ผ่าคลอด ท้องอืด เกิดจากอะไร? รวมสาเหตุและวิธีรับมือสำหรับคุณแม่

อาการ ผ่าคลอด ท้องอืด เป็นปัญหากวนใจที่คุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่มักพบเจอ ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย ไปดูกันว่าอาการท้องอืดหลังผ่าตัดเกิดจากอะไร พร้อมรวมวิธีรับมือและเคล็ดลับการไล่ลมที่คุณแม่ทำตามได้ง่ายๆ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไวขึ้น

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

หลังผ่านช่วงเวลาสำคัญในการผ่าคลอดลูกน้อยมาได้ แทนที่จะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ คุณแม่หลายคนกลับต้องเผชิญกับอาการพะอืดพะอม แน่นท้อง และ ท้องอืดหลังผ่าคลอด จนบางครั้งเจ็บเสียดไปถึงยอดอกหรือสะบัก จนกลายเป็นความทรมานที่มากกว่าแผลผ่าตัดเสียอีก อาการ ผ่าคลอด ท้องอืด ไม่ใช่เรื่องแปลก และเกิดขึ้นได้กับคุณแม่เกือบทุกคน แต่ทำไมเพียงแค่การผ่าตัดคลอดถึงส่งผลกระทบต่อระบบขับถ่ายและลมในลำไส้ได้ขนาดนี้? แล้วมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยขับลม ให้หน้าท้องยุบลงและกลับมาสบายตัวได้เร็วที่สุด?

theAsianparent จะพาไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าอาการท้องอืดหลังผ่าตัดคลอดเกิดจากอะไร พร้อมรวมวิธีรับมือและเทคนิคการไล่ลมที่คุณแม่สามารถทำได้เองง่ายๆ เพื่อให้การฟื้นตัวหลังคลอดของคุณแม่ราบรื่นและมีความสุขกับเจ้าตัวเล็กได้อย่างเต็มที่

 

ผ่าคลอด ท้องอืด เกิดจากอะไร? 5 สาเหตุหลักที่คุณแม่ควรรู้

อาการแน่นท้อง ลมเยอะ หรือรู้สึกเหมือนท้องจะระเบิดหลังผ่าคลอด ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของสรีระที่เปลี่ยนไปและการรักษาทางการแพทย์ ดังนี้

1. ลำไส้เคลื่อนตัวช้าลงจากการผ่าตัด (C-Section Surgery)

การผ่าคลอดเป็นการผ่าตัดใหญ่ในช่องท้อง ซึ่งทำให้ลำไส้เกิดอาการ “ชะงัก” หรือทำงานช้าลงชั่วคราว โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องดมยาสลบ (General Anesthesia) จะมีโอกาสเกิดอาการท้องอืดและท้องบวมโตได้มากกว่าปกติ เนื่องจากระบบย่อยอาหารต้องใช้เวลาในการ “ตื่นตัว” กลับมาทำงานอีกครั้ง

2. อาการท้องผูก (Constipation)

นี่คือสาเหตุอันดับต้นๆ เมื่อลำไส้ไม่เคลื่อนตัว อุจจาระที่ค้างอยู่จะทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียและกลายเป็นแก๊สในที่สุด สาเหตุของท้องผูกหลังคลอดมักมาจาก

  • ร่างกายขาดน้ำ (โดยเฉพาะคุณแม่ที่ให้นมบุตร ร่างกายจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ)
  • การรับประทานใยอาหาร (Fiber) ไม่เพียงพอ
  • การขยับตัวน้อยหรือนอนติดเตียงนานเกินไปหลังผ่าตัด

3. ผลข้างเคียงจากยาแก้ปวดและยาสลบ (Pain Medication)

ยาแก้ปวดหลายชนิดที่ได้รับหลังผ่าคลอด รวมถึงยาระงับความรู้สึก มีฤทธิ์ทำให้การบีบตัวของลำไส้ช้าลง เมื่อลำไส้เคลื่อนไหวช้า ลมในท้องก็ระบายออกไม่ได้ ทำให้คุณแม่รู้สึกอึดอัดและมีแก๊สในท้องมาก

4. การทานยาบำรุงธาตุเหล็ก (Iron Supplements)

หากในระหว่างผ่าคลอดคุณแม่เสียเลือดมาก คุณหมอมักจะจ่ายยาเสริมธาตุเหล็กเพื่อช่วยสร้างฮีโมโกลบิน แต่ผลข้างเคียงที่เลี่ยงยากของธาตุเหล็กคือทำให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินอาหาร ทั้งท้องผูกและท้องอืด

5. ความกังวลและอาการบาดเจ็บจากการคลอด (Birth-related injury)

สำหรับคุณแม่บางท่านที่มีภาวะแทรกซ้อน หรือมีความกังวลเรื่องการขับถ่ายเพราะกลัวจะกระทบกระเทือนแผลผ่าตัด ความกังวลนี้ส่งผลให้ร่างกายกักเก็บของเสียไว้ จนนำไปสู่ลมในท้องและการย่อยที่ผิดปกติได้

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

อาการท้องอืดหลังคลอดอาจดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่สำหรับคุณแม่บางคน อาจสร้างความเจ็บปวดได้พอๆ กับแผลผ่าตัดเลยทีเดียว การทำความเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้เราเลือกวิธีรับมือได้อย่างตรงจุด

6 วิธีบรรเทาอาการหลัง ผ่าคลอด ท้องอืด ให้สบายตัวไวขึ้น

หากคุณแม่กำลังทรมานกับลมในท้อง หลังผ่าคลอดแล้วลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ดูค่ะ

1. ขยับร่างกายทีละน้อย (Gentle Movement)

การเคลื่อนไหวคือ “กุญแจสำคัญ” ที่ช่วยให้ลำไส้กลับมาทำงานได้ตามปกติ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • เริ่มจากเดินช้าๆ: ลองลุกเดินเบาๆ รอบเตียงหรือในบ้านเท่าที่ไหว (ระวังอาการหน้ามืด) การเดินจะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวและขับลมออกมาได้ดีที่สุด
  • โยคะบนเตียง: หากยังลุกเดินไม่สะดวก คุณแม่สามารถทำท่าโยคะง่ายๆ บนเตียงได้ เช่น ท่าแมวและท่าโค้งหลัง (Cat/Cow Pose) เพื่อช่วยยืดเหยียดและกระตุ้นระบบย่อยอาหาร

2. จัดท่านั่งและท่านอนช่วยขับลม (Gas-Relief Positions)

บางครั้งท่านอนหงายเฉยๆ อาจทำให้ลมค้างในท้อง ให้ลองเปลี่ยนท่านอน

  • นอนขดตัว: ลองนอนตะแคงแล้วงอเข่าขึ้นมาตรงอก (ค่อยๆ งอเท่าที่งอได้ ถ้าเจ็บผ่าตัดให้หยุดก่อน) จะช่วยให้ระบายลมได้ง่ายขึ้น
  • ท่านั่งยองหรือนั่งตัวตรง: หากลุกไหว การนั่งตัวตรงหรือการนั่งยองจะช่วยให้ลำไส้จัดระเบียบและไล่แก๊สออกตามธรรมชาติ

3. เน้นอาหารกากใยสูงและเลี่ยงของแสลง (Fiber is Friend)

  • ทานใยอาหารเพิ่ม: เน้นผัก ผลไม้ และอาหารที่ย่อยง่าย เพื่อลดอาการท้องผูกซึ่งเป็นสาเหตุหลักของแก๊ส
  • เลี่ยงตัวกระตุ้นลม: ในช่วงแรกควรเลี่ยง ไอศกรีม ชีส ถั่ว หรือบรอกโคลี เพราะอาจยิ่งทำให้มีแก๊สในท้องมากขึ้น
  • ดื่มน้ำให้มากที่สุด: โดยเฉพาะคุณแม่ที่ให้นมบุตร ร่างกายต้องการน้ำมากกว่าปกติเพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายลื่นไหล

4. พึ่งพาเครื่องดื่มอุ่นๆ และตัวช่วยความร้อน (Warmth from Within)

  • จิบน้ำอุ่นหรือชาสมุนไพร: น้ำอุ่น น้ำขิง น้ำซุป หรือชาร้อนๆ (ไม่มีคาเฟอีน) จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อลำไส้
  • ใช้แผ่นประคบร้อน: การวางแผ่นประคบร้อนเบาๆ บนท้อง (เว้นบริเวณแผลผ่าตัด) หรือการอาบน้ำอุ่น จะช่วยบรรเทาอาการเกร็งและช่วยให้ลมเคลื่อนที่ได้ดีขึ้น

5. ปรึกษาหมอเรื่องยาช่วยขับลม (Medication)

หากทำทุกวิถีทางแล้วยังไม่ดีขึ้น คุณหมอมักจะแนะนำยาช่วยขับลม เช่น ไซเมทิโคน (Simethicone) ซึ่งเป็นยาที่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตร เพราะตัวยาไม่ผ่านทางน้ำนม (แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ)

6. อย่ากลั้นขับถ่าย (Don’t Hold it in)

คุณแม่หลายคนกลัวเจ็บแผลเวลาถ่ายท้องจนเผลอกลั้นไว้ ซึ่งจะยิ่งทำให้ท้องผูกและท้องอืดหนักกว่าเดิม หากคุณแม่มีอาการเจ็บปวดจากการคลอดหรือกังวลเรื่องแผล ให้รีบปรึกษาคุณหมอเพื่อหาตัวช่วยที่เหมาะสมและปลอดภัย

อาการ หลังผ่าคลอด ท้องอืด อาจจะดูเป็นเรื่องกวนใจและน่ารำคาญ แต่ส่วนใหญ่มักจะหายไปเองเมื่อร่างกายเริ่มฟื้นตัวและลำไส้กลับมาทำงานเป็นปกติ สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่ากดดันตัวเอง” ค่อยๆ ขยับ ค่อยๆ รับประทานอาหารตามที่แพทย์แนะนำ แล้วร่างกายจะค่อยๆ ปรับสมดุลกลับมาเป็นปกติ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

สัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์! เมื่อไหร่ที่มีอาการหลัง ผ่าคลอด ท้องอืด ไม่ใช่เรื่องปกติ?

อาการท้องอืดและลมในท้องส่วนใหญ่มักจะดีขึ้นตามลำดับ แต่คุณแม่ต้องคอยสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งในช่วงที่ยังพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล หรือหลังจากกลับมาดูแลตัวเองที่บ้านแล้ว หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบแจ้งหรือกลับมาพบคุณหมอโดยด่วน

1. ลมหยุดเดินถาวร (Signs of Paralized Bowels)

หากหลังผ่าตัดไปแล้วหลายวัน ลมในท้องยังไม่เคลื่อนไหวเลย ไม่มีการผายลม และคุณหมอตรวจพบว่าลำไส้เงียบสนิท นี่คือสัญญาณว่าลำไส้ของคุณแม่ยังไม่ตื่นตัวจากการผ่าตัด ซึ่งหากปล่อยไว้อาจส่งผลเสียต่อระบบร่างกายส่วนอื่นได้

2. สงสัยภาวะลำไส้อุดตัน (Bowel Obstruction)

ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการพักฟื้น ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงพยาบาลหรือกลับบ้านแล้ว ให้สังเกตสัญญาณอันตรายคือ

  • ปวดท้องบิดรุนแรงจนทนไม่ไหว
  • ท้องอืดตึงมากจนหน้าท้องขยายใหญ่ผิดปกติ
  • มีอาการอาเจียนร่วมด้วย
  • ไม่ถ่ายอุจจาระและไม่ผายลมเลยแม้แต่นิดเดียว

3. ความผิดปกติที่ช่องคลอด (Fistula)

หากคุณแม่รู้สึกว่ามีลมหรือแก๊สรั่วออกมาทางช่องคลอดอย่างต่อเนื่อง (ไม่ใช่การผายลมตามปกติ) นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะหายากอย่างการมีรูเชื่อมต่อผิดปกติระหว่างลำไส้และช่องคลอด ซึ่งต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากสูตินรีแพทย์ทันที

ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกที่กลับมาพักฟื้นที่บ้าน หากคุณแม่รู้สึกว่าอาการท้องอืด “แย่ลง” แทนที่จะ “ดีขึ้น” หรือเริ่มมีไข้ร่วมด้วย อย่าลังเลที่จะกลับไปโรงพยาบาล เพราะการตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณแม่ฟื้นตัวได้ปลอดภัยและสบายใจที่สุด

 

เครดิต

Tips and Tricks for Postpartum Gas and De-Bloating, Parents

การดูแลหลังคลอด แบบผ่าตัดทางหน้าท้อง, โรงพยาบาลสมิติเวช

การพยาบาลเพื่อการป้องกันภาวะท้องอืดในมารดาหลังคลอด, วารสารพยาบาลตำรวจ

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

รู้จัก “Gentle C-Section” (ผ่าคลอดแบบอ่อนโยน) ทางเลือกใหม่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนคลอดธรรมชาติ

7 อาการผิดปกติของแผลผ่าคลอด แบบไหนคืออักเสบข้างใน แบบไหนคือใกล้หาย

เช็กด่วน! 4 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้คุณแม่ มีไข้หลังผ่าคลอด

ผ่าคลอด บล็อกหลังเจ็บไหม? ทำให้ปวดหลังหลังคลอด จริงหรือเปล่า?

รอยแผลผ่าคลอด ปกติหรือไม่? มาไขข้อสงสัยพร้อมวิธีดูแลให้แผลสวย

 

บทความโดย

อภิญญา คำเอก