วิธีแก้ลูกหายใจครืดคราด ทำได้หลายวิธี ทั้งล้างจมูก จัดท่านอน และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น พร้อมรู้สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์
ทำไมเสียง ลูกหายใจครืดคราด ถึงทำให้แม่กังวล?
สำหรับพ่อแม่มือใหม่ การได้ยินเสียงลูกน้อยหายใจดังครืดคราด โดยเฉพาะตอนกลางคืน อาจทำให้กังวลทันที หลายครั้งเสียงนี้อาจหายไปเอง แต่บางครั้งก็ต้องหา วิธีแก้ลูกหายใจครืดคราด อย่างถูกต้อง เพื่อช่วยให้ลูกหายใจสะดวกขึ้นและป้องกันโรคร้ายแรงตามมา
ตามข้อมูลจาก American Academy of Pediatrics (AAP) ระบุว่าเสียงหายใจผิดปกติเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่พ่อแม่พาลูกไปหาหมอ
หายใจครืดคราดคืออะไร?
อาการหายใจครืดคราด คือการที่ทารกมีเสียงดังผิดปกติระหว่างหายใจ เช่น ครืดคราด เสียงหวีด หรือเสียงเสมหะติดคอ ซึ่งพ่อแม่สามารถใช้ วิธีแก้ลูกหายใจครืดคราด ได้ตั้งแต่เบื้องต้น เช่น ล้างจมูก หรือจัดท่านอนให้ถูกต้อง เพื่อลดการอุดกั้นของทางเดินหายใจ
สาเหตุที่ลูกหายใจครืดคราด
ลูกอาจมีเสียงหายใจครืดคราดได้จากหลายปัจจัย เช่น
- เป็นหวัดและคัดจมูก
- ติดเชื้อ RSV หรือหลอดลมอักเสบ
- แพ้ฝุ่นหรือควันบุหรี่
- อากาศเปลี่ยนแปลง
- โครงสร้างทางเดินหายใจยังไม่สมบูรณ์
หากพ่อแม่เข้าใจสาเหตุ ก็จะเลือกวิธีแก้ลูกหายใจครืดคราดที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้นค่ะ
วิธีแก้ลูกหายใจครืดคราด ที่พ่อแม่สามารถทำได้เองที่บ้าน
อาการหายใจครืดคราด มักเกิดจากน้ำมูกหรือเสมหะเล็กน้อยที่อุดตันในทางเดินหายใจ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยบรรเทาได้ด้วย วิธีแก้ลูกหายใจครืดคราด ที่ง่ายและปลอดภัยดังนี้
1. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
การหยอดหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ 0.9% เป็นวิธีที่กุมารแพทย์แนะนำมากที่สุด เพราะช่วยทำให้น้ำมูกที่เหนียวข้นอ่อนตัวลง และถูกดูดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้จมูกโปร่ง หายใจสะดวกขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยา
เคล็ดลับแม่ ๆ: ใช้ลูกยางหรือเครื่องดูดน้ำมูกดูดออกเบา ๆ หลังหยอดน้ำเกลือ จะช่วยให้ลูกหายใจโล่งขึ้นมาก

2. จัดท่านอนที่ถูกต้อง
ท่านอนมีผลต่อการหายใจของลูกโดยตรง โดยเฉพาะเวลาที่จมูกอุดตัน
- ให้ลูกนอนหงาย ยกศีรษะเล็กน้อย เช่น ใช้ผ้าขนหนูม้วนวางใต้ที่นอนบริเวณศีรษะ
- หลีกเลี่ยงการหนุนหมอนหนามากเกินไปในเด็กเล็ก เพราะเสี่ยงต่อการหายใจติดขัดและ SIDS (Sudden Infant Death Syndrome)
3. ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น (Humidifier)
อากาศแห้งเกินไปอาจทำให้เยื่อบุจมูกบวมและมีน้ำมูกมากขึ้น การใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอนจะช่วยให้อากาศชุ่มชื้นขึ้น ลดการระคายเคือง และช่วยให้ลูกหายใจสบาย โดยเฉพาะในช่วงที่เปิดแอร์บ่อย ๆ
4. หลีกเลี่ยงฝุ่น ควัน และกลิ่นแรง
สิ่งแวดล้อมรอบตัวมีผลต่ออาการหายใจครืดคราดอย่างมาก
- หลีกเลี่ยงควันบุหรี่และควันธูป
- ทำความสะอาดห้องนอนและเครื่องนอนเป็นประจำ
- หากมีสัตว์เลี้ยง ควรแยกพื้นที่นอนออกจากลูกเพื่อลดขนและสารก่อภูมิแพ้
5. ให้นมบ่อย ๆ
การให้นมจะช่วยให้ร่างกายลูกได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ทำให้เสมหะและน้ำมูกไม่เหนียวเกินไป นอกจากนี้ การดูดนมยังช่วยให้ลูกสงบและผ่อนคลาย จึงหายใจสะดวกขึ้น
ลูกหายใจครืดคราด ควรนอนท่าไหน?
พ่อแม่หลายคนสงสัยว่า วิธีแก้ลูกหายใจครืดคราดตอนนอน ควรทำอย่างไร นอนท่าไหนดี มีคำแนะนำดังนี้
- แนะนำให้นอนหงาย ยกศีรษะเล็กน้อย
- ห้ามใช้หมอนหนุนสูงเกินไปในเด็กเล็ก
ลูกหายใจครืดคราดแบบไหนอันตราย?
แม้จะมี วิธีแก้ลูกหายใจครืดคราด หลายอย่างที่ช่วยได้ แต่หากลูกมีอาการดังนี้ ควรรีบพาไปหาหมอ
- หายใจลำบาก หน้าอกบุ๋ม
- ไข้สูง
- เล็บหรือปากเขียว
- ไม่กินนม ซึมลง
ท่าเคาะปอด เมื่อลูกมีเสมหะ
การใช้ ท่าเคาะปอด สามารถช่วยขับเสมหะและทำให้ลูกหายใจโล่งขึ้น
ท่าที่ 1: อุ้มลูกหันหน้าเข้าหาอกและเคาะด้านหลังส่วนบนเหนือสะบัก
ท่าที่ 2: จัดท่านอนหงายและเคาะบริเวณใต้ราวนม
ท่าที่ 3: ให้ลูกนอนตะแคงและเคาะเหนือชายโครงด้านข้าง
อ่านเพิ่มเติม วิธีเคาะปอด ระบายเสมหะ ช่วยลูกหายใจโล่ง (มีคลิป)!

คำถามที่แม่ๆ สงสัย เมื่อลูกหายใจครืดคราด
1. ลูกหายใจครืดคราดแต่ไม่มีไข้ ต้องกังวลไหม?
โดยทั่วไป หากลูกหายใจครืดคราดแต่ยังไม่มีไข้ กินนมได้ตามปกติ ร่าเริง และไม่แสดงอาการเหนื่อยหอบ มักไม่ใช่เรื่องอันตรายร้ายแรง อาการครืดคราดอาจเกิดจากน้ำมูกหรือน้ำลายที่ค้างอยู่ในโพรงจมูกหรือคอ ซึ่งพ่อแม่สามารถใช้ วิธีแก้ลูกหายใจครืดคราดเบื้องต้น ได้ เช่น ล้างจมูกหรือจัดท่านอนให้ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม HealthyChildren.org แนะนำว่า ถ้าเสียงครืดคราดไม่หายไปใน 3–5 วัน หรือมีอาการอื่น ๆ ตามมา เช่น กินนมน้อยลง ไอถี่ขึ้น หรือมีเสมหะมาก ควรพาลูกไปให้แพทย์ตรวจเพื่อความมั่นใจ เพราะในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการติดเชื้อทางเดินหายใจ
2. ใช้ยาพ่นหรือยาลดน้ำมูกได้ไหม?
คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรซื้อยาพ่นหรือยาลดน้ำมูกมาใช้เองกับทารกหรือเด็กเล็ก เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงและไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เช่น อาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันขึ้น หรือทำให้จมูกบวมมากกว่าเดิมเมื่อหยุดใช้
Mayo Clinic แนะนำ วิธีแก้ลูกหายใจครืดคราดที่ปลอดภัยที่สุด คือการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคือง และใช้เครื่องทำความชื้น ส่วนเรื่องการใช้ยา ควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาและสั่งจ่ายตามความเหมาะสมกับอายุและอาการของลูก

3. ลูกครืดคราดบ่อย ๆ จะกลายเป็นหอบหืดหรือเปล่า?
เสียงหายใจครืดคราดในเด็กเล็ก ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกลายเป็นโรคหอบหืดเสมอไป อาการครืดคราดจากน้ำมูกหรือติดเชื้อหวัดแตกต่างจากเสียงหวีด (wheezing) ที่สัมพันธ์กับโรคหอบหืด
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจาก National Institutes of Health (NIH) พบว่า เด็กที่มีเสียงหายใจหวีดบ่อย ๆ โดยเฉพาะถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้หรือหอบหืด มีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาไปเป็นโรคหอบหืดเมื่อโตขึ้น ดังนั้น หากลูกมีอาการครืดคราดหรือหวีดเป็นประจำ ควรพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อทำการประเมินและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
4. ควรพาไปพบหมอบ่อยแค่ไหน?
การพาลูกไปพบแพทย์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและความถี่ที่เกิดขึ้น โดยหลักทั่วไปคือ
- ถ้าลูกครืดคราดเล็กน้อย แต่ไม่มีไข้ ยังกินนมและเล่นได้ปกติ อาจสังเกตอาการที่บ้านพร้อมใช้ วิธีแก้ลูกหายใจครืดคราด เช่น ล้างจมูกและดูแลสิ่งแวดล้อมให้ปลอดฝุ่น
- ถ้ามีอาการร่วม เช่น หายใจแรง หน้าอกบุ๋ม เล็บหรือริมฝีปากเขียว ซึมลง หรือไม่ยอมกินนม ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
- หากอาการครืดคราดเกิดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ แม้ไม่รุนแรง ก็ควรนัดพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
วิธีป้องกันไม่ให้ลูกหายใจครืดคราดบ่อย
1. หลีกเลี่ยงควันและฝุ่น: ช่วยป้องกันไม่ให้อาการหายใจครืดคราดรุนแรงขึ้น
2. ให้ลูกหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้แพ้: หากลูกมีอาการแพ้ เช่น ควันบุหรี่ ควันรถยนต์
3. ดูแลสุขภาพโดยรวม: รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และนอนหลับให้เพียงพอ
อาการหายใจครืดคราดในทารกเป็นเรื่องที่พ่อแม่เจอบ่อย แต่หากรู้จัก วิธีแก้ลูกหายใจครืดคราด ที่ถูกต้อง เช่น ล้างจมูก จัดท่านอน หรือใช้เครื่องทำความชื้น ก็สามารถช่วยให้ลูกหายใจสะดวกขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที
ได้รับการตรวจสอบข้อมูลโดย นพ. ชัยวัฒน์ เชื้อพันธุ์ แพทย์ หู คอ จมูก ภูมิแพ้

แหล่งอ้างอิง
โรงพยาบาลเด็กสินแพทย์ , โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ , Pobpad , Nurse Kids , Hdmall , โค้ชเลิศพร สอนแม่และเด็ก , พี่กัลนมแม่ , Babimild , HealthyChildren.org , Mayo Clinic , CDC , Healthline , NIH
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
แม่แชร์ “อุทาหรณ์ลูกเป็นหวัด” แต่กลับต้องผ่าตัดที่เท้า!
แม่โพสต์! ลูกเป็นหวัดนาน ป่วยบ่อย อย่าชะล่าใจ สุดท้ายสูญเสียการได้ยิน
20 กุมารแพทย์เก่ง ๆ รายชื่อหมอเด็กในใจคุณแม่ มีท่านไหนบ้าง ?
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!