TAP top app download banner
theAsianparent Thailand Logo
theAsianparent Thailand Logo
คู่มือสินค้า
เข้าสู่ระบบ
  • TAP Awards 2025
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
    • ระยะการตั้งครรภ์
    • โภชนาการเเม่ท้อง
    • โภชนาการแม่ให้นม
    • ตั้งชื่อลูก
    • พัฒนาการสมอง
  • แม่ผ่าคลอด
    • พัฒนาการเด็กผ่าคลอด
    • เตรียมตัวผ่าคลอด
    • สุขภาพเด็กผ่าคลอด
    • คู่มือคุณแม่ผ่าคลอด
    • การดูแลหลังผ่าคลอด
    • โภชนาการเด็กผ่าคลอด
  • หลังคลอด
    • คลอดธรรมชาติ
    • ผ่าคลอด
    • การให้นมลูก
  • สุขภาพและโภชนาการ
    • โภชนาการ
    • สุขภาพ
  • ลูก
    • ทารกแรกเกิด
    • ทารก
    • เด็กวัยหัดเดิน
    • เด็กก่อนวัยเรียน
    • เด็ก
    • เด็กก่อนวัยรุ่น และวัยรุ่น
  • ชีวิตครอบครัว
    • ความรักและความสัมพันธ์
    • การเลี้ยงลูก
    • มุมคุณพ่อ
    • ประกันชีวิต
    • การวางแผนการเงิน
    • ความรัก และ เซ็กส์
    • #สอนลูกเรื่องเงิน ฉบับพ่อแม่
    • TAPpedia
  • การศึกษา
    • เด็กวัยประถม
    • โรงเรียนประถม
    • มัธยมศึกษา
    • แบบฝึกหัดและข้อสอบ
    • แนะแนวการศึกษาต่างประเทศ
  • ผู้หญิง
    • แฟชั่น
    • ความงาม
    • ฟิตเนส
  • ไลฟ์สไตล์
    • ที่เที่ยว
    • ที่กิน
    • ดวง
    • ทำนายฝัน
    • สีมงคล
    • บทสวดมนต์
    • ข่าว
    • ดูแลบ้าน
    • แนะนำโดย TAP
    • อีเว้นท์
  • วิดีโอ
    • การตั้งครรภ์
    • ทารก
    • คำแนะนำในการเลี้ยงลูก
    • การให้นมบุตร
    • อาหารเสริมทารก & โภชนาการ
    • เด็กเล็ก
  • ชอปปิง
  • VIP

กฎหมายแรงงานใหม่ 2568: ทำไมสิทธิ์ พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน ถึงสำคัญ?

บทความ 8 นาที
กฎหมายแรงงานใหม่ 2568: ทำไมสิทธิ์ พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน ถึงสำคัญ?

งานวิจัยล่าสุดพบว่า พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน ส่งผลต่อความฉลาด (IQ) และความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) ของลูกไปตลอดชีวิต เพราะอะไรไปดูกัน

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยเพิ่มวันลาคลอดให้คุณแม่เป็น 120 วัน และอนุญาตให้ พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน

ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เวลา 15 วัน หรือประมาณ 2 สัปดาห์หลังคลอด คือ ช่วงเวลาสำคัญที่จะส่งผลต่อความฉลาด (IQ) และความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) ของลูกไปตลอดชีวิต บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ไปเจาะลึกข้อกฎหมาย พร้อมกางงานวิจัยระดับโลกที่ยืนยันว่า สิทธิ์การลานี้สำคัญกว่าที่คุณคิด

 

กฎหมายแรงงานฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2568): สิทธิ์ใหม่ที่พ่อแม่ต้องรู้

ก่อนจะไปดูผลวิจัย เรามาทำความเข้าใจข้อกฎหมายพื้นฐานให้ชัดเจนกันก่อน เพื่อรักษาสิทธิ์ของครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 

  • คุณแม่ลาคลอดได้นานขึ้น: กฎหมายใหม่ ลาคลอด 120 วัน (ประมาณ 4 เดือน) จากเดิม 98 วัน เพื่อสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าควรทำอย่างน้อย 6 เดือน การขยายวันลานี้จึงช่วยลดช่องว่างและลดความเครียดให้คุณแม่ได้อย่างมาก
  • พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน โดยมีเงื่อนไขดังนี้
    1. ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน: นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างตามปกติในระหว่างวันที่ลา
    2. ระยะเวลาการใช้สิทธิ์: ต้องใช้สิทธิ์ภายใน 90 วันนับจากวันที่บุตรเกิด
    3. การนับวันลา: “ไม่นับรวมวันหยุด” ตามประเพณีและวันหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์

เมื่อกฎหมายระบุว่า พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน โดยไม่นับรวมวันหยุด นั่นหมายความว่าหากคุณพ่อวางแผนการลาดีๆ โดยคร่อมวันเสาร์-อาทิตย์ ท่านอาจได้เวลาอยู่กับลูกจริงรวมแล้วเกือบ 3 สัปดาห์ หรือ 21 วัน เลยทีเดียว ซึ่งระยะเวลานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อนำไปเทียบกับงานวิจัยที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไป

 

วิทยาศาสตร์ยืนยัน: ตัวเลขมหัศจรรย์ของ “2 สัปดาห์”

ทำไมกฎหมายถึงต้องกำหนดตัวเลขใกล้เคียงกับ 2 สัปดาห์? เป็นเรื่องบังเอิญหรือมีความตั้งใจ? คำตอบอาจอยู่ที่งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลก Journal of Marriage and Family ในปี 2025 (DOI: 10.1111/jomf.13100)

งานวิจัยเรื่อง “Paternity leave-taking and early childhood development: A longitudinal analysis in Singapore” ได้ทำการศึกษาครอบครัวในสิงคโปร์ (ซึ่งมีบริบททางวัฒนธรรมเอเชียใกล้เคียงกับไทย เช่น การมีปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยง) โดยติดตามพัฒนาการของเด็กระยะยาว และค้นพบความจริงที่น่าทึ่งว่า:

“เมื่อพ่อลาหยุดเพื่อเลี้ยงลูก ‘อย่างน้อย 2 สัปดาห์’ จะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพัฒนาการที่ดีขึ้นของลูกในวัย 3-6 ปี ทั้งด้านวิชาการและพฤติกรรม”

 

พ่อจะช่วยเลี้ยงลูกเอาใจแม่ให้นม

 

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเด็ก

ทีมวิจัยพบว่าเด็กที่คุณพ่อใช้สิทธิ์ลาเกิน 2 สัปดาห์ มีแนวโน้มพัฒนาการดีกว่ากลุ่มที่คุณพ่อไม่ลา หรือลาน้อยกว่า 2 สัปดาห์ ดังนี้:

  1. คะแนนด้านการอ่าน สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  2. คะแนนด้านคณิตศาสตร์ ทักษะการคิดคำนวณและตรรกะดีกว่า
  3. ปัญหาพฤติกรรมลดลง เด็กมีความก้าวร้าวน้อยลง มีความมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้น และปรับตัวเข้ากับสังคมเพื่อนที่โรงเรียนได้ดีกว่า

สิ่งที่น่าสนใจคือ งานวิจัยนี้ได้ควบคุมตัวแปรอื่นๆ อย่างรัดกุมแล้ว เช่น รายได้ของพ่อแม่, ระดับการศึกษา, เพศของเด็ก หรือแม้แต่การมีพี่เลี้ยง/ญาติผู้ใหญ่ช่วยเลี้ยง ผลลัพธ์ก็ยังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “เวลาของพ่อในช่วงแรกคลอด คือตัวแปรสำคัญ” ดังนั้นการที่กฎหมายไทยให้ พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน จึงสอดรับกับผลวิจัยนี้อย่างพอดิบพอดี

 

พ่อลาหยุด…ทำให้ลูกฉลาดขึ้นได้อย่างไร?

หลายคนอาจสงสัยว่า แค่พ่อหยุดงาน 15 วัน จะไปเปลี่ยนสมองลูกได้อย่างไร? จริงๆ แล้ว การลาหยุดไม่ได้ส่งผลโดยตรงแบบเวทมนตร์ แต่ส่งผลโดยอ้อม ผ่านกลไกทางจิตวิทยาและครอบครัว ที่ทรงพลัง 3 ข้อ ดังนี้

3.1 การสร้างความมั่นใจในบทบาทพ่อ

ช่วง 2 สัปดาห์แรก คือช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด พ่อแม่มือใหม่ต้องเจอกับการอดนอน การเปลี่ยนผ้าอ้อม การอาบน้ำทารกที่ตัวเล็กนิดเดียว หากคุณพ่อต้องไปทำงานทันที หน้าที่เหล่านี้จะตกเป็นของแม่ทั้งหมด และพ่อจะกลายเป็นคนวงนอก ที่ทำอะไรไม่เป็น

แต่เมื่อ พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน พ่อจะมีเวลาลองผิดลองถูก จนเกิดความชำนาญ เมื่อพ่อเปลี่ยนผ้าอ้อมเป็น กล่อมลูกเป็น พ่อจะเกิดความมั่นใจ และอยากเข้ามามีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูกต่อไปเรื่อยๆ แม้จะกลับไปทำงานแล้วก็ตาม

 

พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน

 

3.2 ลดภาวะ “แม่กีดกันพ่อ”

ในหลายครอบครัว แม่มักจะกีดกันพ่อออกจากการเลี้ยงลูก (โดยไม่รู้ตัว) เพราะเห็นว่าพ่อทำไม่ถูกใจ หรือทำไม่เก่งเท่าตน แต่ถ้าพ่อได้อยู่ช่วยตั้งแต่วันแรกๆ แม่จะเห็นความพยายามและความสามารถของพ่อ นำไปสู่ความไว้วางใจ และกล้าปล่อยมือให้พ่อดูแลลูกมากขึ้น ซึ่งดีต่อสุขภาพจิตของแม่เองด้วย

3.3 บรรยากาศครอบครัวที่เป็นสุข

งานวิจัยระบุชัดเจนว่า ผลดีด้านพฤติกรรมของเด็ก ไม่ได้เกิดจากการที่พ่อป้อนนมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ที่ดีขึ้น” การที่พ่อมาช่วยแบ่งเบาภาระในช่วงที่แม่เปราะบางที่สุดหลังคลอด ช่วยลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าหลังคลอดของแม่ได้ เมื่อแม่มีความสุข บรรยากาศในบ้านก็ผ่อนคลาย สมองของเด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความขัดแย้ง จะพัฒนาเส้นใยประสาทได้ดีกว่า นำมาสู่ความฉลาดทางอารมณ์และสติปัญญานั่นเอง

 

4. ก้าวสำคัญของไทยสู่สากล

การประกาศใช้กฎหมายให้ พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ไทยเริ่มขยับเข้าไปใกล้มาตรฐานสากลมากขึ้น หากเรามองข้อมูลจาก องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) หรือ OECD จะพบว่าประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

  • กลุ่มสแกนดิเนเวีย (เช่น สวีเดน, นอร์เวย์): ให้สิทธิ์พ่อลาได้หลายเดือน (Paternity Quota) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นรากฐานของคุณภาพประชากร
  • กลุ่มประเทศเอเชีย: ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีกฎหมายให้ลาได้นานมากในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติด้วยวัฒนธรรมการทำงาน ทำให้ผู้ชายไม่กล้าลา
  • ประเทศไทย: การบังคับใช้กฎหมายฉบับปี 2568 นี้ พร้อมระบุให้ “จ่ายค่าจ้างเต็มจำนวน” เป็นการจูงใจที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้คุณพ่อไทยกล้าใช้สิทธิ์นี้มากขึ้น

แม้ 15 วันจะยังดูน้อยเมื่อเทียบกับสวีเดน แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยม และสอดคล้องกับเกณฑ์ขั้นต่ำ (2 สัปดาห์) ที่งานวิจัย SG-LEADS ระบุว่าเริ่มเห็นผลดีต่อเด็กอย่างชัดเจน

 

บทความจากพันธมิตร
การมีสติ ฉบับเด็ก ๆ เป็นอย่างไร ฝึกลูกให้มีสติ ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย
การมีสติ ฉบับเด็ก ๆ เป็นอย่างไร ฝึกลูกให้มีสติ ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย
ส่งเสริมพัฒนาการเด็กยุคใหม่ด้วย ทักษะ Executive Function
ส่งเสริมพัฒนาการเด็กยุคใหม่ด้วย ทักษะ Executive Function
ปี 2567 เด็กป่วยด้วยโรคอะไร? LUMA แบ่งปันสถิติให้เข้าใจมากขึ้น
ปี 2567 เด็กป่วยด้วยโรคอะไร? LUMA แบ่งปันสถิติให้เข้าใจมากขึ้น
Value Health (Kids) ประกันสุขภาพสำหรับลูกน้อย เจ้าของรางวัล Most Promising จากเวที TAP Awards 2023
Value Health (Kids) ประกันสุขภาพสำหรับลูกน้อย เจ้าของรางวัล Most Promising จากเวที TAP Awards 2023

พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน

 

5. How-to: ใช้สิทธิ์ “พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน” ให้คุ้มค่าที่สุด?

เพื่อให้ 15 วัน (หรือประมาณ 2-3 สัปดาห์ตามปฏิทิน) ของคุณ คุ้มค่าต่อสมองลูกที่สุด เราขอแนะนำ Checklist สำหรับคุณพ่อยุคใหม่ดังนี้:

สิ่งที่ “ต้องทำ” (Do’s)

  • Skin-to-Skin Contact: อุ้มลูกแนบอกบ่อยๆ สัมผัสทางกายช่วยลดความเครียดของทารกและกระตุ้นพัฒนาการสมอง
  • รับเหมางานบ้าน: ซักผ้า กวาดบ้าน ล้างจาน เตรียมอาหาร ให้คุณแม่มีหน้าที่เดียวคือ “ให้นมลูกและพักผ่อน”
  • เข้ากะดึก (Night Shift): หากลูกตื่นร้องตอนกลางคืน พ่อควรเป็นคนลุกขึ้นมาอุ้มปลอบ หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม เพื่อให้แม่ได้นอนยาวขึ้นอีกนิด ฮอร์โมนน้ำนมจะทำงานได้ดีเมื่อแม่พักผ่อนเพียงพอ
  • โฟกัสกับลูก: ตั้ง Auto-reply ในอีเมล และปิดการแจ้งเตือนเรื่องงาน (ถ้าทำได้) เพื่อโฟกัสกับลูก 100%

สิ่งที่ “ห้ามทำ” (Don’ts)

  • ลามานอนเล่นเกม/ดูซีรีส์: พึงระลึกว่านี่คือ “วันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร” ไม่ใช่วันหยุดพักร้อนส่วนตัว
  • รับงานฟรีแลนซ์ซ้อน: อย่าใช้เวลานี้หารายได้เพิ่ม เพราะสิ่งที่คุณจะเสียไปคือช่วงเวลาสร้างสายใยผูกพันที่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้
  • ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงแทน: แม้จะมีคนช่วยเลี้ยง แต่พ่อควรเป็นคนลงมือทำกิจกรรมหลักๆ เองให้มากที่สุด

 

การบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ที่อนุญาตให้พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน โดยรับค่าจ้างเต็มจำนวน สอดคล้องกับ ข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดยืนยันชัดเจนแล้วว่า การที่พ่อได้ใช้เวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์แรกคลุกคลีอยู่กับลูก ไม่เพียงช่วยสร้างทักษะทางวิชาการ (IQ) ที่ดีในอนาคต แต่ยังช่วยสร้างเกราะป้องกันทางใจ (EQ) ให้ลูกเติบโตมาเป็นคนที่มีคุณภาพ และยังช่วยสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและเข้มแข็ง

ดังนั้น คุณพ่ออย่าลังเลที่จะใช้สิทธิ์นี้ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ตรวจสอบระเบียบข้อบังคับภายในบริษัทของท่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการยื่นใบลานะคะ

หมายเหตุ: ข้อมูลกฎหมายอ้างอิงจาก พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 และข้อมูลวิจัยอ้างอิงจาก Journal of Marriage and Family (2025)

ที่มา : FlowAccount , DoctorASKY

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สามีที่ดี หลังมีลูก ต้องเป็นยังไง? การเปลี่ยนแปลงจาก “คู่รัก” สู่ “พ่อแม่”

พ่อช่วยเลี้ยงลูก ดีต่อสมองลูกมากกว่าที่คิด! พ่อช่วยอะไรได้บ้าง? มาดูเลย

ลูกนอนไม่พอ พ่อแม่นอนไม่เต็มอิ่ม เสี่ยงสุขภาพจิตพังทั้งครอบครัว!

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
img
บทความโดย

สิริลักษณ์ อุทยารัตน์

  • หน้าแรก
  • /
  • มุมคุณพ่อ
  • /
  • กฎหมายแรงงานใหม่ 2568: ทำไมสิทธิ์ พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน ถึงสำคัญ?
แชร์ :
  • จ่ายประกันสังคมเพิ่ม ปี 2569 แม่ได้ "ค่าคลอด" เพิ่มไหม? ได้สิทธิอะไรบ้าง เช็กด่วน!

    จ่ายประกันสังคมเพิ่ม ปี 2569 แม่ได้ "ค่าคลอด" เพิ่มไหม? ได้สิทธิอะไรบ้าง เช็กด่วน!

  • เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค "จุ่มหน้าในน้ำแข็ง" รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที

    เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค "จุ่มหน้าในน้ำแข็ง" รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที

  • 7 สิ่งที่ลูกมักได้จากพ่อ พันธุกรรมนี้พ่อให้มาล้วนๆ เช็กเลย!

    7 สิ่งที่ลูกมักได้จากพ่อ พันธุกรรมนี้พ่อให้มาล้วนๆ เช็กเลย!

  • จ่ายประกันสังคมเพิ่ม ปี 2569 แม่ได้ "ค่าคลอด" เพิ่มไหม? ได้สิทธิอะไรบ้าง เช็กด่วน!

    จ่ายประกันสังคมเพิ่ม ปี 2569 แม่ได้ "ค่าคลอด" เพิ่มไหม? ได้สิทธิอะไรบ้าง เช็กด่วน!

  • เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค "จุ่มหน้าในน้ำแข็ง" รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที

    เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค "จุ่มหน้าในน้ำแข็ง" รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที

  • 7 สิ่งที่ลูกมักได้จากพ่อ พันธุกรรมนี้พ่อให้มาล้วนๆ เช็กเลย!

    7 สิ่งที่ลูกมักได้จากพ่อ พันธุกรรมนี้พ่อให้มาล้วนๆ เช็กเลย!

ลงทะเบียนรับคำแนะนำเรื่องการตั้งครรภ์พัฒนาการลูกในท้องได้ที่นี่
  • เตรียมตัวเป็นผู้ปกครอง
  • พัฒนาการลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • ระยะการตั้งครรภ์
  • โภชนาการ
  • ไลฟ์สไตล์
  • TAP สังคมออนไลน์
  • ติดต่อโฆษณา
  • ติดต่อเรา
  • Influencer Marketing (KOL)
  • มาเข้าร่วมกับเรา


  • Singapore flag Singapore
  • Thailand flag Thailand
  • Indonesia flag Indonesia
  • Philippines flag Philippines
  • Malaysia flag Malaysia
  • Vietnam flag Vietnam
© Copyright theAsianparent 2026. All rights reserved
เกี่ยวกับเรา |ทีม|นโยบายความเป็นส่วนตัว |ข้อกำหนดการใช้ |แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว