การ แท้งตอนอายุ 38 ที่อายุครรภ์ 7 สัปดาห์ เป็นความสูญเสียที่เจ็บปวดมากจริง ๆ ค่ะ และคำถามที่คุณแม่หลายคนอยากรู้ที่สุดคือ “แล้วเรายังมีโอกาสมีลูกอีกไหม” คำตอบคือ ยังมีโอกาสค่ะ แม้ความสามารถในการตั้งครรภ์จะลดลงตามอายุ แต่การแท้งหนึ่งครั้งไม่ได้แปลว่าจะตั้งครรภ์ไม่ได้อีก
สรุปสั้น ๆ
- ผู้หญิงอายุ 38 ยังตั้งครรภ์ได้ แต่โอกาสในแต่ละเดือนลดลงตามอายุ
- การแท้งในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เกิดจากโครโมโซมของตัวอ่อนผิดปกติ ไม่ใช่ความผิดของคุณแม่
- ในผู้ที่สุขภาพดีและแพทย์ยืนยันว่าการแท้งสิ้นสุดสมบูรณ์แล้ว ไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ที่ต้องรอนาน ให้ดูความพร้อมของร่างกายและจิตใจเป็นหลัก
- การตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดมักทำเมื่อแท้งตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป
- อายุ 35 ปีขึ้นไป หากพยายามมา 6 เดือนแล้วยังไม่สำเร็จ ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ต้องรอครบ 1 ปี
ทำไมถึงแท้งตอน 7 สัปดาห์ มีอะไรผิดปกติกับตัวเราหรือเปล่า
การแท้งในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มาจาก ความผิดปกติของโครโมโซมในตัวอ่อน ข้อมูลจาก StatPearls (NIH) ระบุว่า ในการแท้งช่วงอายุครรภ์ 6–10 สัปดาห์ มากกว่า 60% เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อน และ ACOG ระบุว่าการแท้งช่วงต้นส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่คุณแม่หรือคุณพ่อทำ ดังนั้นการออกกำลังกาย การทำงาน หรืออาหารที่กินมา ไม่ใช่สาเหตุที่ต้องโทษตัวเองค่ะ
ส่วนอายุเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุด โรงพยาบาลวิชัยยุทธระบุว่า ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 35 ปีมีโอกาสแท้งประมาณ 12–15% ขณะที่กลุ่มอายุมากกว่า 35 ปีอยู่ที่ราว 20% และอาจสูงถึงราว 25% เมื่ออายุ 40 ปี ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า เมื่ออายุมากขึ้น ไข่จะมีโอกาสแบ่งตัวผิดพลาดและมีจำนวนโครโมโซมผิดปกติมากขึ้น จึงส่งผลต่อทั้งการตั้งครรภ์และการแท้ง
นอกจากโครโมโซมของตัวอ่อน ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับการแท้ง เช่น
- โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคไทรอยด์ โรคอ้วน หรือกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด
- ความผิดปกติของโครงสร้างมดลูก เช่น เนื้องอกมดลูก พังผืดในโพรงมดลูก หรือมดลูกที่มีรูปร่างผิดปกติแต่กำเนิด
- การติดเชื้อบางชนิด
- พฤติกรรมที่ปรับได้ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และดื่มกาแฟมาก (มากกว่า 3 แก้วต่อวัน)
และที่อยากย้ำอีกครั้งคือ การแท้งครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าร่างกายมีปัญหาเรื้อรังค่ะ ข้อมูลจาก StatPearls ระบุว่า ผู้ที่แท้งติดต่อกัน 2 ครั้งมีไม่ถึง 5% และแท้งติดต่อกัน 3 ครั้งขึ้นไปมีเพียงราว 1%
แท้งตอนอายุ 38 ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้แค่ไหน
โอกาสยังมีค่ะ แต่ไม่เท่ากับตอนอายุ 20–30 ต้น ๆ ค่ะ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าโดยทั่วไปการตั้งครรภ์จะเริ่มยากขึ้นตั้งแต่อายุประมาณ 32 ปี เพราะผู้หญิงเกิดมาพร้อมไข่จำนวนจำกัด และไข่บางส่วนเสื่อมลงตามเวลา ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหรัฐฯ (ACOG) และสมาคมเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แห่งสหรัฐฯ (ASRM) ก็ระบุตรงกันว่าอายุมีผลต่อการเจริญพันธุ์ และการลดลงจะเร็วขึ้นในช่วงปลายวัย 30
แต่ “ยากขึ้น” ไม่เท่ากับ “เป็นไปไม่ได้” สิ่งที่มีผลต่อโอกาสของแต่ละคน ได้แก่
- คุณภาพและจำนวนไข่ ซึ่งลดลงตามอายุ
- สุขภาพโดยรวม เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ น้ำหนักตัว
- สุขภาพของคุณพ่อ เพราะปัญหาฝั่งฝ่ายชายพบได้บ่อยในคู่ที่มีบุตรยาก แพทย์จึงมักประเมินทั้งคู่พร้อมกัน
- สาเหตุของการแท้งครั้งที่ผ่านมา หากพบและแก้ไขได้ โอกาสในครั้งต่อไปก็ดีขึ้น
อ่านเพิ่มเติมเรื่องความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ตอนอายุมากได้ที่บทความ เช็กความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ! แม่ตั้งท้องตอนอายุมาก อันตรายไหม? ของเรา

หลังแท้ง ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะลองตั้งครรภ์ใหม่ได้
ร่างกายฟื้นตัวเร็วแค่ไหน โดยทั่วไปร่างกายใช้เวลาฟื้นตัวราว 4–6 สัปดาห์หลังแท้ง และประจำเดือนมักกลับมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ในช่วงนั้นอาจยังมีเลือดออกกะปริดกะปรอยได้ ที่สำคัญคือ คุณแม่สามารถตั้งครรภ์ได้ก่อนที่ประจำเดือนรอบแรกจะมา
แล้วต้องรอไหม หลายคนเคยได้ยินว่าให้รอ 3–6 เดือน แต่ข้อมูลล่าสุดไม่ได้สนับสนุนการรอนานค่ะ StatPearls ระบุว่าการพยายามตั้งครรภ์ทันทีหลังการแท้งสิ้นสุดสมบูรณ์นั้นปลอดภัย และคู่ที่ลองภายใน 3 เดือนหลังแท้งมีอัตราตั้งครรภ์และคลอดทารกมีชีพสูงกว่าคู่ที่รอนานกว่า ทีมแพทย์จาก UT Southwestern Medical Center ก็อธิบายว่า หากพร้อมทั้งกายและใจ มักไม่มีเหตุผลทางกายภาพที่ต้องรอ และไม่มีคำตอบที่ถูกเพียงข้อเดียวว่าควรเริ่มเมื่อไร ขึ้นอยู่กับความพร้อมของคุณแม่และคุณพ่อ
ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ
- ให้แพทย์ยืนยันก่อนว่าการแท้งสิ้นสุดสมบูรณ์แล้ว และไม่มีเลือดออกผิดปกติหรือการติดเชื้อ
- ถามแพทย์ที่ดูแลว่ามีเหตุผลเฉพาะตัวที่ควรให้รอหรือไม่
- ฟังใจตัวเองด้วย ถ้ายังเศร้าหรือกลัวมาก การให้เวลาตัวเองสักพักก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ค่ะ
สำหรับคุณแม่ แท้งตอนอายุ 38 อาจไม่ควรปล่อยเวลาผ่านไปนานโดยไม่ได้คุยกับแพทย์ เพราะ ACOG และ ASRM แนะนำว่าผู้หญิงอายุเกิน 35 ปีควรได้รับการประเมินและรักษาเร็วขึ้น หากพยายามตั้งครรภ์มา 6 เดือนแล้วยังไม่สำเร็จ หรือเร็วกว่านั้นหากแพทย์เห็นว่าจำเป็น
เช็กลิสต์ ก่อนเริ่มลองตั้งครรภ์ใหม่
- ไปตรวจติดตามผลกับสูตินรีแพทย์ เพื่อยืนยันว่าการแท้งสิ้นสุดสมบูรณ์ และสอบถามว่าควรตรวจอะไรเพิ่มหรือไม่
- ปรึกษาเรื่องโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับการแท้ง เช่น เบาหวานและไทรอยด์ ว่าควบคุมได้ดีหรือยัง
- ถ้าแท้งตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ให้คุยกับแพทย์เรื่องการตรวจหาสาเหตุ ซึ่งมักรวมถึงการตรวจโครโมโซมของคู่ ตรวจภาวะแอนติฟอสโฟไลปิด และประเมินมดลูก
- เริ่มกินโฟลิก (กรดโฟลิก) อย่างน้อย 400 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ CDC แนะนำสำหรับผู้หญิงที่อาจตั้งครรภ์บางคนอาจต้องใช้ขนาดสูงกว่านี้ตามดุลยพินิจแพทย์ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ และลดกาแฟ เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงของการแท้งที่ปรับได้
- ให้คุณพ่อตรวจวิเคราะห์น้ำเชื้อ หากถึงขั้นประเมินภาวะมีบุตรยาก เพราะแพทย์มักประเมินทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน
- ดูแลใจตัวเอง ความเศร้า ความรู้สึกผิด และความกังวลพบได้บ่อยหลังแท้ง และการดูแลใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้ผ่านช่วงนี้ได้ดีขึ้น
ถ้าตั้งครรภ์เองยากขึ้น มีทางเลือกอะไรบ้าง
ถ้าพยายามมาครบ 6 เดือนแล้วยังไม่สำเร็จ แพทย์จะเริ่มประเมินหาสาเหตุ โดยมักตรวจทั้งคุณแม่และคุณพ่อไปพร้อมกัน เช่น ดูการตกไข่ ความผิดปกติของท่อนำไข่และมดลูก และตรวจน้ำเชื้อ ส่วนผู้หญิงอายุเกิน 40 ปี แพทย์อาจเริ่มประเมินทันทีโดยไม่ต้องรอครบ 6 เดือน
ทางเลือกที่แพทย์อาจพูดคุยกับคุณแม่ ได้แก่
- ฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก (IUI) แพทย์จะเก็บน้ำเชื้อในช่วงที่คุณแม่ตกไข่ คัดแยกอสุจิที่แข็งแรงที่สุด แล้วฉีดเข้าโพรงมดลูกโดยตรง ไม่ต้องผ่าตัดหรือดมยาสลบ
- เด็กหลอดแก้ว (IVF) เริ่มจากกระตุ้นรังไข่ให้ผลิตไข่หลายใบ เก็บไข่ ผสมกับอสุจิในห้องปฏิบัติการ เลี้ยงตัวอ่อน แล้วย้ายกลับเข้าโพรงมดลูก
- การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนฝัง (PGT-A) เป็นตัวเลือกเสริมที่ทำได้ในขั้นตอน IVF แต่ ASRM ระบุว่า ประโยชน์ของ PGT-A ในฐานะการตรวจคัดกรองประจำสำหรับผู้ทำ IVF ทุกคนยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และประโยชน์ในการลดโอกาสแท้งก็ยังไม่ชัดเจน ควรคุยกับแพทย์เป็นรายกรณีว่าเหมาะกับเราหรือไม่
- การใช้ไข่จากผู้บริจาค ในรายที่ไข่สำรองต่ำมากจนการรักษาด้วยไข่ของตัวเองไม่ได้ผล แพทย์อาจพูดถึงทางเลือกนี้
สิ่งที่ควรรู้คือ ผลของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ก็ลดลงตามอายุของผู้หญิงเช่นกัน การปรึกษาแพทย์เร็วจึงช่วยให้ได้วางแผนอย่างไม่เสียเวลาค่ะ

ดูแลร่างกายและใจหลังแท้ง
หลังแท้ง ร่างกายต้องการเวลาฟื้นตัวจริง ๆ ค่ะ ให้เวลาตัวเองได้พักผ่อน และสังเกตอาการ ถ้ามีเลือดออกมากผิดปกติ (เช่น ผ้าอนามัยชุ่มมากกว่า 1 ชิ้นต่อชั่วโมงติดต่อกัน 2 ชั่วโมง) มีไข้ หรือตกขาวเป็นหนองผิดปกติ ควรรีบกลับไปพบแพทย์
ส่วนเรื่องใจ ความเศร้า ความรู้สึกผิด และความกังวล เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยหลังแท้ง ทั้งในคุณแม่และคู่ของเรา โดยเฉพาะเมื่อเป็นการตั้งครรภ์ที่รอคอยมานาน แม้งานวิจัยเรื่องประสิทธิผลของการให้คำปรึกษายังมีจำกัด แต่การดูแลความรู้สึกเหล่านี้แต่เนิ่น ๆ ช่วยให้ผู้ที่สูญเสียและครอบครัวผ่านพ้นช่วงนี้ได้ดีขึ้น ลองพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ หรือปรึกษาแพทย์และนักจิตวิทยา โดยเฉพาะถ้าความรู้สึกหนักจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ไหว ไม่ต้องอายหรือเก็บไว้คนเดียวนะคะ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ
Q: แท้ง 1 ครั้ง แปลว่าร่างกายมีปัญหาหรือเปล่า
A: ไม่จำเป็นค่ะ การแท้งช่วงแรกส่วนใหญ่เกิดจากโครโมโซมของตัวอ่อนผิดปกติ และการตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดมักทำเมื่อแท้งตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป
Q: ควรพบแพทย์เฉพาะทางเมื่อไร
A: สูตินรีแพทย์ดูแลเบื้องต้นได้ ถ้าแท้งตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป หรือพยายามมา 6 เดือนยังไม่สำเร็จ (อายุ 35 ปีขึ้นไป) แพทย์อาจแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะมีบุตรยากต่อ
Q: ความเศร้าหลังแท้งปกติไหม
A: ปกติมากค่ะ ความเศร้า ความรู้สึกผิด และความกังวลพบได้บ่อยหลังแท้ง ไม่มีกรอบเวลาตายตัวว่าต้องหายเมื่อไร ถ้าความรู้สึกหนักจนกระทบชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยา
Q: คุณพ่อต้องตรวจอะไรไหม
A: ถ้าถึงขั้นประเมินภาวะมีบุตรยาก ใช่ค่ะ ASRM แนะนำให้ประเมินทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน และตรวจน้ำเชื้ออย่างน้อย 1 ครั้งตั้งแต่ต้น เพราะปัจจัยจากฝ่ายชายพบได้บ่อย
Q: มีวิธีลดความเสี่ยงแท้งครั้งต่อไปได้ไหม
A: มีปัจจัยบางอย่างที่ปรับได้ เช่น งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ ลดกาแฟ และดูแลโรคประจำตัวอย่างเบาหวานหรือไทรอยด์ให้อยู่ในเกณฑ์ แต่หลักฐานที่สนับสนุนวิธีป้องกันเดี่ยว ๆ ยังจำกัด การพูดคุยกับแพทย์เป็นรายบุคคลจึงสำคัญที่สุด
แท้งตอนอายุ 38 เป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่ไม่ได้ปิดประตูสู่การเป็นแม่ค่ะ การแท้งช่วงแรกส่วนใหญ่เกิดจากโครโมโซมของตัวอ่อน ไม่ใช่ความผิดของคุณแม่ ทางการแพทย์ไม่ได้ให้รอนานก่อนลองใหม่ แต่เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป เวลามีความหมายมากขึ้น การพบแพทย์เพื่อวางแผนตั้งแต่ต้นจึงช่วยได้ ระหว่างนี้ขอให้คุณแม่ดูแลใจตัวเองให้มาก ๆ นะคะ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล หากมีอาการผิดปกติหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Cycle Syncing คืออะไร เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้อย่างไร อยากมีลูกต้องรู้
อาหารบำรุงมดลูก ก่อนตั้งครรภ์ คนอยากมีลูก กินอะไรให้พร้อมตั้งท้อง
7 อาหารบำรุงสามีสำหรับคนอยากมีลูก ให้ปึ๋งปั๋งตลอดเวลา
แหล่งอ้างอิง
- Early Pregnancy Loss (Spontaneous Abortion), StatPearls – NCBI Bookshelf (NIH)
- Early Pregnancy Loss, ACOG (Frequently Asked Questions)
- การตั้งครรภ์ในสตรีอายุมาก (Pregnancy in advanced maternal age), ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- Female age-related fertility decline. Committee Opinion No. 589, Fertility and Sterility (ACOG/ASRM), PubMed
- How soon should I get pregnant again after miscarriage?, UT Southwestern Medical Center
- Fertility evaluation of infertile women: a committee opinion (2021), ASRM
- การตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปี, โรงพยาบาลวิชัยยุทธ
- After Your Miscarriage: Your physical health, MyHealth.Alberta.ca (Alberta Health Services)
- Your Miscarriage, Miscarriage Association (UK)
- Women Need 400 micrograms of Folic Acid Every Day, CDC
- Poor ovarian reserve doesn’t equal infertility (สรุป ACOG Committee Opinion No. 618), MDedge / OB.GYN News
- เทคโนโลยีช่วยการมีบุตร, โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี
- The use of preimplantation genetic testing for aneuploidy: a committee opinion (2024), ASRM
บทความอัปเดตล่าสุด ตุลาคม 2569
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!