ลูกเงียบผิดปกติหรือเปล่า? แพทย์แนะ 4 สัญญาณเตือน "ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน"

ลูกซึมเศร้า ไม่อยากไปโรงเรียน อาจเป็นสัญญาณ ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน อ่าน 4 จุดสังเกตสำคัญจากเพจนายแพทย์สมาธิ และวิธีรับมือเมื่อลูกถูกแกล้ง

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

“โรงเรียน” ควรจะเป็นบ้านหลังที่สองที่ปลอดภัยและเต็มไปด้วยความสุขของลูกน้อยใช่ไหมคะ? แต่ในความเป็นจริง ความกังวลใจที่สุดของคุณพ่อคุณแม่อาจไม่ใช่เรื่องการเรียน แต่เป็นเรื่อง “ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน (School Bullying)” ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ เด็ก ๆ ที่ถูกกระทำส่วนใหญ่มักเลือกที่จะ “เงียบ” เพราะความอับอาย หรือกลัวว่าจะถูกรังแกหนักกว่าเดิมหากเรื่องถึงหูผู้ใหญ่ ทำให้พ่อแม่กว่าจะรู้ตัว ลูกรักก็อาจบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจไปแล้ว วันนี้ theAsianparent จึงขอนำข้อมูลดี ๆ จาก เพจนายแพทย์สมาธิ มาแชร์ให้คุณพ่อคุณแม่ได้สังเกตกันค่ะ ว่าพฤติกรรมแบบไหน คือสัญญาณ SOS ที่ลูกกำลังส่งเสียงขอความช่วยเหลือจากเราอยู่เงียบ ๆ เพื่อที่เราจะได้เข้าไปโอบกอดและแก้ไขปัญหาได้ทันเวลาค่ะ

School Bullying ไม่ใช่เรื่อง เด็กเล่นกัน

School Bullying หรือการกลั่นแกล้งในโรงเรียน คือ พฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดขึ้นอย่าง “ตั้งใจ” และ “ทำซ้ำ” โดยฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่า กระทำต่อฝ่ายที่อ่อนแอกว่า เพื่อให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกายหรือจิตใจ

หัวใจสำคัญของ Bullying คือความไม่เท่าเทียมกันของอำนาจ ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทหลัก ๆ ดังนี้:

  1. ประเภทของการบูลลี่ 

  • ทางร่างกาย: การทำร้ายร่างกายโดยตรง เช่น ตบ ตี ผลัก หรือทำลายข้าวของส่วนตัว
  • ทางวาจา: การใช้คำพูดทำร้ายความรู้สึก เช่น ล้อเลียนปมด้อย เหยียดหยาม หรือข่มขู่
  • ทางสังคม: การกีดกันออกจากกลุ่ม การปล่อยข่าวลือให้เสียชื่อเสียง หรือทำให้เหยื่อกลายเป็น “ตัวตลก” ในสายตาเพื่อน
  • ทางไซเบอร์: การกลั่นแกล้งผ่านสื่อดิจิทัล เช่น การประจานในโซเชียลมีเดีย หรือการส่งข้อความด่าทอ ซึ่งรุนแรงเพราะสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  1. วงจรของผู้เกี่ยวข้อง

การบูลลี่ไม่ได้มีแค่ “คนแกล้ง” และ “คนถูกแกล้ง” แต่ยังมีตัวละครอื่นที่ทำให้วงจรนี้ดำเนินต่อไปได้:

  1. The Bully: ผู้ริเริ่มกลั่นแกล้ง มักต้องการการยอมรับหรือมีปัญหาการจัดการอารมณ์
  2. The Victim: ผู้ถูกกระทำ ซึ่งมักจะโดดเดี่ยวหรือมีความแตกต่างจากกลุ่ม
  3. Bystanders (ผู้สังเกตการณ์):
    • ผู้ช่วย/กองเชียร์: ให้ท้ายคนแกล้งทำให้สถานการณ์แย่ลง
    • ผู้นิ่งเฉย: เห็นแต่ไม่กล้าช่วย (ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดทางให้คนแกล้งทำต่อ)
    • ผู้ช่วยเหลือ: คนที่กล้าเข้าไปหยุดหรือแจ้งครู
  1. ผลกระทบที่รุนแรง 

การบูลลี่ไม่ใช่เรื่อง “เด็กเล่นกัน” เพราะส่งผลกระทบระยะยาว:

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

วิธีสังเกต ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน

การสังเกตว่าเด็กกำลังเผชิญกับ การกลั่นแกล้ง School Bullying หรือไม่นั้นเป็นเรื่องท้าทายครับ เพราะเด็กส่วนใหญ่มักจะ “เงียบ” เนื่องจากความอับอายหรือกลัวว่าจะถูกรังแกหนักกว่าเดิมหากบอกใคร หากเด็กเริ่มมีพฤติกรรม “เปลี่ยนเส้นทางเดินไปโรงเรียน”, “ข้าวของพังบ่อย”, หรือ “แยกตัวจากเพื่อน” นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเขากำลังเผชิญกับปัญหาการถูกกลั่นแกล้ง

โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 สัญญาณเตือนหลัก ดังนี้

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  1. สัญญาณทางกาย 

เป็นร่องรอยที่ชัดเจนที่สุด แต่เด็กมักจะพยายามปกปิด:

  • รอยฟกช้ำหรือแผล: ที่อธิบายที่มาไม่ได้ หรือคำอธิบายไม่สมเหตุสมผล (เช่น “หกล้มเอง” บ่อยผิดปกติ)
  • ข้าวของเสียหายหรือสูญหาย: อุปกรณ์การเรียน หนังสือ เสื้อผ้า หรือของมีค่ามักจะพังหรือหายไปบ่อย ๆ
  • อาการทางกายจากความเครียด: ปวดหัว ปวดท้อง หรือคลื่นไส้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเช้าวันจันทร์หรือก่อนไปโรงเรียน
  1. สัญญาณด้านพฤติกรรม 

การเปลี่ยนแปลงของนิสัยเดิม ๆ คือตัวบ่งชี้สำคัญ:

  • การเลี่ยงโรงเรียน: หาข้ออ้างไม่ไปเรียน แกล้งป่วย หรือขอให้พ่อแม่ไปส่งแทนการขึ้นรถโรงเรียน/เดินไปเอง
  • การเปลี่ยนเส้นทาง: พยายามเดินไปโรงเรียนในเส้นทางที่ไกลขึ้นเพื่อหลบเลี่ยงใครบางคน
  • พฤติกรรมการกินและนอนเปลี่ยนไป: ฝันร้าย นอนไม่หลับ หรือกลับมาบ้านด้วยความหิวโซ (เพราะถูกแย่งเงินค่าข้าวหรือถูกแกล้งไม่ให้กินข้าว)
  • ถอยห่างจากสังคม: เลิกสนใจงานอดิเรกที่เคยชอบ หรือไม่อยากออกไปเจอเพื่อนกลุ่มเดิม
  1. สัญญาณด้านอารมณ์

  • อารมณ์แปรปรวน: ดูเศร้า วิตกกังวล หรือหงุดหงิดง่ายผิดปกติหลังจากกลับจากโรงเรียน
  • ความมั่นใจลดลง: พูดจาดูถูกตัวเอง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า
  • ความก้าวร้าวที่บ้าน: เด็กที่ถูกบูลลี่ที่โรงเรียน บางครั้งจะมาระบายอารมณ์ ใส่พี่น้องหรือสัตว์เลี้ยงที่บ้าน
  1. สัญญาณด้านการเรียน 

  • ผลการเรียนตกต่ำ: ขาดสมาธิในการเรียน พลังงานในการทำการบ้านลดลง
  • ไม่ยอมทำกิจกรรมกลุ่ม: ปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมทัศนศึกษาหรืองานรื่นเริงของโรงเรียน

ข้อควรระวัง: อย่ากดดันให้เด็กพูดในทันที เพราะเขาจะยิ่งปิดกั้น ให้เริ่มจากการสร้าง Safe Space และบอกเขาว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันไม่ใช่ความผิดของลูก และพ่อแม่/ครูพร้อมจะอยู่ข้าง ๆ”

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

วิธีรับมือเมื่อ ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน

การจัดการกับ School Bullying ไม่ใช่เรื่องของเด็กคนเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือเป็นทีมระหว่าง เด็ก-ผู้ปกครอง-โรงเรียน โดยแบ่งวิธีรับมือตามบทบาทได้ดังนี้

  1. สำหรับ “เด็ก” ที่ถูกกลั่นแกล้ง 

สอนให้เด็กมี “เกราะป้องกัน” ทางอารมณ์และวิธีการโต้ตอบที่เหมาะสม:

  • Don’t React: ผู้รังแกมักต้องการเห็นอาการโกรธหรือร้องไห้ หากเราทำเป็นเฉย หรือตอบโต้ด้วยความนิ่ง เขาจะรู้สึกไม่สนุกและเลิกไปเอง
  • Walk Away: เดินหนีออกจากสถานการณ์นั้นทันที ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียง
  • Stay in Groups: พยายามอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่ไว้ใจได้ เพราะการบูลลี่มักเกิดขึ้นเมื่อเหยื่ออยู่คนเดียว
  • Speak Up: บอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ (ครู, พ่อแม่, หรือที่ปรึกษา) การบอกไม่ใช่การ “ขี้ฟ้อง” แต่เป็นการ “ปกป้องสิทธิ์” ของตัวเอง
  1. สำหรับ “ผู้ปกครอง” 

เมื่อลูกเล่าให้ฟัง สิ่งสำคัญคือ “ความใจเย็น”:

  • Be a Safe Space: รับฟังโดยไม่ตำหนิ (ห้ามพูดว่า “ทำไมไม่สู้กลับ” เพราะจะทำให้เด็กยิ่งรู้สึกแย่)
  • Document Everything: จดบันทึกเหตุการณ์ (ใคร, ทำอะไร, เมื่อไหร่, ที่ไหน) และเก็บหลักฐานหากเป็นการบูลลี่ทางไซเบอร์
  • Contact the School: ติดต่อครูประจำชั้นอย่างเป็นทางการ เพื่อหาทางออกร่วมกันตามกฎระเบียบของโรงเรียน
  • Professional Help: หากลูกมีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลรุนแรง ควรปรึกษาจิตแพทย์เด็กเพื่อเยียวยาจิตใจ
  1. สำหรับ “โรงเรียน” 

โรงเรียนต้องมีนโยบาย Zero Tolerance ต่อการบูลลี่:

  • Restorative Justice: เน้นการปรับความเข้าใจและให้ผู้กระทำรับผิดชอบต่อความรู้สึกของเหยื่อ มากกว่าแค่การสั่งพักการเรียน
  • Monitoring Hotspots: เพิ่มการสอดส่องในจุดบอด เช่น ห้องน้ำ หลังอาคารเรียน หรือโรงอาหาร
  • Social-Emotional Learning (SEL): สอนทักษะการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Emphaty) ให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร
  1. วิธีรับมือกับ Cyberbullying 

ในยุคนี้การบูลลี่ตามไปถึงที่บ้านผ่านมือถือ วิธีจัดการคือ:

  1. Stop: หยุดโต้ตอบ เพราะการด่ากลับจะยิ่งทำให้เรื่องบานปลาย
  2. Screenshot: แคปหน้าจอเก็บหลักฐานทั้งหมด
  3. Block/Report: บล็อกผู้ใช้นั้นและแจ้งรีพอร์ตไปยังแพลตฟอร์ม (Facebook, IG, TikTok)
  4. Privacy Settings: ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวให้สูงสุด

ข้อคิดสำคัญ: การหยุดบูลลี่ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยน “คนถูกแกล้ง” ให้เข้มแข็งขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยน “คนแกล้ง” ให้เข้าใจความเป็นมนุษย์ และเปลี่ยน “คนดู” ให้กล้าที่จะยื่นมือเข้าช่วยด้วย

 

ลูกถูกบูลลี่ที่โรงเรียน ไม่ใช่แค่เรื่อง “เด็กเล่นกัน” แล้วก็จบไป แต่มันคือบาดแผลที่อาจฝังลึกและส่งผลกระทบต่อจิตใจของลูกไปตลอดชีวิตค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้ในวันนี้ คือการสร้างบ้านให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” เมื่อไหร่ที่ลูกกล้าเล่า จงรับฟังด้วยหัวใจ อย่าเพิ่งรีบกดดัน และทำให้เขามั่นใจว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พ่อกับแม่จะอยู่ข้าง ๆ ลูกเสมอ” สุดท้ายนี้ การหยุดวงจรบูลลี่ที่ยั่งยืนที่สุด ไม่ใช่แค่การสอนให้เหยื่อเข้มแข็ง แต่คือการสอนให้เด็กทุกคนมีความเป็นมนุษย์และเห็นอกเห็นใจผู้อื่นด้วยค่ะ 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ที่มา: เพจนายแพทย์สมาธิ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แม่เตือนภัย ส่งลูกเรียนซัมเมอร์ต่างประเทศ เจอทั้งบุลลี่ และถูกคุกคามทางเพศ

เปิดคำสอน แอนนี่ บรู๊ค หลังลูกชายถูกบูลลี่ “เป็นคนประหลาด”

ลูกถูกแกล้งที่โรงเรียน พ่อแม่จะรับมือ และปกป้องลูกได้อย่างไร