สัญญาณ wifiปลอดภัยกับลูกหรือเปล่า

สัญญาณ wifiปลอดภัยกับลูกหรือเปล่า

ต้องยอมรับว่าโลกของเราในวันนี้เข้าสู่ยุคแห่งการสื่อสารอย่างเต็มรูปแบบ ที่สำคัญโลกแห่งการสื่อสารไม่จำกัดเพศและวัย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้เครื่องมือสื่อสารได้เท่าที่ต้องการ เพราะสัญญาณ wifi มีอยู่เกือบจะทุกแห่งหนเพื่อรองรับการใช้งาน คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า สัญญาณ wifi มีความปลอดภัยกับลูกหรือไม่ ร่วมหาคำตอบกันค่ะ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่า ” wifiปลอดภัยกับลูกหรือเปล่า “

องค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกับ นักวิทยาศาสตร์  ได้ทำการศึกษาวิจัย เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจาก สัญญาณ wifi พบว่า  อยู่ระหว่าง 0.002 – 2 % ซึ่งยังมีค่าต่ำกว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ได้รับจาก ทีวี  วิทยุ  หรือ แม้แต่โทรศัพท์ไร้สาย ที่ใช้กันอยู่ตามบ้าน  แต่อย่าลืมว่า  สัญญาณ wifi มีอยู่เกือบทุกหนทุกแห่ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า  ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่จะได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสัญญาณ wifi  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  แล้วสัญญาณ wifiปลอดภัยกับลูกหรือเปล่า โปรดติดตามอ่าน

Wifiปลอดภัยกับลูกหรือเปล่า

Wifiปลอดภัยกับลูกหรือเปล่า

สัญญาณ wifi อันตรายกับลูกไหม

Wifiปลอดภัยกับลูกจริงหรือเปล่า

จากผลการศึกษาของ Dr.Om Ghandhi  แห่งมหาวิทยาลัยยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เนื้อสมองของเด็กวัย 5-10 ขวบ ซึ่งยังอ่อนอยู่ จะถูกสัญญาณของคลื่น wifi ทะลุทะลวงได้มากกว่า สมองของผู้ใหญ่ ดังนั้น ทุก ๆ บ้านที่มี wifi  คุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก  และ ควรสังเกตอาการผิดปกติ ที่เกิดขึ้นกับลูก ดังต่อไปนี้

1. ลูกบ่นปวดศีรษะบ่อยๆ (ประมาณ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์)

2. ลูกมีอาการเวียนหัว และรู้สึกเหมือนอยากจะอาเจียน

3. ลูกบอกว่ามองเห็นเลือนราง และมีความผิดปกติทางการมองเห็น เช่น เห็นพื้นที่กำลังเดินอยู่มีลักษณะเอียง หรือ มีความรู้สึกเหมือนเดินลงเขา

4. ลูกมีความผิดปกติทางการได้ยิน เช่น ได้เสียงของคุณครูฟังดูแปลกๆ มีเสียงสูง ต่ำ ทั้ง ๆ ที่คุณครูยังคงพูดเสียงปกติเหมือนเดิม

5. คุณแม่สังเกตลูกมีปัญหาใน เรื่องของความจำหรือไม่

6.ลูกไม่มีสมาธิเวลาเรียน หรือขาดความสนใจในบทเรียน

หากเกิดอาการดังกล่าว ควรรีบพาลูกไปพบคุณหมอเพื่อรักษาต่อไป   สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่มีการศึกษา หรือรายงานทางการแพทย์ที่ชี้เฉพาะว่า มีการเจ็บป่วยที่เกิดจากสัญญาณ wifi  คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งกังวลใจไปนะคะ  สัญญาณ wifi  เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก  เพราะ แทบทุกพื้นที่มีสัญญาณนี้อยู่   เพียงแต่ อย่าให้ลูกใช้อุปกรณ์สื่อสาร ที่ต้องเชื่อมต่อกับสัญญาณ WiFi นานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน ก็เป็นการป้องกันที่ดีได้อีกทางหนึ่ง

Wifi

วิธีป้องกัน เพื่อช่วยลดอันตรายจากสัญญาณ wifi

Wifiปลอดภัยกับลูกหรือเปล่า

1. ควรให้ลูกอยู่ห่างจาก จุดฮอตสปอต wifi (hotspot wifi) อย่างน้อย 1 เมตร

2. ไม่ควรวางอุปกรณ์สื่อสาร ที่ต้องเชื่อมต่อกับ สัญญาณ wifi เช่น แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน  โน้ตบุ๊ค  เป็นต้น ไว้บนตัก  แต่ควรวางไว้บนโต๊ะ หรือ ถาดวางเฉพาะ

3. จำกัดเวลาเล่นอย่างเหมาะสม

4. คอยสังเกตลูก ขณะเล่นอุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้ ระมัดระวังอย่าให้ลูกเผลอหลับไป ขณะที่เครื่องยังเปิดอยู่

5. ทางที่ดีหากเปลี่ยนจาก การใช้สัญญาณ wifi เป็นสัญญาณเคเบิ้ลแทนได้ จะปลอดภัยกว่า

6. หากคุณพ่อคุณแม่ ที่กังวลเกี่ยวกับอันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากสัญญาณ wifi สามารถติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Faraday Cage) ได้

WiFi

อ้างอิงข้อมูลจาก

http://www.manager.co.th

http://ph.theasianparent.com

 

The Asianparent Thailand เว็บไซต์ข้อมูลคุณภาพและสังคมคุณแม่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและเอเชีย เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์ แหล่งความรู้แม่และเด็ก รวมถึงแอพพลิเคชั่น The Asianparent ที่ติดตามการตั้งครรภ์ให้คุณแม่ได้ลงทะเบียนใช้งานฟรี เพื่อติดตามพัฒนาการทารกตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนถึงติดตามหลังคลอดที่ครอบคลุมที่สุดและผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย นอกจากความรู้ยังมีไลฟ์สไตล์และสื่อมัลติมีเดียหลากหลาย ไม่ว่าสุขภาพแม่และเด็ก โภชนาการแม่และเด็ก กิจกรรมสำหรับครอบครัว 

การวางแผนครอบครัวไปจนถึง การดูแลลูก การศึกษา และจิตวิทยาเด็ก The Asianparent เราพร้อมสนับสนุนพ่อแม่ทุกท่าน ให้มีความรู้และมีสุขภาพกายใจเข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างครอบครัวอย่างแข็งแรง

เพราะเราเชื่อว่า “พ่อแม่เข้มแข็ง ครอบครัวแข็งแรง”

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ให้ลูกใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอย่างไรให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์

สมองเสื่อมจากการเสพติดจอ

เด็กหญิงฆ่าตัวตาย แม่เชื่อลูกป่วยโรคแพ้ Wi-Fi

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

ข้อความที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว และผู้เขียนไม่ได้เป็นตัวแทนของ theAsianparent หรือลูกค้า
app info
get app banner