เลี้ยงลูกเหนื่อยจนร้องไห้ เบื่อลูก เบื่อบ้าน รู้สึกว่าตัวเองเป็นแม่ที่ไม่ดี บางทีคุณแม่อาจกำลังเผชิญกับภาวะ หมดไฟในการเลี้ยงลูก หรือ Parental Burnout
การเป็นแม่คือบทบาทที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมาพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หลายครั้งที่แม่ทุ่มเทเวลาและพลังงานทั้งหมดไปกับลูก จนลืมที่จะหันกลับมาดูแลตัวเอง ทั้งร่างกายและจิตใจ ความรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากอยู่บ้าน ไม่อยากเลี้ยงลูก ลูกดื้อไม่ฟัง ร้องไห้งอแง จนบางครั้งเราเผลอตะคอกใส่ลูกด้วยความเหนื่อยล้าและหมดความอดทน ความรู้สึกผิดที่ตามมา ทำให้เรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็น “แม่ที่ไม่ดี”
หากคุณกำลังรู้สึกแบบนี้ คุณไม่ได้อยู่คนเดียวนะคะ หลายคนต้องเผชิญกับภาวะ “หมดไฟในการเลี้ยงลูก” หรือ Parental Burnout ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคุณแม่ Full-time เท่านั้น แม้แต่คุณแม่ที่ทำงานนอกบ้านก็สามารถเผชิญกับความเหนื่อยล้าและความเครียดสะสมจากการเลี้ยงลูกได้เช่นกัน การเลี้ยงลูกอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้พักผ่อน ไม่ได้นอนเต็มอิ่ม ไม่ได้มีเวลาส่วนตัว หรือทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ยิ่งทำให้ความรู้สึกนี้ท่วมท้นขึ้น
บทความนี้จะพาคุณแม่ไปสำรวจสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเข้าสู่ภาวะหมดไฟในการเลี้ยงลูก ทำความเข้าใจถึงสาเหตุ และที่สำคัญที่สุด คือการหาทางออกเพื่อฟื้นฟูพลังใจและสร้างสมดุลในการเลี้ยงลูก เพราะการเป็นพ่อแม่ที่ดี เริ่มต้นจากการดูแลตัวเองให้ดีเสียก่อน และการแบ่งปันภาระหน้าที่ระหว่างพ่อแม่ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเดินทางของการเป็นพ่อแม่เต็มไปด้วยความสุขและความเข้าใจ
12 สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลัง หมดไฟในการเลี้ยงลูก
ภาวะ หมดไฟในการเลี้ยงลูก ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากความเหนื่อยล้าสะสม และความรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถรับมือกับความท้าทายในการเป็นพ่อแม่ได้อีกต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม คุณแม่ควรสังเกตสัญญาณอาการที่พบบ่อยของแม่ที่กำลังเผชิญกับภาวะ Burnout ต่อไปนี้
-
ความรู้สึกหมดพลังทั้งร่างกายและจิตใจ
ความเหนื่อยล้าไม่ใช่แค่ความรู้สึกเพลียหลังจากการทำงานบ้านหรือดูแลลูก แต่เป็นความรู้สึกหมดพลังทั้งร่างกายและจิตใจที่ต่อเนื่องยาวนาน
- ความรู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรัง ไม่สดชื่นแม้ได้พักผ่อน
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหัว ปวดท้อง
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรงทำอะไร
- รู้สึกเหมือนแบตเตอรี่หมดตลอดเวลา
-
ความอดทนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ใจร้อน ความอดทนต่ำ ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ
- หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว
- ตะคอกใส่ลูกหรือคนในครอบครัวบ่อยขึ้น
- ควบคุมอารมณ์ได้ยาก
- รู้สึกเหมือนตัวเองระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทุกเมื่อ
-
รู้สึกห่างเหินจากคนรอบข้าง
ความสุขและความสนุกสนานในชีวิตลดลง ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเริ่มจืดจาง
- ไม่รู้สึกสนุกกับการทำกิจกรรมที่เคยชอบ
- ไม่อยากเล่นกับลูก หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว
- รู้สึกโดดเดี่ยว แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คน
- ไม่อยากพบปะผู้คน หรือเข้าสังคม
-
รู้สึกผิดและด้อยค่า
ความรู้สึกผิดและความสงสัยในความสามารถของตัวเองบั่นทอนความสุขในการเลี้ยงลูกและทำให้เกิดความเครียดสะสม ขาดความมั่นใจ
- ตำหนิตัวเองอย่างรุนแรง
- รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดีพอ
- คิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่แย่ ไม่สามารถให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกได้
- มีความคิดด้านลบเกี่ยวกับตัวเองซ้ำ ๆ

-
วิตกกังวลมาก
ความกังวลครอบงำจิตใจ ทำให้ไม่สามารถมีความสุขกับปัจจุบันได้
- คิดมากเกี่ยวกับอนาคต
- กังวลเกี่ยวกับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
- นอนไม่หลับเพราะความกังวล
- รู้สึกเหมือนมีภาระหนักอึ้งอยู่ตลอดเวลา
- ความวิตกกังวลส่งผลต่อการนอนหลับและทำให้เกิดความเครียด
-
อารมณ์แปรปรวน
อารมณ์แปรปรวนอย่างรวดเร็วและรุนแรง ควบคุมได้ยาก
- โกรธง่ายโดยไม่มีเหตุผล
- อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ
- ร้องไห้บ่อย
- รู้สึกเหมือนอารมณ์อยู่เหนือการควบคุม
-
เสียใจที่มีลูก
ความรู้สึกนี้อาจเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่เป็นหนึ่งในสัญญาณของ Burnout ที่รุนแรง และควรได้รับการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
- รู้สึกเสียใจที่ต้องมีภาระในการเลี้ยงลูก
- คิดว่าชีวิตจะดีกว่านี้ถ้าไม่มีลูก
- รู้สึกติดกับดักและไม่มีอิสระ
- ความรู้สึกนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่รักลูก แต่เป็นผลจากความเหนื่อยล้าสะสม
-
รู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่ดี
ความรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวในทุกด้านของชีวิต ทั้งงานในบ้านและนอกบ้าน
- รู้สึกว่าไม่สามารถจัดการงานบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- รู้สึกว่าทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร
- รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบได้
- มีความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
-
คิดว่าตัวเองไม่คู่ควร
ความรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับการเป็นแม่
- รู้สึกว่าลูกสมควรได้รับแม่ที่ดีกว่านี้
- คิดว่าตัวเองกำลังทำร้ายลูก
- รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของลูก
- ความรู้สึกนี้บั่นทอนความมั่นใจในการเลี้ยงลูก
-
ความสัมพันธ์กับคู่ครองแย่ลง
ไม่มีปฏิสัมพันธ์ กับ คู่ครอง ขาดการสื่อสารและความใกล้ชิด
- ไม่มีเวลาหรือพลังงานที่จะพูดคุยกับคู่ครอง
- รู้สึกห่างเหินจากคู่ครอง
- ทะเลาะกันบ่อยขึ้น
-
ไม่อยากเข้าสังคม
ถอนตัวออกจากสังคม หลีกเลี่ยงการพบปะผู้คน
- ไม่อยากออกไปไหน
- ปฏิเสธคำเชิญจากเพื่อนฝูง
- รู้สึกว่าการเข้าสังคมเป็นเรื่องที่เหนื่อย
- ต้องการอยู่คนเดียวมากขึ้น
-
ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ
รู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบทุกอย่างเพียงลำพัง ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ
- รู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องที่น่าอาย
- กลัวว่าคนอื่นจะตัดสิน
- รู้สึกว่าตัวเองต้องทำทุกอย่างให้ได้ด้วยตัวเอง
- ไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร

10 วิธีฟื้นฟูพลังใจ เอาชนะภาวะ หมดไฟในการเลี้ยงลูก ของคุณแม่
การเอาชนะภาวะ Burnout ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมและปรับเปลี่ยนมุมมองบางอย่าง คุณแม่สามารถกลับมามีความสุขกับการเลี้ยงลูกได้อีกครั้ง ลองทำตามแนวทางต่อไปนี้
|
10 วิธีเอาชนะภาวะ หมดไฟในการเลี้ยงลูก ของคุณแม่
|
1. ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง |
- ยอมรับว่าคุณกำลังรู้สึกอย่างไร อย่าปฏิเสธความรู้สึกเหนื่อยล้า ความเครียด หรือความหงุดหงิด
- การเป็นแม่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา
- การยอมรับความรู้สึกเป็นก้าวแรกสู่การดูแลตัวเองและหาทางออก
|
2. หยุดเปรียบเทียบ |
- โซเชียลมีเดียอาจทำให้คุณรู้สึกว่าแม่คนอื่นๆ ดูมีความสุขและจัดการทุกอย่างได้ดีกว่า
- ทุกคนมีชีวิตและสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ๆ จะทำให้คุณรู้สึกแย่ลง
- โฟกัสที่ความก้าวหน้าของตัวเองและชื่นชมสิ่งที่คุณทำได้ดี
|
3. ให้เวลากับตัวเอง |
- การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้คุณมีพลังในการดูแลลูก
- หาเวลาเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันเพื่อทำสิ่งที่คุณชอบ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งจิบชา/กาแฟเงียบๆ อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรืออาบน้ำอุ่น
- การได้อยู่กับตัวเองบ้างจะช่วยให้คุณได้พักผ่อนและเติมพลัง
|
4. อยู่กับปัจจุบัน |
- การเลี้ยงลูกอาจทำให้คุณกังวลเกี่ยวกับอนาคตมากเกินไป
- พยายามโฟกัสที่ปัจจุบันและเพลิดเพลินกับช่วงเวลาดี ๆ กับลูก
- การฝึกสติ (Mindfulness) เช่น การทำสมาธิ หรือการหายใจลึก ๆ จะช่วยให้คุณสงบและลดความเครียด
|
5. พูดคุยและระบายความรู้สึก |
- การพูดคุยกับเพื่อนที่มีประสบการณ์เลี้ยงลูกเหมือนกันจะช่วยให้คุณรู้สึกว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว
- การได้เล่าและระบายความรู้สึกจะช่วยลดความเครียดและทำให้คุณได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์
- หากไม่มีเพื่อนที่มีประสบการณ์เดียวกัน การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนคุณแม่ก็เป็นทางเลือกที่ดี
|
6. ออกกำลังกาย |
- การออกกำลังกายช่วยลดความเครียดและเพิ่มพลังงาน
- หากไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย คุณสามารถหาโอกาสขยับร่างกายในชีวิตประจำวันได้ เช่น การเข็นรถลูก เดินรอบบ้าน หรือทำงานบ้าน
- การเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ
|
7. พักผ่อนให้เพียงพอ |
- การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพกายและจิตใจ
- หลีกเลี่ยงการเล่นโซเชียลมีเดียก่อนนอน เพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอจะรบกวนการนอนหลับ
- พยายามวางโทรศัพท์อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน และสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในห้องนอน
|
8. ทำกิจกรรมที่ชอบ |
- การทำกิจกรรมที่คุณชอบจะช่วยให้คุณรู้สึกมีความสุขและเติมพลัง
- เข้าร่วมกลุ่มที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ เช่น กลุ่มปลูกผัก กลุ่มทำขนม หรือกลุ่มเลี้ยงปลา
- การได้ทำกิจกรรมร่วมกับคนที่มีความสนใจเหมือนกันจะช่วยให้คุณรู้สึกสนุกและได้เพื่อนใหม่
|
9. ให้อภัยตัวเอง |
- ทุกคนทำผิดพลาดได้ การเป็นแม่ก็เช่นกัน
- หยุดโทษตัวเองและเรียนรู้จากความผิดพลาด
- จำไว้ว่าคุณกำลังพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว
|
10. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ |
- หากคุณแม่รู้สึกเครียดมาก ทุกข์มาก หรือไม่มีความสุขเลย คุณอาจกำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า
- ปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยา
- การรักษาจะช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมองและทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
- การดูแลสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญ อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ
|
ขอให้คุณแม่สังเกตสัญญาณ หมดไฟในการเลี้ยงลูก ข้างต้นตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่คุณแม่จะหันมาดูแลตัวเองให้มีพลังใจและกลับมามีความสุขกับการเลี้ยงลูกอีกครั้งนะคะ
ที่มา : Doctor MM Family เมาท์เรื่องลูกกับหมอมะเหมี่ยว , เลี้ยงลูกตามใจหมอ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
10 ข้อดีเมื่อพ่อช่วยเลี้ยงลูก อุ้ม กอด เล่นซน เติมเต็มพัฒนาการในสไตล์คุณพ่อ
พ่อแม่ Gen Y สายเปย์ ทุ่มเพื่อลูกชดเชยปมในใจ ให้ลูกมีชีวิตที่ดีกว่า
10 สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรปฏิบัติต่อกัน พ่อแม่แบบไหนที่ลูกไม่ชอบ
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!