือ ทางเพศสัมพันธ์ เลือด และแม่สู่ลูก นอกเหนือจากนั้นไม่ใช่วิธีการของการจะติดเชื้อที่จะเกิดในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นการรับประทานอาหารช้อนเดียวกัน ดื่มน้ำร่วมแก้ว การจูบ หรือแม้แต่ยุงกัดผู้ติดเชื้อ HIV แล้วไปกัดอีกคน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัจจัยหรือสาเหตุให้มีการติดเชื้อ HIV เกิดขึ้น

เชื้อ HIV ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด “ถ้ารู้เร็ว ก็สามารถดูแลตัวเองได้เร็ว” 

พญ.นิตยา กล่าวถึงแนวทางการป้องกันการติดเชื้อ HIV ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV ประมาณ 10,000 คนต่อปี โดยอันดับ 1 คือ ติดเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการรณรงค์และเตือนกันอยู่เสมอว่า วิธีพื้นฐานและสามารถป้องกันได้ดีก็คือ การใช้ถุงยางอนามัยในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง ดังนั้นการตรวจเลือดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากรู้ตัวเร็ว เข้าสู่การรักษาได้เร็ว ก็ไม่มีทางที่เชื้อจะกระจายไปสู่ระยะที่สองและสามได้แน่นอน แต่สิ่งที่คนทั่วไปยังเข้าใจผิดกันอยู่ก็คือ ต้องรอให้มีความเสี่ยงไปแล้วระยะหนึ่ง หรือประมาณ 3 เดือนก่อน จึงไปตรวจเลือดและเข้าสู่กระบวนการรักษา ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก ฉะนั้นหากรู้ตัวว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงปุ๊บ จะต้องตรวจเลือดทันที

“ทั้งนี้ แม้ผลเลือดจะพบว่า ระดับภูมิคุ้มกันตก จนเชื้อ HIV ถึงขั้นเข้าสู่ระยะที่สองและสามแล้ว แต่กระบวนการรักษาโดยการกินยาต้านไวรัสในปัจจุบัน ก็สามารถฟื้นกลับมาสู่ภาวะสงบได้ เพราะเชื้อเหล่านี้ สามารถย้อนจากระยะที่สามมาสู่ระยะที่สองและหนึ่งได้ แต่อาจมีบางรายที่ป่วยหนักถึงขั้นเชื้อราขึ้นสมอง กรณีนี้ก็ยากที่จะเยียวยาเช่นเดียวกับโรคอื่นๆ แต่ก็เกิดขึ้นเป็นส่วนน้อย เพราะฉะนั้น เชื้อ HIV ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด” พญ.นิตยา กล่าวทิ้งท้าย

เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าเชื้อไวรัส HIV นั้น ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด “ถ้ารู้เร็ว ก็สามารถดูแลตัวเองได้เร็ว” แต่อย่างไรก็ดี หากเป็นไปได้ อย่านำตัวเองเข้าไปอยู่ในภวังค์ความเสี่ยง และปล่อยให้เชื้อไวรัสที่ไม่มีใครมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ มาทำลายสุขภาพจิตและประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตเลย…

 

ขอบคุณที่มาของแหล่งข่าว: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

บทความอื่นที่สัมพันธ์กัน:

7 สิ่งที่ผู้หญิงไม่ควรอายเมื่อพบสูตินรีแพทย์

วิธีคุยกับลูกเรื่องการมีเพศสัมพันธ์

 

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

Muninth

app info
get app banner