ลูกร้องไห้ไม่หยุด รับมืออย่างไร? รู้จัก ภาวะ PURPLE Crying และวิธีปลอบลูกร้องไห้

พ่อแม่มือใหม่ต้องรู้! สาเหตุที่ลูกร้องไห้ไม่หยุด อาจไม่ได้แปลว่าลูกป่วย แต่มาจากภาวะ PURPLE Crying อ่านความหมาย วิธีปลอบลูก และสัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ลูกร้องไห้ไม่หยุด ปลอบอย่างไรก็ไม่หาย กินนมแล้ว เปลี่ยนผ้าอ้อมแล้วก็ยังร้อง  จนทำให้คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มเครียดและสงสัยว่าลูกกำลังป่วยหรือผิดปกติหรือไม่ ในทางการแพทย์ ภาวะที่เด็กทารกร้องไห้อย่างหนักโดยไม่มีสาเหตุการเจ็บป่วยนี้ มักถูกอธิบายด้วยกรอบแนวคิดที่เรียกว่า ภาวะ PURPLE Crying ค่ะ

เราจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความเข้าใจว่า ภาวะ PURPLE Crying คืออะไร แตกต่างจากโคลิคอย่างไร พร้อมแนะนำวิธีปลอบลูกน้อยอย่างได้ผลตามหลักการแพทย์ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถรับมือกับช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยค่ะ

 

PURPLE Crying คืออะไร?

ภาวะ PURPLE Crying ไม่ใช่ชื่อโรคหรือความผิดปกติ แต่เป็น คำที่กุมารแพทย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อให้พ่อแม่เข้าใจ “พัฒนาการการร้องไห้ตามปกติ” ของทารก โดยคำว่า PURPLE มาจากตัวอักษรย่อที่อธิบายลักษณะการร้องไห้ของทารกในช่วงนี้ไว้ดังนี้

  • P – Peak of crying (จุดสูงสุดของการร้องไห้): ทารกจะเริ่มร้องไห้มากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 2-3 หลังคลอด และจะร้องไห้หนักที่สุดหรือถึงจุดพีคเมื่ออายุประมาณ 6-8 สัปดาห์ ก่อนที่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเมื่ออายุ 3-4 เดือน
  • U – Unpredictable (คาดเดาไม่ได้): อาการร้องไห้สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีทันใดโดยไม่มีสัญญาณเตือน และบทจะหยุดก็หยุดไปเสียเฉยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • R – Resistant to soothing (ปลอบให้หยุดยาก): ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะพยายามอุ้ม โอ๋ ให้นม หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม เด็กก็ยังคง ลูกร้องไห้ไม่หยุด หรือไม่ตอบสนองต่อการปลอบประโลมใดๆ
  • P – Pain-like face (สีหน้าคล้ายเจ็บปวด): ทารกมักจะร้องไห้จนหน้าแดง มีสีหน้าเหมือนกำลังเจ็บปวดทรมาน กำมือแน่น ขาเกร็ง และมีอาการเกร็งที่หน้าท้องร่วมด้วย (แม้ว่าจริงๆ แล้วทารกจะไม่ได้เจ็บปวดหรือป่วยก็ตาม)
  • L – Long lasting (ร้องนานเป็นชั่วโมง): การร้องไห้ในแต่ละครั้งอาจกินเวลานานมาก โดยทั่วไปอาจร้องนานกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน
  • E – Evening (มักร้องในช่วงเย็นหรือค่ำ): ทารกมักจะมีพฤติกรรมร้องไห้หนักและงอแงมากเป็นพิเศษในช่วงบ่ายแก่ๆ เย็น หรือช่วงค่ำของวัน

 

โคลิค vs PURPLE Crying ต่างกันอย่างไร?

คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่า ภาวะ PURPLE Crying ต่างจาก “โคลิค” (Colic) อย่างไร?

คำตอบคือ ในทางการแพทย์ ทั้งสองคำนี้ใช้เรียกปรากฏการณ์เดียวกัน และมีแนวทางการรับมือที่เหมือนกันทุกประการค่ะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • โคลิค (Colic): เป็นคำดั้งเดิมที่ใช้เรียกภาวะที่เด็กทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงดี มีอาการร้องไห้อย่างหนัก ร้องนานกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ และเป็นต่อเนื่องนานกว่า 3 สัปดาห์ โดยในอดีตมักเชื่อว่าเกิดจากอาการปวดหรือแน่นท้อง แต่ปัจจุบันแพทย์มองว่าคำนี้อาจทำให้พ่อแม่เข้าใจผิดว่าลูกมีปัญหาที่ระบบทางเดินอาหาร ทั้งที่จริงแล้วอาจไม่ใช่เสมอไป
  • PURPLE Crying: เป็นคำใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ “เปลี่ยนมุมมอง” ให้พ่อแม่เข้าใจว่า อาการที่ ลูกร้องไห้ไม่หยุด นั้นเป็นพัฒนาการปกติตามวัย (Normal developmental phase) ไม่ใช่ความเจ็บป่วยหรือโรคที่ต้องหาทางรักษาให้หายขาด

ดังนั้น ไม่ว่าจะเรียกว่า โคลิค หรือ PURPLE Crying ทารกจะยังคงกินนมได้ดี น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ และเมื่อพ้นช่วงอายุ 3-4 เดือน อาการเหล่านี้จะหายไปได้เอง

 

วิธีปลอบลูกร้องไห้

เมื่อลูกร้องไห้ไม่หยุด สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งสติและเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ความผิดของใคร และไม่ใช่เพราะคุณดูแลลูกไม่ดี นอกจากการให้ความรักและอดทนแล้ว เราสามารถใช้วิธีบรรเทาอาการร้องไห้ด้วยเทคนิค 5 S’s ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยส่งเสริมการนอนหลับและลดการร้องไห้ของทารกได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ได้แก่

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

1. Swaddling (การห่อตัว)

การห่อตัวทารกด้วยผ้าอย่างกระชับ (แต่ไม่แน่นจนเกินไปและต้องระวังเรื่องข้อสะโพก) จะช่วยลดปฏิกิริยาสะดุ้งตกใจ ทำให้ทารกรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเสมือนยังอยู่ในครรภ์แม่

2. Side/Stomach positioning (การอุ้มตะแคงหรือนอนคว่ำบนตัก) 

การอุ้มทารกในท่าตะแคงข้าง หรือให้นอนคว่ำขวางบนตักของคุณแม่พร้อมกับลูบหลังเบาๆ จะช่วยให้ทารกสงบลงได้ดีกว่าการให้นอนหงายเวลาที่กำลังงอแง (ข้อควรระวัง: ท่านี้ใช้เฉพาะเวลาอุ้มปลอบเท่านั้น เวลานอนหลับจริงต้องให้ทารกนอนหงายเสมอเพื่อป้องกันภาวะ SIDS)

3. Shushing (การทำเสียงชู่ว์ หรือใช้เสียง White noise)

การทำเสียง “ชู่ว์” ยาวๆ ข้างหูทารก หรือการเปิดเสียง White noise เช่น เสียงพัดลม เสียงเครื่องดูดฝุ่น เสียงคลื่น จะคล้ายกับเสียงที่ทารกเคยได้ยินเมื่ออยู่ในครรภ์ ช่วยลดการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอกและทำให้เด็กสงบลงได้

4. Swinging (การไกวหรือโยกตัวเบาๆ)

การอุ้มลูกแนบอกหรือพาดบ่าแล้วโยกตัวเบาๆ เป็นจังหวะ หรือการพาลูกนั่งรถเข็นเด็ก/คาร์ซีท จะช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลาย อีกวิธีที่ดีคือการใช้เป้อุ้มเด็ก ซึ่งช่วยให้ลูกได้แนบชิดกับอกแม่และสงบลงได้ดี

5. Sucking (การดูด)

การให้ทารกดูดจุกหลอก หรือดูดเต้า จะช่วยกระตุ้นกลไกการปลอบประโลมตัวเองของทารก ทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายและเข้าสู่สภาวะสงบได้ง่ายขึ้น

วิธีอื่นๆ ที่อาจช่วยได้

  • จับเรอและไล่ลม: หากลูกร้องเพราะมีลมในท้องมาก ให้พยายามอุ้มพาดบ่าเพื่อจับเรอ นวดท้องเบาๆ หรือทำท่าปั่นจักรยานอากาศเพื่อช่วยระบายแก๊ส
  • การใช้โพรไบโอติก (Probiotics): มีงานวิจัยพบว่าการให้โพรไบโอติกบางชนิด เช่น Lactobacillus reuteri อาจช่วยลดระยะเวลาการร้องไห้ในทารกที่กินนมแม่ได้ แต่ควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนการใช้เสมอ

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด

เมื่อลูกร้องไห้ไม่หยุด จนพ่อแม่รู้สึกเครียดจัด “ห้ามเขย่าตัวเด็กเด็ดขาด” เพราะการเขย่าตัวทารกอย่างรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะกระทบกระเทือนทางสมอง (Abusive Head Trauma หรือ Shaken Baby Syndrome) ซึ่งทำให้เส้นเลือดในสมองฉีกขาด มีเลือดออกในสมอง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากคุณแม่หรือคุณพ่อรู้สึกรับมือไม่ไหว ให้วางลูกลงในเปลที่ปลอดภัยอย่างอ่อนโยน แล้วเดินออกมาพักหายใจสัก 5-10 นาที หรือขอให้คนในครอบครัวมาช่วยสลับดูแลนะคะ

 

สัญญาณที่ควรพาลูกไปพบแพทย์

แม้ว่า ภาวะ PURPLE Cryingจะเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่อันตราย แต่เพื่อความปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องแยกแยะอาการร้องไห้ปกติ ออกจากการร้องไห้ที่เกิดจาก ความเจ็บป่วยทางร่างกาย ซึ่งพบได้ประมาณ 5% ของทารกที่ร้องไห้หนัก

หากลูกร้องไห้ไม่หยุด ร่วมกับมีสัญญาณเตือนต่อไปนี้ ควรรีบพาลูกไปพบกุมารแพทย์ทันที

  1. มีไข้ ตัวร้อน
  2. อาเจียนรุนแรง หรืออาเจียนพุ่ง
  3. อุจจาระผิดปกติ เช่น ท้องเสีย มีมูกเลือดปนในอุจจาระ
  4. หายใจผิดปกติ หอบเหนื่อย หรือหน้าอกบุ๋ม
  5. ดูดนมน้อยลง ปฏิเสธการกินนม หรือน้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์
  6. เด็กมีอาการซึมลง ไม่ร่าเริงในช่วงเวลาที่ไม่ได้ร้องไห้

นอกจากนี้ หากการร้องไห้ของลูกส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคุณแม่ ทำให้รู้สึกเศร้า อ่อนล้า หรือมีความคิดเชิงลบ ควรรีบปรึกษาแพทย์เช่นกันค่ะ เพราะการที่เด็กทารกร้องไห้อย่างหนักเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณแม่เกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) ได้สูงขึ้น การดูแลจิตใจของคุณแม่มีความสำคัญพอๆ กับการดูแลลูกน้อยเช่นกันนะคะ

 

อาการ ลูกร้องไห้ไม่หยุด จาก ภาวะ PURPLE Crying หรือโคลิค เป็นเพียงพัฒนาการช่วงหนึ่งที่ต้องใช้เวลาและความอดทนในการก้าวผ่าน ควรทำความเข้าใจธรรมชาติของเด็ก ใช้เทคนิคการปลอบประโลมที่ถูกต้องอย่างนุ่มนวล และคอยสังเกตอาการผิดปกติที่อาจแฝงมา หากผ่านช่วงเวลา 3-4 เดือนแรกไปได้ อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปในที่สุดค่ะ

 

ได้รับการตรวจสอบข้อมูลโดย พญ.วรรัตน์ โกวิทจินดาชัย

กุมารแพทย์ โรงพยาบาลวิมุต

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

9 วิธีเล่นกับลูกวัย 0-3 เดือน สำหรับคุณแม่มือใหม่ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อย

ไขบนหัวทารก หรือบนหน้าผาก หรือหัวคิ้ว ล้างออกยังไง?

ตารางการนอนของทารก กลางวัน/กลางคืน ทารกควรนอนกี่ชั่วโมงถึงดี

 

อ้างอิง

 

บทความอัปเดตล่าสุด สิงหาคม 2569