ท้องแข็ง คนท้อง! 4 พฤติกรรมควรหยุด!!! เมื่อรู้สึกท้องแข็ง

lead image

ในช่วงไตรมาสที่ 3 โดยเฉพาะในเดือนสุดท้าย คือ เดือนที่ 9 คุณแม่อาจเกิดอาการท้องแข็งขึ้นมาได้ อาการท้องแข็งเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่แสดงถึงการเตรียมพร้อมที่จะคลอด มาดูกันว่า คนท้อง เมื่อเกิดอาการท้องแข็งขึ้นมา พฤติกรรมที่ไม่ควรทำคืออะไร และเพราะอะไร ติดตามอ่าน

ท้องแข็ง คนท้อง รู้จักอาการท้องแข็ง

ท้องแข็ง คนท้อง ท้องแข็งตอนท้อง คือ อาการการปวดบริเวณท้องน้อย มดลูก หรือหัวหน่าว ส่วนท้องแข็งตึงนั้น คือ การที่มดลูกบีบรัดตัวแข็งเป็นก้อนกลม ซึ่งหากทิ้งไว้นาน จะทำให้ปากมดลูกเปิด เกิดการคลอดก่อนกำหนดได้ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย คือ การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ดังนั้น คุณแม่ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ

 

ทักเรื่องรูปร่าง ท้องแข็ง คนท้อง! 4 พฤติกรรมควรหยุด!!! เมื่อรู้สึกท้องแข็ง

อาการท้องแข็ง คืออะไร

ท้องแข็ง-คนท้อง การปวดบริเวณท้องน้อย มดลูก หรือหัวหน่าว

อาการท้องแข็งตึง คืออะไร

อาการท้องแข็งตึงนั้น คือ การที่มดลูกบีบรัดตัวแข็งเป็นก้อนกลม ซึ่งหากทิ้งไว้นาน จะทำให้ปากมดลูกเปิด

เมื่อปากมดลูกเปิดแล้วจะเกิดการคลอดก่อนกำหนดได้

สาเหตุที่พบได้บ่อย คือ การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ดังนั้น คุณแม่ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ

สาเหตุอื่น ๆของอาการท้องแข็ง  ได้แก่

  • การร่วมเพศอย่างรุนแรง การมีเพศสัมพันธ์ที่หนักหน่วง เหนื่อย เพลีย แล้วยังทำให้ท้องแข็งได้อีก
  • การทำงานหนัก ยกของหนัก ไม่คำนึงถึงว่า ตัวเองกำลังท้อง ดังนั้น แม่ท้องห้ามทำอะไรเกินกำลัง
  • พักผ่อนน้อย เป็นผลทำให้มดลูกหดรัด และอาจแท้ง หรือคลอดก่อนกำหนดได้ เสี่ยงสุด ๆ

ในคุณแม่ตั้งครรภ์ปกติ อาจมีอาการท้องแข็งตึงได้บ้าง เช่น

  • เวลาพลิกตัว เมื่อย บิดตัวไปมา
  • หรือลูกดิ้น

หากรู้สึกว่าท้องแข็งบ่อยกว่าปกติ ควรนอนพักผ่อนให้มาก ๆ

สัญญาณเตือนคลอดก่อนกำหนด

ถ้าหากนอนพักแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น มีอาการท้องแข็งตึงทุกครึ่งชั่วโมงติด ๆ กัน เป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง ควรให้รีบไปพบแพทย์ทันที โดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการขึ้นพร้อมกัน เพราะจะเป็นสาเหตุให้ทารกคลอดก่อนกำหนดได้

ท้องแข็ง คนท้อง 4 พฤติกรรมควรหยุด! เมื่อรู้สึกท้องแข็ง

1. อย่าจับท้องบ่อย

เพราะยิ่งจับบ่อย ก็ยิ่งแข็งบ่อยนะคะ เพราะมดลูกเป็นอวัยวะที่ประกอบไปด้วย กล้ามเนื้อมากมายและไวต่อการกระตุ้นมาก เอามือจับไปจับมามดลูกก็แข็งตัวขึ้นมาได้ คุณแม่ที่รู้สึกว่าท้องแข็งบ่อยมักจะชอบเอามือไปลูบ ๆ คลำ ๆ อยู่ตลอด ด้วยเป็นกังวลว่า มดลูกมันจะแข็ง ดังนั้น  ไม่ควรใช้มือไปลูบท้องบ่อย ๆนะคะ

2. ห้ามมีเพศสัมพันธ์

ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ ช่วงที่ท้องแข็งบ่อย คุณหมอจำเป็นต้องสั่งงดการมีเพศสัมพันธ์ เพราะการมีเพศสัมพันธ์จะไปกระตุ้นแถวบริเวณปากมดลูก ซึ่งจะทำให้มีการบีบตัวของมดลูกตามมา เพราะถ้าจะเปรียบไปแล้วการกระแทกระเทือนระหว่างมีเพศสัมพันธ์ยิ่งทำให้เกิดอาการท้องแข็งมากขึ้น ที่สำคัญ

หากถึงจุดสุดยอดขึ้น  มดลูกก็จะมีการบีบตัวเป็นจังหวะตามมาอีก  นอกจากนั้นในทางการแพทย์ก็ยังพบว่า  ในน้ำอสุจิจะมีสารเคมีที่ชื่อว่า โปรสต้าแกลนดิน  สารตัวนี้เป็นตัวการสำคัญของธรรมชาติที่ทำให้ปากมดลูกขยายตัวในระหว่างการคลอด  ดังนั้น หากมีเพศสัมพันธ์คุณหมอจะสั่งห้ามให้หลีกเลี่ยงการปล่อยน้ำเชื้อเขาไปข้างในเพราะจะกระตุ้นให้เกิดอาการท้องแข็งและการคลอดได้

3. ห้ามบิดขี้เกียจ

คุณแม่อ่านไม่ผิดหรอกคะ  ห้ามบิดขี้เกียจจริง ๆ  เพราะจะทำให้เกิดอาการท้องแข็ง เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับตอนที่เราบิดผ้าเปียก ๆ นั่นแหละน้ำที่ค้างอยู่ในผ้าจะไหลออกมา เช่นเดียวกับตอนเราบิดขี้เกียจเหมือนกัน ช่องท้องของเราปริมาตรจะเล็กลง ความดันในมดลูกก็สูงขึ้น ท้องก็เลยแข็ง

4. ห้ามกลั้นปัสสาวะ

อย่ากลั้นปัสสาวะ เพราะบริเวณดังกล่าวอยู่ตรงตำแหน่งที่มดลูกอยู่เดิมนั้น   เคยเป็นพื้นที่ของกระเพาะปัสสาวะมาก่อน   พอท้องโตขึ้นมากระเพาะปัสสาวะกับมดลูกก็เลยต้องเบียด  แย่งที่กันอยู่ตรงนั้น  ยิ่งท้องโตขึ้นเรื่อย ๆ กระเพาะปัสสาวะยิ่งจะถูกเบียดเล็กลงเรื่อย ๆ คุณแม่เลยต้องปัสสาวะบ่อยขึ้น คราวนี้หากกลั้นปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะก็จะโป่งมากขึ้น แล้วก็จะไปกดเบียดมดลูกจนมดลูกมีความดันสูงขึ้น ดังนั้น คุณแม่ก็มักจะท้องแข็งบ่อย ตอนกำลังจะปวดปัสสาวะ พอปัสสาวะออกไปแล้วอาการท้องแข็งก็บรรเทาลง

ทีนี้ทราบกันแล้วนะคะ  ว่าหากเกิดอาการท้องแข็งขึ้นมา  ไม่ควรทำพฤติกรรมใด  เพื่อความปลอดภัยของแม่และลูกน้อยนะคะ

 

อ่านอาการคนท้องไตรมาสสุดท้าย หน้าถัดไป

แม่ท้องต้องรู้ บวมแบบไหนอันตราย!?

นอกจากอาการท้องแข็งที่แม่ท้องต้องเจอในขณะตั้งครรภ์ ก็ยังมีอาการบวม ซึ่งอาการบวมเป็นอาการระหว่างตั้งครรภ์โดยมีภาวะแทรกซ้อน คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตว่าอาการบวมที่ผิดปกตินี้ด้วย เพราะอาจส่งผลร้ายต่อทั้งคุณและลูกน้อยได้

  1. อาการบวมที่มีความเจ็บปวดร่วมด้วย โดยเฉพาะบริเวณขา ถ้ามาพร้อมความเจ็บเมื่อไหร่ เป็นไปได้ว่าคุณแม่อาจจะโดน "เส้นเลือดขอด" เล่นงานเข้าแล้ว
  2. หากมีอาการบวมที่มาพร้อมกับอาการปวดหัวไมเกรน หรรืการปวดหัวยาวนานที่ไม่หายไปสักที การมองเห็นภาพเบลอ และมองแสงจ้าไม่ได้ แสบตามเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดด  เป็นไปได้ว่าคุณแม่อาจจะเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ (Pregnancy-induced Hypertension หรือ Pre-eclampsia
  3. อาการบวมร่วมกับการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก อาจเป็นอาหารหนึ่งของโรคหัวใจ ห้ามนิ่งนอนใจเด็ดขาดให้รีบไปโรงพยาบาลหรือติดต่อแพทย์โดยด่วนค่ะ

 

อาการคนท้องไตรมาสสุดท้าย

อาการปกติของคนท้องไตรมาสสุดท้าย ได้แก่

  • มีความอุ้ยอ้ายมากขึ้นและเห็นได้ชัดเจนจากท้องที่ใหญ่และน้ำหนักตัวที่มากขึ้น – น้ำหนักในช่วงไตรมาสนี้ โดยรวมจะเพิ่มประมาณ 5 กิโลกรัม
  • เกิดอาการเจ็บท้องหลอก – เป็นอาการเจ็บท้องจากการหดรัดตัวของมดลูกในช่วงใกล้คลอด คล้ายกับการเจ็บท้องจะคลอดจริง ๆ แต่ยังไม่รุนแรง และจะเจ็บน้อยกว่า
  • อาการริดสีดวงทวาร – น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะเพิ่มแรงดันในร่างกายมากขึ้น ทำให้เส้นบริเวณทวารหนักเกิดการขยาย บวม หรือเกิดเส้นเลือดขอดจนอาจมีอาการริดสีดวงทวารได้
  • หายใจลำบาก – เมื่อมดลูกขยายตัว ดันอวัยวะด้านบนให้ขยับขึ้นไปดันกระบังลม ทำให้พื้นที่ปอดเหลือน้อยลง ขยายตัวได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการหายใจได้ลำบาก หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจสั้นได้
  • มีอาการตัวบวม – นอกจากน้ำหนักที่ทำให้ร่างกายใหญ่ขึ้นแล้ว ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีอาการบวมเกิดขึ้น เนื่องจากมีปริมาณน้ำสะสมตามเนื้อเยื่อมากกว่าปกติ
  • หน้าท้องขยายทำให้สะดือถูกดันจนราบหรือจุ่น และจะกลับมาเหมือนเดิมเมื่อหลังคลอด
  • มีอาการปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จาม หรือวิ่ง
  • รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากศีรษะทารกลงไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ
  • มีอาการนอนไม่ค่อยหลับหรือหลับไม่ค่อยสนิทเนื่องจากการเจ็บครรภ์เตือนหรือการดิ้นของทารกในครรภ์
  • กระดูกเชิงกรานจะเริ่มขยาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาใกล้คลอดซึ่งอาจทำให้คุณแม่รู้สึกปวดหน่วงบริเวณข้อสะโพกหรือปวดหัวหน่าวเวลาเคลื่อนไหว

 

ที่มาของข้อมูล

http://diarylove.com/forum_posts.asp?TID=1931

http://www.childingeverything.com