Top 5 โรคมะเร็งในเด็ก ที่พบมากที่สุด หมอแนะวิธีสังเกตอาการ

เผยข้อมูล 5 อันดับโรคมะเร็งในเด็กที่พบมากที่สุด หมอแนะวิธีสังเกตอาการผิดปกติของเด็ก หากพบสัญญาณอันตราเหล่านี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

โรคมะเร็งในเด็ก เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กทั่วโลก ที่สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองอย่างมาก แต่กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ชี้ว่า การทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคนี้ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเฝ้าระวังและรับมือได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้สูงถึง 70-80% เลยทีเดียว 

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ได้เปิดเผยข้อมูล 5 อันดับโรคมะเร็งในเด็กที่พบมากที่สุด ซึ่งมีความแตกต่างจากมะเร็งในผู้ใหญ่ ดังนี้

5 อันดับ โรคมะเร็งในเด็ก ที่พบบ่อย

  1. มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia): พบมากที่สุด เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวในไขกระดูก ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติออกมา ส่งผลให้เด็กติดเชื้อง่าย เลือดออกง่ายผิดปกติ และมีภาวะซีด
  2. มะเร็งสมองและระบบประสาท (Brain and Nervous System Cancer): มีความหลากหลายชนิด ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิด
  3. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma): มีความแตกต่างกันในด้านพยาธิสภาพ
  4. มะเร็งต่อมหมวกไต (Adrenal Gland Cancer): มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
  5. มะเร็งกระดูก (Bone Cancer):

 

“หมอแนะ” วิธีสังเกตอาการ โรคมะเร็งในเด็ก สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม

นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการบางอย่างของมะเร็งในเด็กอาจคล้ายคลึงกับโรคทั่วไป เช่น มีไข้ ซีด หรือมีจ้ำเลือด ทำให้ผู้ปกครองอาจชะล่าใจ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของเด็กอย่างสม่ำเสมอ หากพบ “สัญญาณอันตราย” เหล่านี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที:

  • มีไข้สูงเรื้อรัง: โดยเฉพาะไข้ที่หาสาเหตุไม่ได้แน่ชัด หายช้า หรือเป็น ๆ หาย ๆ
  • ซีดลง อ่อนเพลีย: เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือมีจุดจ้ำเลือดตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • พบก้อนเนื้อผิดปกติ: ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ก้อนที่คอ รักแร้ ขาหนีบ หรือคลำพบก้อนในท้อง
  • ปวดกระดูกรุนแรง: โดยเฉพาะอาการปวดที่รุนแรงจนเด็กไม่สามารถเดินได้ หรือปวดตามแขนขาในตอนกลางคืน
  • มีอาการทางระบบประสาท: เช่น เดินเซ อาเจียนบ่อย ๆ (โดยเฉพาะตอนเช้า) ปวดศีรษะอย่างรุนแรง หรือมีอาการชัก
  • ความผิดปกติที่ดวงตา: เช่น ตาเหล่ฉับพลัน หรือสังเกตเห็นสีขาวผิดปกติในรูม่านตา

บทความที่เกี่ยวข้อง 11 สัญญาณเสี่ยง ลูกอาจเป็นมะเร็ง

การป้องกันและโอกาสในการรักษา

แม้ว่าการป้องกันมะเร็งในเด็กจะทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากส่วนใหญ่มักเกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมตั้งแต่แรกเกิด แต่ผู้ปกครองสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกได้โดยการดูแลสุขภาพของเด็กให้แข็งแรง เช่น ให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพาไปฉีดวัคซีนตามกำหนด

ข่าวดีคือ หากตรวจพบและรักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ โอกาสที่เด็กจะหายขาดจากโรคมะเร็งมีสูงถึง 70-80% เลยทีเดียว การดูแลเอาใจใส่และสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

 

สัญชาตญาณของพ่อแม่ คือ “สัญญาณเตือน” ที่ดีที่สุด

แม้ว่าสัญญาณเตือนหลักของ โรคมะเร็งในเด็ก อาจสังเกตได้จากอาการ ไข้ ซีด พบก้อนเนื้อ ปวดกระดูก แต่ในโลกความจริง บ่อยครั้งที่อาการเริ่มต้นของมะเร็งในเด็กอาจคลุมเครืออย่างมาก

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

หลายเคสอาจไม่ได้มาด้วยอาการคลาสสิก แต่มาด้วยความรู้สึกว่า “ลูกดูไม่เหมือนเดิม” เช่น เด็กที่เคยซนมาก กลับมานอนซึมๆ เด็กที่เคยทานเก่ง กลับเบื่ออาหารโดยไม่มีเหตุผล หรือดูเพลีย แบบที่พักผ่อนแล้วก็ไม่ดีขึ้น อาการเหล่านี้อาจมาก่อนที่ไข้จะสูง หรือก่อนที่จะคลำเจอก้อนเสียอีก

คำแนะนำ คือ อย่ากลัวที่จะ “กังวลเกินเหตุ” ค่ะ ถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่า ลูกผิดปกติแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และอาการนั้นไม่หายไปใน 1-2 สัปดาห์ แม้จะไปหาหมอทั่วไปแล้วได้ยามาทาน แต่อาการยังทรงๆ หรือแย่ลง จงเชื่อสัญชาตญาณของคุณและขอรับการตรวจที่ละเอียดขึ้น หรือขอปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

การรักษา โรคมะเร็งในเด็ก คือ “การวิ่งมาราธอน” ไม่ใช่ “การวิ่ง 100 เมตร”

ตัวเลขโอกาสหาย 70-80% เป็นเรื่องจริงและเป็นกำลังใจที่ดีมาก แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่า ระหว่างทางต้องเจอกับอะไรบ้าง

การรักษามะเร็งเด็ก (เช่น เคมีบำบัด, ฉายแสง) มักใช้เวลานาน ต่อเนื่องเป็นหลักเดือนหรือหลายปี มันคือการเดินทางไกลที่จะมีทั้งวันที่ดี (ตอบสนองต่อยา) และวันที่แย่ (ผลข้างเคียง, ติดเชื้อ)

ขอให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมใจรับการเดินทางไกลนี้ ที่ต้องใช้ความอดทน การวางแผน ทั้งการงาน การเงิน และทีมเวิร์คที่แข็งแกร่งระหว่างครอบครัวและโรงพยาบาล สิ่งสำคัญคือ อย่าเปรียบเทียบลูกเรากับเด็กคนอื่น แม้จะเป็นโรคเดียวกัน แต่การตอบสนองต่อยาก็อาจต่างกันค่ะ

สุดท้ายนี้ ขอย้ำว่า เวลา คือหัวใจสำคัญที่สุด การตรวจพบเร็ว คือตัวเปลี่ยนเกม ที่แท้จริง การสังเกตของพ่อแม่คืออาวุธที่ดีที่สุดในการต่อสู้ครั้งนี้ค่ะ

ที่มา: สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

7 โรคระบาดยอดฮิตในเด็ก และอาการที่พ่อแม่ต้องคอยเฝ้าระวัง

ลูกมีจุดแดงตามตัว อย่าชะล่าใจ! อาจไม่ใช่แค่รอยยุงกัด แต่เป็นสัญญาณโรคร้ายในเด็ก

ไขข้อข้องใจ ลูกไอเวลานอน มีโรคอะไรแฝงอยู่?

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา