ภัยเงียบมะเร็งปากมดลูกอันตรายใกล้ตัวคุณ

ภัยเงียบมะเร็งปากมดลูกอันตรายใกล้ตัวคุณ

คำโบราณที่ว่า “เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก” แต่ในครั้งนี้ขอโยงไปในเรื่องของสุขภาพนะคะ โดยเฉพาะมดลูกมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้ทั้งปากมดลูก โพรงมดลูก กล้ามเนื้อมดลูก เป็นต้น ลองมาเช็คดูกันนะคะว่า คุณมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่ มีวิธีสังเกต และป้องกันอย่างไร ติดตามอ่านค่ะ

ภัยเงียบมะเร็งปากมดลูกอันตรายใกล้ตัวคุณ

มะเร็งปากมดลูก

ดร.นพ.พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า โรคมะเร็งปากมดลูกพบมากเป็นอันดับ 2 ในสตรีไทยและทั่วโลก ซึ่งในประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตประมาณ 4,500 รายต่อปี และพบผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 8,000 คนต่อปี สาเหตุโรคมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่เกิดจากความอาย จึงไม่กล้าเข้ารับการตรวจคัดกรอง จากสถิติดังกล่าว  ถือว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นอันตรายที่พบได้มากในผู้หญิง  มาทำความรู้จักกับโรคมะเร็งปากมดลูกกันค่ะ

สาเหตุ

มะเร็งปากมดลูก  เป็นมะเร็งที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า HPV (Human Papilloma Virus) ภาษาไทยเรียกกันว่า ไวรัสหูด ส่วนใหญ่ติดต่อจากการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ที่มีรอยถลอกของผิวหรือเยื่อบุ ทำให้เชื้อไวรัสเข้าไปที่ปากมดลูก ปากมดลูกจึงมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อหรือเซลล์ จากปากมดลูกปกติกลายเป็นระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก  ซึ่งถ้าหากมีการติดเชื้อดังกล่าวแล้ว เชื้อไวรัส HPV จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณปากมดลูก โดยอาจจะใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน หรือบางรายอาจจะใช้เวลานานถึง 15 ปีกว่าอาการจะแสดงออกมา

มะเร็งปากมดลูก หากเป็นระยะแรก ๆ ก็จะอยู่เฉพาะบริเวณปากมดลูกเท่านั้น แต่หากเป็นระยะที่รุนแรงมาก มะเร็งก็จะลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ท้องด้านล่าง และบางครั้งอาจลามไปที่ปอดหรืออวัยวะส่วนอื่น ๆ ที่อยู่ไกลด้วยเช่นกัน ซึ่งหากอาการมาถึงระดับนี้แล้ว การรักษาก็จะยากมาก

โรคมะเร็งปากมดลูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

ระยะที่ 0 คือ ระยะเริ่มแรกก่อนเป็นมะเร็ง  คือ  ระยะที่เซลล์ของปากมดลูกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง  สามารถตรวจพบได้จาการตรวจแป๊บสเมียร์ (Pap Smear หรือ Pap Test) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือสอดผ่านและถ่างช่องคลอด จากนั้นจะทำการป้ายเซลล์จากมดลูกส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติหรือเซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งได้

ระยะที่  1  คือ  ระยะที่มีเซลล์มะเร็งอยู่เฉพาะบริเวณปากมดลูกเท่านั้น

ระยะที่ 2  คือ  ระยะที่มะเร็งลุกลามออกจากปากมดลูกไปบริเวณช่องคลอดส่วนบนหรืออุ้งเชิงกรานแต่ยังไม่ลุกลามถึงผนังอุ้งเชิงกราน

ระยะที่ 3  คือ ระยะที่มะเร็งลุกลามไปจนติดผนังอุ้งเชิงกราน หรือก้อนมะเร็งมีการกดทับท่อไตทำให้การทำงานของไตเสื่อมลงจนไตด้านนั้นไม่ทำงาน (หรืออาจจะเป็นไตทั้งสองข้างเลยก็ได้)

ระยะที่ 4  คือ  ระยะที่มะเร็งลุกลามเข้าสู่อวัยวะข้างเคียงคือ  กระเพาะปัสสาวะ  หรือลำไส้ใหญ่  ทวารหนัก หรือมะเร็งกระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น ตับ  ปอด  กระดูก  สมอง  หรือต่อมน้ำเหลือง  เป็นต้น

อ่าน  ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ  คลิก

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ

ฝ่ายหญิง

1.ผู้หญิงที่มีคู่นอนหลายคน จะมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะมีโอกาสได้รับเชื้อมากกว่าผู้หญิงที่มีคู่นอนเพียงคนเดียว

2.การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อยกว่า 17 ปี  ซึ่งเป็นช่วงที่มีการกลายรูปของเซลล์ปากมดลูกมาก  ช่วงนี้จะมีความไวต่อสารก่อมะเร็งสูงมาก  โดยเฉพาะเชื้อเอชพีวี

3.การตั้งครรภ์และการคลอดลูกมากกว่า 4 ครั้งขึ้นไปมีความเสี่ยของการเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น 2–3 เท่า

4.มีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น  เริม  ซิฟิลิส  และหนองใน  เป็นต้น

5.การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานานมากกว่า 5 ปี   10 ปี จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น 1.3 เท่า และ 2.5 เท่าตามลำดับ

6.ไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาก่อน

ฝ่ายชาย

เนื่องจากส่วนใหญ่การติดเชื้อเอชพีวีบริเวณอวัยวะเพศได้มาจากการมีเพศสัมพันธ์  ถือว่ามะเร็งปากมดลูกเกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ และการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีเชื้อเอชพีวี (ซึ่งผู้ชายส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือไม่ตรวจพบเชื้อ) แม้เพียงครั้งเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีและเป็นมะเร็งปากมดลูกได้  ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายชาย  ได้แก่

1.ผู้หญิงที่มีสามีเป็นมะเร็งองคชาติ

2.ผู้หญิงที่แต่งงานกับชายที่เคยมีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูก

3.ชายที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

4.ชายที่มีประสบการณ์ทางเพศตั้งแต่อายุยังน้อย

5.ชายที่มีคู่นอนหลายคน

อาการ

เมื่อกล่าวถึงอาการของมะเร็งปากมดลูก  ลองเช็คดูนะคะว่าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่  ติดตามอ่านค่ะ

1.มีตกขาวมากผิดปกติ  มีกลิ่นเหม็นมาก และมีสีเข้ม ออกไปทางสีน้ำตาลแก่

2.ประจำเดือนมาไม่ปกติ บางครั้งมาแบบกะปริบกะปรอย หรืออาจมามากและนานกว่าปกติ

3.ขณะมีเพศสัมพันธ์และหลังมีเพศสัมพันธ์จะรู้สึกเจ็บและมีเลือดออก

4.มีเลือดออกทางช่องคลอด  โดยเลือดที่ออมานั้นไม่ใช่เลือดประจำเดือน  ลักษณะของเลือดจะออกมาแบบกะปริบกะปรอย

5.มีเลือดออกหลังจากตรวจภายใน  หรือสวนล้างช่องคลอด

6.อยู่ในวัยทองแต่มีเลือดออกคล้ายเลือดประจำเดือน

7.มีอาการอ่อนเพลียและหน้ามืดบ่อยครั้ง

8.เบื่ออาหาร  น้ำหนักลด

9.ปวดท้องน้อย  หรืออุ้งเชิงกราน  เนื่องจากเชื้อมะเร็งลุกลามไปกดทับเส้นประสาท

10.หากมะเร็งปากมดลูกอยู่ในระยะลุกลาม  เชื้อมะเร็งจะลามไปอวัยวะอื่น ๆ ทำให้มีอาการเหล่านี้ตามมา ได้แก่  ปวดหลัง  ขาบวม   ถ่ายเป็นเลือดสด หากโรคลุกลามไปกดทับท่อน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานหรือทำให้ท่อน้ำเหลืองเหล่านั้นอุดตัน  และมีอาการปัสสาวะผิดปกติ  มีอาการของไตวายเฉียบพลันหากลุกลามไปกดทับท่อไต เนื่องจากท่อไตอยู่ติดกับปากมดลูกเป็นต้น

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

1.ควรตรวจหามะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง  หรือเมื่อมีอาการผิดปกติ  เช่น ตกขาว หรือมีเลือดออกผิดปกติ

2.ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจภายใน เพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูก

3.ผู้หญิงที่คุมกำเนิดยาเม็ดคุมกำเนิด  หรือผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยง  ควรได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูกทุก 6 เดือน

4.ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย  หรือการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย

5.ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (จะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป)

อ่าน เรื่องน่ารู้  วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก  คลิก

เรื่องน่ารู้  วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ฉีดได้ตั้งแต่อายุเท่าไร

การฉีดวัคซีนเอชพีวีจะได้ประโยชน์สูงที่สุดถ้าฉีดก่อนที่จะติดเชื้อเอชพีวีหรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพราะการติดเชื้อเอชพีวีส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีเชื้อเอชพีวีอยู่ ซึ่งผู้ชายจะไม่มีอาการผิดปกติ อายุที่มีข้อมูลของการฉีดวัคซีนเอชพีวีคือ 9 ปีขึ้นไป ในต่างประเทศจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนในสตรีวัยแรกรุ่น อายุ 12-14 ปี ด้วยเหตุผล 3 ประการคือ 1.ส่วนใหญ่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ 2.ยังไม่ติดเชื้อเอชพีวี และ3.วัคซีนสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงกว่าในผู้ใหญ่

ต้องฉีดกี่เข็ม

ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม เข็มที่สองและสามห่างจากเข็มแรกสองและสี่เดือนตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิได้เต็มที่เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HPV

ครั้งที่1ให้ฉีดตามที่กำหนด

ครั้งที่สองห่างจากครั้งแรก 1-2 เดือน

ครั้งที่ 3 ห่างจากเข็มแรกประมาณ 6 เดือน

ภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานเท่าไร

จากการคำนวณทางคณิตศาสตร์คาดว่าภูมิคุ้มกันน่าจะอยู่ได้นานอย่างน้อย 20-30 ปี หรืออาจจะนานตลอดชีวิต

มีข้อห้ามในการฉีดหรือไม่  

ข้อห้ามได้แก่
1.ผู้ที่มีอาการแพ้หรือมีภาวะไวเกินต่อสารประกอบในวัคซีน เช่น ยีสต์ และสารเสริมการกระตุ้น

2.ผู้ที่มีอาการที่บ่งชี้ว่าเคยแพ้หรือมีภาวะไวเกินหลังจากการฉีดวัคซีนครั้งแรก

ถ้าตั้งครรภ์ฉีดได้หรือไม่

ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนในขณะตั้งครรภ์ สตรีที่อยู่ระหว่างการฉีดวัคซีนเอชพีวีให้ครบ 3 เข็ม ควรคุมกำเนิดไว้ก่อนจนถึงหลังฉีดเข็มที่ 3 ไปนานอย่างน้อย 1 เดือน หากพบว่าตั้งครรภ์ขณะกำลังได้รับวัคซีนแต่ยังฉีดไม่ครบ ให้ฉีดวัคซีนเข็มที่เหลือต่อในช่วงหลังคลอด

มะเร็งปากมดลูกภัยเงียบที่ใกล้ตัวผู้หญิงเราจริง ๆ นะคะ ดูจากสถิติที่ออกมาเป็นตัวเลขที่น่ากลัวทีเดียว   เมื่อรู้เช่นนี้แล้วก่อนอื่นควรสำรวจตนเองว่ามีภาวะเสี่ยงหรือไม่  และที่สำคัญควรไปตรวจภายในและตรวจคัดกรองมเร็งปากมดลูกเพื่อความปลอดภัย  เพราะโรคนี้ไม่แสดงอาการในช่วงแรกหากตรวจพบได้เร็วจะได้รักษาอย่างรีบด่วนมีโอกาสหายได้นะคะ

อ้างอิงข้อมูลจาก

http://www.siamhealth.net/

http://health.kapook.com/view119819.html

http://haamor.com/th

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

อันตราย!!!ทาแป้งฝุ่นให้น้องหนู (จิ๊มิ)เสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่

แม่ช็อค!!เลือดไหลไม่หยุดหลังหย่านม นึกว่าฮอร์โมนเปลี่ยน ที่แท้เป็นมะเร็ง!

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

app info
get app banner