“แม่ขี้บ่นจัง แม่ลองไม่บ่นสักวันได้ไหม?” ประโยคนี้ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมแม่ถึงขี้บ่น แม้รู้ว่าความตั้งใจคือการปกป้องลูก แต่บางครั้งเสียงบ่นกลับทำให้ลูกปิดใจและบรรยากาศในบ้านตึงเครียด
งานวิจัยของ American Psychological Association (APA) พบว่าพ่อแม่มักใช้การเตือนหรือบ่นซ้ำ ๆ เฉลี่ยมากกว่า 15 ครั้งต่อวัน โดยเฉพาะในบ้านที่มีลูกเล็ก ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมแม่ถึงขี้บ่น มากขึ้นกว่าที่คิด
ทำไมแม่ถึงขี้บ่น
แม่ไม่ได้บ่นเพราะชอบตำหนิ แต่จริง ๆ แล้วเบื้องหลังคือความรัก ความห่วงใย และบางครั้งก็มีความเครียดซ่อนอยู่ เสียงบ่นจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันที่แม่ใช้ดูแลลูก แม้จะไม่รู้ตัวว่ามันอาจทำให้ความสัมพันธ์แม่-ลูกห่างไปทีละนิด
1. ความรักและความห่วงใย (แต่แสดงออกผิดวิธี)
เหตุผลหลักของ ทำไมแม่ถึงขี้บ่น คือ ความรักและความห่วงใย ตาม Attachment Theory ของ John Bowlby ความผูกพันทำให้แม่มีความต้องการปกป้องลูก การบ่นจึงกลายเป็นสัญญาณเตือน ให้ลูกทำสิ่งที่แม่มองว่าปลอดภัย เช่น บ่นให้ใส่หมวกกันน็อกทุกครั้ง เพราะแม่กลัวอุบัติเหตุ
หลายครั้งที่เสียงบ่น คือความพยายามของแม่ที่จะควบคุมสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย แต่ถ้าใช้บ่อยเกินไป เด็กจะโฟกัสที่โทนเสียง ไม่ใช่เนื้อหา
2. ความเครียดและภาระสะสม
อีกเหตุผลของ ทำไมแม่ถึงขี้บ่น คือ ความเครียดและความเหนื่อยล้าสะสมจากภาระงานบ้านและการดูแลลูก งานวิจัยใน Frontiers in Psychology พบว่าเมื่อพ่อแม่มีภาวะ Parental Burnout จะมีแนวโน้มใช้คำพูดเชิงลบหรือบ่นบ่อยขึ้น
เช่น คุณแม่ทำงานบ้านทั้งวัน พอเห็นลูกทำขนมหก ก็หลุดบ่นออกไป ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้โกรธลูก แต่เป็นเพราะคุณแม่เหนื่อยล้าเกินไป
3. การเลียนแบบรูปแบบการเลี้ยงดู
สำหรับบางคน คำตอบของคำถาม ทำไมแม่ถึงขี้บ่น คือการเลียนแบบจากรุ่นสู่รุ่น หากแม่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ใช้การบ่นและตำหนิเป็นหลัก ก็มีแนวโน้มจะถ่ายทอดพฤติกรรมแบบเดียวกัน
4. สมองและความกังวล
ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ก็สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมแม่ถึงขี้บ่น สมองส่วน Amygdala ทำงานมากขึ้นเมื่อแม่รู้สึกกังวล ทำให้แม่เตือนซ้ำเพื่อให้มั่นใจว่าสถานการณ์ปลอดภัย แต่ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ สมองส่วน Prefrontal Cortex ที่ควบคุมอารมณ์จะทำงานน้อยลง เสียงบ่นจึงหลุดง่ายขึ้น

ผลกระทบของการบ่นต่อความสัมพันธ์แม่–ลูก
เสียงบ่นที่ซ้ำทุกวัน อาจทำให้ลูกค่อย ๆ ปิดใจ ลดแรงจูงใจ และจดจำภาพแม่ในมุมลบมากกว่ามุมอุ่นใจ ถ้าไม่ปรับ วิธีสื่อสารอาจกลายเป็นกำแพงกั้นระหว่างหัวใจของแม่กับลูก
1. ลดแรงจูงใจของลูก
งานวิจัยจาก University of Michigan พบว่า การบ่นซ้ำ ๆ ทำให้เด็กลดการตอบสนองเชิงบวก และทำตามเพียงเพื่อเลี่ยงการถูกบ่น ไม่ใช่เพราะเข้าใจเหตุผล
2. ทำให้ลูกปิดใจ
เมื่อแม่บ่นซ้ำ ๆ ในเรื่องเดิม เด็กมักตีความว่า “แม่ไม่ฟังในสิ่งที่หนูพยายามอธิบาย” หรือ “แม่ไม่เชื่อว่าหนูทำได้” ความรู้สึกนี้ถ้าเกิดซ้ำบ่อย ๆ จะสะสมกลายเป็น Emotional Distance หรือระยะห่างทางอารมณ์
ในมุมจิตวิทยา เด็กทุกคนมีความต้องการขั้นพื้นฐานที่จะ รู้สึกว่าตัวเองถูกเข้าใจและได้รับการยอมรับ (Belonging & Acceptance) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Maslow’s Hierarchy of Needs หากความต้องการนี้ไม่ได้รับการตอบสนอง เด็กอาจเลือก “ปิดใจ” เพื่อปกป้องตัวเองจากความรู้สึกถูกตัดสินหรือตำหนิ
3. สร้างภาพจำเชิงลบ
ถ้าแม่บ่นบ่อยกว่าให้กำลังใจ เด็กอาจจดจำว่า “แม่ = เสียงบ่น” ส่งผลต่อความสัมพันธ์ในระยะยาว
ตามหลักจิตวิทยา เด็กเรียนรู้ความปลอดภัยทางอารมณ์จากโทนเสียงและท่าทีของผู้ใหญ่ หากพ่อแม่ใช้โทนเสียงตำหนิหรือประชดบ่อย ๆ เด็กอาจรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยที่จะเปิดเผยความรู้สึก ทำให้เด็กเลือกหาคนอื่นที่เขารู้สึกปลอดภัยกว่า เพื่อเล่าปัญหา
5 วิธีลดการบ่นโดยไม่ลดความห่วงใย
เลิกบ่นไม่ได้ แต่อาจบ่นให้น้อยลง และสื่อสารด้วยวิธีที่ลูกเปิดใจฟังมากขึ้น ทั้งการเปลี่ยนคำสั่งเป็นคำชวน ตั้งกติกาชัดเจน และดูแลใจของแม่เอง เพื่อให้ความห่วงใยยังส่งถึงลูกได้เต็มที่
1. เปลี่ยน “คำสั่ง” เป็น “คำชวน”
- จาก “เก็บของเดี๋ยวนี้” เปลี่ยนเป็น “เรามาเก็บของด้วยกันก่อนกินขนมดีไหม”
- เด็กจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ถูกสั่ง
2. ใช้ Positive Reinforcement
หลักการของ B.F. Skinner ชี้ว่าการชมเมื่อทำดี จะช่วยให้เด็กอยากทำซ้ำมากกว่าการตำหนิ

3. ตั้งข้อตกลงชัดเจน
การตั้งข้อตกลงชัดเจน เช่น “ถ้าทำการบ้านเสร็จก่อน 6 โมง จะได้ดูการ์ตูน 30 นาที” จะช่วยลดการเตือนซ้ำ ๆ เพราะกติกาชัดเจน
4. ดูแลสุขภาพใจของแม่
แม้จะยุ่งกับการดูแลลูก แม่ก็ต้องเติมพลังให้ตัวเองบ้าง
- เทคนิคหายใจ 4-7-8: สูดลมหายใจเข้าทางจมูก 4 วินาที กลั้นหายใจ 7 วินาที แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมออก 8 วินาที ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและลดความเครียดได้
- จัดเวลาส่วนตัววันละ 10 นาที: ใช้ทำสิ่งที่ชอบ เช่น จิบกาแฟเงียบ ๆ อ่านหนังสือ หรือฟังเพลง เพื่อรีเซ็ตอารมณ์ให้พร้อมรับมือกับลูกอย่างใจเย็น
5. งดบ่นลูก 1 วัน
ตัวอย่างเคสจริง คุณแม่อายุ 35 ปี เล่าว่า “เราเคยเป็นคนบ่นเกือบทั้งวัน จนลองทำ ‘No Nag Day’ คือวันไม่บ่นลูกเลย ใช้แต่การชวนและตั้งกติกา ผลคือ ลูกทำตามมากกว่าเดิม และเรารู้สึกสบายใจขึ้น” การเปลี่ยนจากเสียงบ่นเป็นเสียงชวน อาจไม่ได้ง่ายในวันเดียว แต่ถ้าฝึกต่อเนื่อง มันจะกลายเป็นพฤติกรรมใหม่ที่ช่วยให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น
การบ่นของแม่ไม่ได้เกิดจากความรำคาญ แต่มาจากความรัก ความห่วงใย และความเครียดที่ซ่อนอยู่ การเข้าใจว่า ทำไมแม่ถึงขี้บ่น คือก้าวแรกในการปรับวิธีสื่อสารให้นุ่มนวลขึ้น ความรักนั้นจะไปถึงใจลูกโดยไม่ต้องผ่านเสียงบ่น บางครั้ง สิ่งที่ลูกต้องการไม่ใช่เสียงบ่นที่ดังขึ้น แต่เป็นเสียงของความเข้าใจที่ดังพอต่างหากค่ะ
ที่มา : APA.org , Simply Psychology , Harvard University , Simply Psychology
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
วิจัยชี้! พ่อแม่จู้จี้ (แต่ไม่ขี้บ่น) อาจเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จของลูกสาว!
เลี้ยงลูกแบบไม่ดุ 7 เคล็ดลับ ปรับวิธีพูดให้ลูกเชื่อฟัง
ลูกดื้อมาก ไม่เชื่อฟัง ทำไงดี? เทคนิคปรับพฤติกรรมเด็กดื้อ อย่างเหมาะสม
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!