คุณแม่คงเคยมีโมเมนต์น่ารัก ๆ เวลาลูบท้องแล้วเผลอพูดกับลูกในท้องอยู่บ่อย ๆ หรือบางคนอาจถึงขั้นร้องเพลง เล่านิทาน หรือชวนคุณพ่อมาพูดกับท้องทุกคืน แต่หลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แม่ชอบคุยกับลูกในท้อง แล้วลูกได้ยินจริงเหรอ หรือว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกของแม่เท่านั้น?
บทความนี้จะพาคุณแม่มาหาคำตอบกันแบบเจาะลึกว่า ลูกในครรภ์เริ่มได้ยินเสียงเมื่อไหร่ ได้ยินเสียงแม่จริงไหม เสียงต่าง ๆ ส่งผลต่อสมอง อารมณ์ และความผูกพันของลูกอย่างไร รวมถึงแนะนำว่า ควรพูด หรือร้องเพลงอะไรดี และควรเลี่ยงเสียงแบบไหนระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อไม่ให้กระทบกับลูกน้อยในครรภ์

แม่ชอบคุยกับลูกในท้อง แล้วลูกได้ยินเสียงแม่ไหม?
เชื่อหรือไม่ มีงานวิจัยมากมาย ที่ยืนยันว่า ทารกในครรภ์ “ได้ยิน” จริง ไม่ใช่เรื่องมโนของแม่เลยสักนิด จากการศึกษาในสหรัฐฯ พบว่า ทารกในครรภ์ สามารถรับรู้เสียงรอบตัวตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยเฉพาะเสียงที่ดังชัด และใกล้ตัว เช่น เสียงหัวใจ เสียงระบบไหลเวียนเลือด และที่สำคัญที่สุดคือ “เสียงแม่”
เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้ลูกในท้องได้ยิน เสียงแม่ ชัดกว่าเสียงคนอื่น
- ร่างกายของแม่ ทำหน้าที่เป็นเหมือนลำโพง เสียงพูด หรือร้องเพลงของแม่ สั่นสะเทือนผ่านร่างกาย และน้ำคร่ำไปถึงลูก
- เสียงแม่อยู่ “ข้างใน” ร่างกาย จึงได้ยินเด่นกว่าเสียงจากภายนอก เช่น โทรทัศน์ หรือเสียงคนคุยนอกบ้าน
แพทย์ยังพบว่า เมื่อแม่พูดกับลูกในท้องบ่อย ๆ ลูกจะตอบสนอง เช่น เตะเบา ๆ หรือขยับตัวมากขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่า เสียงมีผลโดยตรงต่อการกระตุ้นการรับรู้ของทารก
ทารกในครรภ์ เริ่มได้ยินเสียงเมื่อไหร่?
คุณแม่หลายคน อาจคิดว่า “ลูกน่าจะเริ่มได้ยินตอนใกล้คลอด” แต่จริง ๆ แล้ว หูของลูกเริ่มพัฒนาเร็วกว่าที่คิด!
Timeline การได้ยินของลูกในครรภ์
- สัปดาห์ที่ 16: โครงสร้างต่าง ๆ ในหูเริ่มก่อตัว แต่ยังไม่ได้ยินเสียงชัดเจน
- สัปดาห์ที่ 23–25: ลูกเริ่มตอบสนองต่อเสียง เช่น ขยับตัว เมื่อได้ยินเสียงดัง
- สัปดาห์ที่ 28: ลูกสามารถแยกเสียงสูงต่ำได้บ้าง และเริ่มคุ้นเคยกับเสียงบางเสียง โดยเฉพาะเสียงแม่
- สัปดาห์ที่ 32–34: ลูกตอบสนองต่อเสียงเพลง และเสียงพูดได้ชัดเจนขึ้น
- หลังสัปดาห์ที่ 35: ลูกจดจำจังหวะ และโทนเสียงได้ เช่น ถ้าแม่ร้องเพลงซ้ำ ๆ ลูกจะจดจำได้
ถึงแม้ลูกจะได้ยินเสียง แต่เสียงที่ได้ยินในท้องจะ “อู้อี้” กว่าเสียงปกติ เพราะผ่านน้ำคร่ำ และเนื้อเยื่อของแม่ แต่จังหวะ โทน และอารมณ์ของเสียงนั้น “ชัดเจน”

เสียงไหนที่ลูกได้ยินชัดที่สุด?
แม้ว่าเสียงรอบตัว จะเดินทางไปถึงลูกได้ แต่ ไม่ใช่ทุกเสียงที่ลูกจะได้ยินเท่ากัน
เสียงแม่ – ชัดที่สุด
- เสียงแม่เดินทางตรงจากกล่องเสียง ผ่านร่างกาย ลงไปถึงท้อง
- ลูกจะได้ยินทั้งเสียงพูด เสียงร้องเพลง และเสียงหายใจของแม่
เสียงหัวใจแม่ – เสียงที่ลูกได้ยินตลอดเวลา
- ลูกจะได้ยินเสียงหัวใจแม่เต้น “ตึกตัก ๆ” อย่างสม่ำเสมอ
- เสียงนี้เป็นเสียงที่ปลอดภัย และทำให้ลูกสงบ
เสียงจากภายนอก
- เสียงพ่อ เสียงพี่ ๆ หรือเพลงที่เปิดใกล้ท้อง ก็ไปถึงลูกได้เช่นกัน แต่จะเบากว่า และอู้อี้
- ลูกยังสามารถ “สะดุ้ง” ได้ถ้าเสียงดังมาก เช่น เสียงฟ้าร้อง
เสียงกับพัฒนาการสมอง อารมณ์ และความผูกพัน
หลายคนอาจคิดว่า “ก็แค่เสียง” แต่จริง ๆ แล้ว เสียงมีพลังมหาศาล ต่อพัฒนาการของลูก ตั้งแต่อยู่ในท้อง
1. กระตุ้นสมอง และทักษะภาษา
- การได้ยินเสียงพูด และเสียงเพลงของแม่ ช่วยกระตุ้นสมองส่วนการฟัง (auditory cortex)
- ลูกคุ้นเคยกับเสียงภาษาแม่ตั้งแต่ในท้อง ส่งผลให้หลังคลอด “จับเสียงภาษา” ได้เร็วขึ้น
2. ส่งผลต่ออารมณ์ลูก
- เสียงอ่อนโยนของแม่ ทำให้ลูกสงบ และลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียดของแม่ (ซึ่งมีผลต่อทารกด้วย)
- งานวิจัยบางชิ้นพบว่า เด็กที่แม่พูดคุย หรือร้องเพลงให้ฟังในท้อง จะเป็นเด็กที่มีอารมณ์มั่นคงกว่า
3. สร้างความผูกพัน (Bonding)
- การพูดคุยกับลูก ทำให้แม่รู้สึกใกล้ชิดกับลูก ตั้งแต่ยังไม่คลอด
- หลังคลอด ลูกจะจำเสียงแม่ได้ทันที และมักสงบลง เมื่อได้ยินเสียงแม่พูด

ประโยชน์ของการคุยกับลูกในท้อง
1. ลูกจำเสียงแม่ได้
เด็กแรกเกิด สามารถจำเสียงแม่ที่เคยได้ยินในท้องได้ทันที มีการทดลองให้ทารกฟังเสียงแม่ กับเสียงผู้หญิงคนอื่น และพบว่า ลูกตอบสนองต่อเสียงแม่มากกว่า
2. กระตุ้นพัฒนาการภาษา
การพูด การเล่านิทาน การร้องเพลง ช่วยวางรากฐานทักษะภาษา และการฟัง
3. ช่วยให้แม่รู้สึกผ่อนคลาย
การคุยกับลูก ทำให้แม่รู้สึกเชื่อมโยงกับลูกมากขึ้น ลดความเครียด และความวิตกกังวลช่วงตั้งครรภ์
4. เป็นช่วงเวลาคุณภาพระหว่างแม่กับลูก
แม้ลูกยังไม่เห็นหน้า แต่การพูดคุยก็เหมือนการบอกว่า “แม่อยู่ตรงนี้นะ”
เสียงที่ควรหลีกเลี่ยงระหว่างตั้งครรภ์
ไม่ใช่ทุกเสียงที่เหมาะให้ลูกในท้องได้ยิน เพราะบางเสียงก็อาจส่งผลเสียได้
1. เสียงดังมาก ๆ
เช่น งานก่อสร้าง คอนเสิร์ต หรือเสียงเครื่องจักร อาจทำให้ลูกสะดุ้ง และถ้ารุนแรงมาก อาจกระทบพัฒนาการการได้ยิน
2. เสียงทะเลาะ หรือเสียงที่สร้างความเครียด
แม้ลูกจะไม่เข้าใจคำพูด แต่รับรู้ได้ถึงโทนอารมณ์ หากแม่เครียดมาก ลูกก็จะได้รับฮอร์โมนความเครียดไปด้วย
3. เสียงที่กระตุ้นความกลัว
เช่น เสียงไซเรน เสียงรถชน เสียงกรีดร้อง สามารถทำให้ลูกในท้องมีปฏิกิริยาตกใจทันที
Q&A ที่แม่อยากรู้
-
ถ้าพ่อพูดกับลูก ลูกจะจำได้ไหม?
ลูกได้ยิน แต่เสียงพ่อจะเบากว่า เพราะมาจากภายนอก แต่พ่อก็ควรที่จะพูด หรือร้องเพลงให้ลูกฟังนะ เพราะช่วยสร้างความผูกพัน ตั้งแต่ก่อนเจอหน้ากัน
เพลงกล่อมเด็ก ดนตรีคลาสสิก หรือเพลงที่แม่ชอบก็ได้ เพราะสิ่งสำคัญคือ เสียงแม่ที่ฮัมหรือร้องตาม
-
ถ้าแม่ไม่คุยกับลูกเลย ลูกจะมีพัฒนาการช้าไหม
ไม่ถึงกับมีพัฒนาการช้า แต่ถ้าแม่คุย หรือร้องเพลงให้ฟัง จะเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ลูก และช่วยให้แม่มีความสุขขึ้นด้วย

วิธีคุยกับลูกในท้องให้เวิร์ก
การคุยกับลูกในท้อง ไม่ใช่แค่พูดอะไรออกไปก็ได้ แต่ถ้าทำอย่างถูกวิธี ลูกจะได้รับประโยชน์เต็มที่ และแม่ก็รู้สึกผูกพันกับลูกมากขึ้น มาลองดูเทคนิคง่าย ๆ ที่คุณแม่ทำได้ทุกวันกัน
1. ใช้เสียงจริงของแม่ ไม่ต้องพยายามดัดเสียง
- ลูกจำเสียงแม่ จากโทนเสียงจริง ๆ ได้ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องทำเสียงเล็กแหลม เหมือนคุยกับเด็กเล็ก
- แค่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลูกก็สัมผัสได้ถึงความรักแล้ว
2. พูดกับลูกในเวลาที่แม่ผ่อนคลาย
- เวลาที่เหมาะที่สุด คือ ช่วงเช้า ก่อนนอน หรือเวลาที่นั่งพัก เพราะแม่จะมีอารมณ์ดี เสียงนุ่ม และลูกก็สงบตามไปด้วย
- ไม่จำเป็นต้องพูดทั้งวัน แต่ทำให้เป็น “ช่วงเวลาสำคัญ” สัก 5–10 นาทีทุกวัน
3. พูดเรื่องราวในชีวิตประจำวัน
- เช่น “วันนี้แม่กินข้าวผัดนะลูก” หรือ “เดี๋ยวตอนเย็นแม่จะไปเดินเล่นกับพ่อ”
- ลูกไม่เข้าใจคำพูด แต่ “จังหวะเสียง และอารมณ์” ช่วยให้สมองลูกเรียนรู้รูปแบบของภาษา
4. เล่านิทาน ร้องเพลง หรืออ่านหนังสือ
- เล่านิทานสั้น ๆ หรือร้องเพลงกล่อมเด็ก ช่วยให้ลูกจดจำเสียงแม่ และทำนองเพลง
- เลือกเพลงที่แม่ชอบด้วย เพราะอารมณ์ของแม่ จะส่งผ่านเสียงไปถึงลูก
5. ให้พ่อร่วมคุยกับลูกด้วย
- ถึงแม้เสียงพ่อจะเบากว่า แต่การที่พ่อพูด หรือร้องเพลงให้ลูกฟัง จะช่วยสร้าง “สายใยพ่อ-ลูก”
- หลังคลอด ลูกจะคุ้นเคยกับเสียงพ่อ และตอบสนองต่อเสียงนั้นได้ดีขึ้น
6. แตะท้องเบา ๆ ขณะคุย
- การลูบท้อง หรือแตะเบา ๆ พร้อมพูดคุย เป็นการสื่อสารทั้งเสียง และสัมผัส ลูกจะตอบสนอง เช่น เตะกลับ หรือขยับตัวเล็กน้อย
7. ทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
- อาจตั้งเป็นช่วงเวลาตอนเช้า และก่อนนอน เพื่อพูดกับลูก เป็นประจำทุกวัน
- การทำซ้ำช่วยให้ลูกคุ้นเคยและรู้สึกปลอดภัย
สรุปแล้ว ลูกในครรภ์ได้ยินเสียงแม่จริง และได้ยินเร็วกว่าที่เราคิด! ลูกเริ่มฟังเสียง ตั้งแต่ประมาณ 23–25 สัปดาห์ และยิ่งใกล้คลอด ก็ยิ่งจำเสียงแม่ได้ชัดขึ้น ดังนั้นการคุยกับลูกในท้องบ่อย ๆ ไม่ใช่แค่ทำให้แม่มีความสุข แต่ยังช่วยกระตุ้นสมอง พัฒนาภาษา สร้างความผูกพัน และทำให้ลูกคุ้นเคย กับเสียงที่อบอุ่นของแม่ ตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก ดังนั้น วันนี้ลองลูบท้อง แล้วพูดกับลูกเบา ๆ หรือฮัมเพลงที่คุณชอบให้ลูกฟังนะคะ เพราะเสียงของแม่ คือเสียงที่พิเศษที่สุดสำหรับลูกเสมอ
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ท้องลูกชายชอบกินอะไร ? ความเชื่อ VS ความจริงเรื่องอาหารแม่ท้อง
ท้องลายทำไงดี ? 9 วิธีป้องกันและลดรอยแตกลายให้แม่ท้อง แม่หลังคลอด
แม่ท้อง ลาคลอดได้กี่วัน รวมทุกเรื่องที่สงสัยเกี่ยวกับการลาคลอด ปี 2568
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!