TAP top app download banner
theAsianparent
theAsianparent
คู่มือสินค้า
  • TAP Awards 2026
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอด
  • เตรียมตัวเป็นผู้ปกครอง
  • สุขภาพและโภชนาการ
  • ลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • การศึกษา
  • ผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอ
  • คอมมูนิตี้
  • ชอปปิง
  • VIP
เข้าสู่ระบบ
    • บทความ
  • TAP Awards 2026TAP Awards 2026
  • อยากท้องอยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นมแม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอดแม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอดหลังคลอด
  • เตรียมตัวเป็นผู้ปกครองเตรียมตัวเป็นผู้ปกครอง
  • สุขภาพและโภชนาการสุขภาพและโภชนาการ
  • ลูกลูก
  • ชีวิตครอบครัวชีวิตครอบครัว
  • การศึกษาการศึกษา
  • ผู้หญิงผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอวิดีโอ
  • คอมมูนิตี้คอมมูนิตี้
  • ชอปปิงชอปปิง
  • VIPVIP
    • สังคมออนไลน์
  • โพล
  • ความจำ
  • อาหาร
  • สูตรอาหาร
  • หัวข้อ
  • อ่านบทความ
    • ติดตาม
  • ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์
  • ติดตามพััฒนาการของลูกน้อย
    • ของรางวัล
  • ของรางวัลของรางวัล
  • การประกวด
  • VIP ParentsVIP Parents
    • อื่นๆ
  • ผลตอบรับ

นโยบายความเป็นส่วนตัวกฎการใช้งานคอมมูนิตี้แผนผังเว็บไซต์

ดาวน์โหลดแอปฟรี

google play store
app store

ระวัง!! พาลูกไปสถานที่แออัด เสี่ยงติด เชื้อไมโคพลาสมา

บทความ 8 นาที
ระวัง!! พาลูกไปสถานที่แออัด เสี่ยงติด เชื้อไมโคพลาสมา

สถานที่แออัดหรือสถานที่สาธารณะที่มีคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงภาพยนตร์ เป็นต้น สถานที่เหล่านี้เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เชื้อไมโคพลาสมาเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคทางเดินระบบหายใจ โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ที่สามารถติดเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ได้ง่าย มาดูว่าเชื้อไมโคพลาสมานี้คืออะไร สาเหตุการติดเชื้อ และวิธีการรักษาเป็นอย่างไร ติดตามอ่าน

เชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma pneumoniae) เป็นเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กไร้ผนังเซลล์ที่ก่อโรคระบบทางเดินหายใจและโรคปอดอักเสบชนิดไม่รุนแรง มักพบในเด็กวัยเรียนและเด็กเล็ก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด อาการเด่นคือมีไข้ร่วมกับไอแห้งเรื้อรังนาน 2-6 สัปดาห์ การรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มแมโครไลด์ (Macrolides) เนื่องจากยาเพนิซิลลินทั่วไปใช้ไม่ได้ผล หากลูกมีอาการไอเรื้อรังควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องค่ะ

จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ปี 2024 พบการระบาดของเชื้อไมโคพลาสมาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง แต่คุณแม่สามารถปกป้องลูกน้อยได้ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมืออย่างถูกวิธี และหลีกเลี่ยงพาเด็กไปในพื้นที่ชุมชนแออัดค่ะ

FAQ: คำถามที่คุณแม่ถามบ่อยเรื่อง เชื้อไมโคพลาสมา 

Q: เชื้อไมโคพลาสมาต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร?

A: ไมโคพลาสมามักก่อให้เกิด “โรคปอดอักเสบชนิดไม่รุนแรง” (Walking Pneumonia) โดยลูกจะมีอาการไอแห้งรุนแรงและเรื้อรังนาน 2-6 สัปดาห์ ซึ่งยาวนานกว่าไข้หวัดธรรมดามาก และไม่สามารถรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อกลุ่มเพนิซิลลินทั่วไปได้ค่ะ

Q: เชื้อนี้ติดต่อกันทางไหนได้บ้าง และแพร่กระจายอย่างไร?

A: ติดต่อผ่านละอองฝอยทางการไอ จาม สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก และการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนรวมตัวกันหนาแน่น เช่น โรงเรียน ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก หรือห้างสรรพสินค้าค่ะ

Q: มีวัคซีนป้องกันเชื้อไมโคพลาสมาสำหรับเด็กหรือไม่?

A: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไมโคพลาสมาโดยตรงค่ะ การป้องกันจึงเน้นการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล การสวมหน้ากากอนามัย และการหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดเป็นหลักค่ะ

Q: หากติดเชื้อ ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อตัวไหนในการรักษา?

A: ต้องใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเฉพาะตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น เนื่องจากเชื้อนี้ไม่มีผนังเซลล์ ยาฆ่าเชื้อทั่วไปอย่าง Amoxicillin จึงใช้ไม่ได้ผลค่ะ

 

เชื้อไมโคพลาสมา

 

 

เชื้อไมโคพลาสมาคืออะไร ทำไมคุณแม่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ?

เชื้อไมโคพลาสมา เป็นเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กมาก จัดอยู่ในชั้น Mollicutes ซึ่งมีคุณลักษณะทางชีววิทยาที่โดดเด่นคือ “การไม่มีผนังเซลล์”  คุณลักษณะเฉพาะนี้ทำให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย เช่น เพนิซิลลิน หรืออะม็อกซีซิลลิน ไม่สามารถทำลายเชื้อชนิดนี้ได้เลยค่ะ

ข้อมูลจาก Cleveland Clinic และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP / HealthyChildren.org) ระบุว่า เชื้อไมโคพลาสมาเป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง โดยเฉพาะภาวะถุงลมและหลอดลมอักเสบ (Tracheobronchitis) รวมถึงโรคปอดอักเสบชนิดไม่รุนแรง หรือที่เรียกว่า “Walking Pneumonia” คำว่า Walking Pneumonia มีที่มาจากลักษณะของผู้ป่วยเด็กที่แม้จะมีภาวะปอดอักเสบ แต่เนื่องจากอาการไม่ได้รุนแรงถึงขั้นต้องนอนซมอยู่บนเตียงตลอดเวลา เด็กๆ จึงยังพอเดินเหิน ทำกิจกรรม หรือเล่นได้ตามปกติ แต่จะมีอาการไอเรื้อรังและอ่อนเพลียต่อเนื่องยาวนานหลายสัปดาห์ค่ะ

อาจารย์แพทย์ อ. นพ.ธเนศ แก่นสาร จากภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เน้นย้ำว่า โรคนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะมีการแพร่ระบาดสูงเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว หรือช่วงเปิดเทอมที่เด็กๆ ต้องอยู่ร่วมกันในห้องเรียนปรับอากาศที่มีอากาศถ่ายเทจำกัดค่ะ

อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าลูกเสี่ยงติดเชื้อไมโคพลาสมา?

ระยะฟักตัวของเชื้อไมโคพลาสมาค่อนข้างยาวนาน โดยใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 4 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อเข้ามาในร่างกาย อาการมักจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ปุบปับเหมือนไข้หวัดใหญ่ โดยอาการจะมีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มอายุของเด็ก ดังนี้ค่ะ:

เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบมีอาการอย่างไร?

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า เด็กวัยเตาะแตะมักแสดงอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาหรือหลอดลมอักเสบ โดยมีอาการสำคัญดังนี้ค่ะ

  • มีน้ำมูก คัดจมูก และจาม
  • มีไข้ต่ำๆ หรือบางรายอาจไม่มีไข้เลย
  • หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing)
  • อาจพบอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น อาเจียน หรือท้องเสีย

เด็กวัยเรียน 5 ขวบขึ้นไปมีอาการอย่างไร?

  • อาการไอเรื้อรัง: เป็นสัญญาณเตือนหลักที่สำคัญที่สุด เริ่มแรกจะไอแห้งๆ แล้วค่อยๆ รุนแรงขึ้นจนอาจมีเสมหะขาวเจือปน อาการไอมักยาวนานถึง 2 ถึง 6 สัปดาห์
  • ไข้สูงและหนาวสั่น: มักมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ และปวดเมื่อยตามตัว
  • เจ็บหน้าอก: รู้สึกแน่นหรือเจ็บแปลบที่หน้าอกเวลาหายใจเข้าลึกๆ หรือเวลาไอรุนแรง
  • ผื่นตามผิวหนังและเยื่อบุอักเสบ: งานวิจัยในวารสารทางการแพทย์ระบุว่า พบผู้ป่วยเด็กประมาณ 10-20% มีภาวะผื่นแดง หรือเยื่อบุปากและตาอักเสบร่วมด้วย 

 

เชื้อไมโคพลาสมา

เชื้อไมโคพลาสมาต่างจากไข้หวัดธรรมดาและโรคทางเดินหายใจอื่นอย่างไร?

เพื่อช่วยให้คุณแม่สังเกตความผิดปกติของลูกน้อยได้อย่างแม่นยำ คุณแม่สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างไข้หวัดธรรมดา การติดเชื้อไมโคพลาสมา และการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆ ได้จากตารางนี้ค่ะ

ลักษณะ
เปรียบเทียบ

ไข้หวัดธรรมดา
(Common Cold)

เชื้อไมโคพลาสมา
(Mycoplasma)

ไข้หวัดใหญ่ / RSV
(Influenza / RSV)

เชื้อก่อโรค ไวรัสทั่วไป (เช่น Rhinovirus) แบคทีเรียไร้ผนังเซลล์ M. pneumoniae ไวรัส Influenza หรือ RSV
การเริ่มมีอาการ ค่อยเป็นค่อยไป 1-3 วัน ค่อยๆ ปรากฏ ช้าๆ นาน 1-4 สัปดาห์ เกิดขึ้นฉับพลัน ทันทีทันใด
ระยะเวลาอาการไอ 5-7 วัน และหายได้เอง ไอเรื้อรังยาวนาน 2-6 สัปดาห์ 1-2 สัปดาห์
ลักษณะไข้ ไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ ไข้ปานกลางถึงไข้สูงเรื้อรัง ไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น
อาการร่วมอื่นๆ มีน้ำมูก คัดจมูก จาม ปวดศีรษะ ผื่นผิวหนัง อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียฉับพลัน
แนวทางการใช้ยา ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Macrolides ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (อาจใช้ยาต้านไวรัส)

 

ติดเชื้อ

 

คุณแม่ควรดูแลและรักษาอย่างไรเมื่อลูกน้อยติดเชื้อ?

หากคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจติดเชื้อไมโคพลาสมา การพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ

แพทย์มีวิธีตรวจวินิจฉัยและรักษาเชื้อไมโคพลาสมาอย่างไร?

  1. การตรวจวินิจฉัย: แพทย์จะตรวจฟังเสียงปอดด้วยหูฟัง (อาจได้ยินเสียง Rhonchi หรือ Wheezing) และอาจทำป้ายคอหรือโพรงจมูกเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบ Multiplex PCR ร่วมกับการทำภาพถ่ายรังสีปอด (Chest X-ray)
  2. การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกวิธี: ยาหลักในการรักษาคือยาปฏิชีวนะกลุ่มแมโครไลด์ (Macrolides) เช่น Azithromycin, Clarithromycin หรือ Erythromycin
    • ข้อควรระวัง: คุณแม่ต้องให้ลูกรับประทานยาปฏิชีวนะตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดจนหมด แม้อาการของลูกจะเริ่มดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำและการเกิดภาวะเชื้อดื้อยาค่ะ

คุณแม่ควรดูแลฟื้นฟูร่างกายลูกที่บ้านอย่างไร?

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: การดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำสะอาดปริมาณมากๆ จะช่วยระบายความร้อนในร่างกาย และช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้ขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้นค่ะ
  • ใช้ยาลดไข้ตามคำแนะนำ: สามารถให้ยาพาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน เพื่อบรรเทาไข้และอาการปวดตามข้อ
  • หลีกเลี่ยงยากดอาการไอสำหรับเด็ก: AAP แนะนำว่าไม่ควรซื้อยากดอาการไอที่มีส่วนผสมของ Codeine หรือ Dextromethorphan ให้เด็กทานเอง เนื่องจากไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการขับเสมหะและเชื้อโรคออกจากปอดค่ะ
  • การพักผ่อนและการแยกตัว: ให้ลูกพักผ่อนอย่างเต็มที่ และควรหยุดเรียนจนกว่าจะไม่มีไข้ติดต่อกันอย่างน้อย 24 ชั่วโมงโดยไม่ใช้ยาลดไข้ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังเพื่อนๆ ที่โรงเรียนค่ะ

 

ติดเชื้อ

 

Checklist การป้องกันเชื้อไมโคพลาสมาสำหรับทุกคนในครอบครัว

แม้ว่าจะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง แต่คุณแม่สามารถสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงให้กับลูกน้อยและทุกคนในบ้านได้ด้วย Checklist ต่อไปนี้ค่ะ

บทความจากพันธมิตร
ฝากครรภ์ครั้งหน้า คุณแม่อย่าลืมถามคุณหมอเรื่อง RSV
ฝากครรภ์ครั้งหน้า คุณแม่อย่าลืมถามคุณหมอเรื่อง RSV
เมื่อ "ลูกเลือกกิน และป่วยบ่อย" ไม่ใช่เรื่องต้องท้อใจ… ชวนคุณแม่เลือก วิตามินเด็กเสริมภูมิคุ้มกัน จากสารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ธรรมชาติ
เมื่อ "ลูกเลือกกิน และป่วยบ่อย" ไม่ใช่เรื่องต้องท้อใจ… ชวนคุณแม่เลือก วิตามินเด็กเสริมภูมิคุ้มกัน จากสารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ธรรมชาติ
PM 2.5 ตัวร้าย! คู่มือสู้ฝุ่นฉบับคุณแม่มือโปร พร้อมวิธีป้องกันลูกน้อยจากภูมิแพ้และภัยเงียบจิ๋ว
PM 2.5 ตัวร้าย! คู่มือสู้ฝุ่นฉบับคุณแม่มือโปร พร้อมวิธีป้องกันลูกน้อยจากภูมิแพ้และภัยเงียบจิ๋ว
ลูกโตไวเกินไป...อาจไม่ใช่เรื่องดี! เช็กสัญญาณ "ภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย" ภัยเงียบที่ทำร้ายความสูงและจิตใจลูก
ลูกโตไวเกินไป...อาจไม่ใช่เรื่องดี! เช็กสัญญาณ "ภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย" ภัยเงียบที่ทำร้ายความสูงและจิตใจลูก
  • ล้างมืออย่างถูกวิธี: สอนให้ลูกล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งหลังกลับเข้าบ้าน ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
  • สวมหน้ากากอนามัย: ให้ลูกสวมหน้ากากอนามัยที่พอดีกับใบหน้าเมื่อจำเป็นต้องเข้าไปในสถานที่แออัด ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน หรือโรงพยาบาล
  • ฝึกมารยาทการไอและจาม: สอนลูกใช้ข้อพับแขนด้านในหรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้งเมื่อไอหรือจาม แล้วทิ้งทิชชูลงในถังขยะปิดทันที
  • แยกของใช้ส่วนตัว: แยกแก้วน้ำ ช้อน ส้อม หลอดดูดน้ำ และผ้าเช็ดหน้า ไม่ให้ใช้ปะปนกันภายในบ้าน
  • ทำความสะอาดสิ่งของสัมผัสบ่อย: หมั่นเช็ดทำความสะอาดของเล่น โต๊ะเรียน และของใช้ส่วนตัวของลูกด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ
  • ดูแลการถ่ายเทอากาศ: เปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศบริสุทธิ์ถ่ายเทสะดวก โดยเฉพาะในห้องนอนและห้องนั่งเล่น

แนวทางรับมือเชื้อไมโคพลาสมาสำหรับคุณแม่

เชื้อไมโคพลาสมาอาจดูเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับคุณแม่เพราะทำให้ลูกน้อยไอเรื้อรังและหายช้ากว่าไข้หวัดธรรมดา แต่หากเรารู้เท่าทัน สังเกตอาการได้อย่างถูกต้อง และพาไปพบกุมารแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงค่ะ

  • หากลูกน้อยอายุน้อยกว่า 2 ขวบ: หากมีอาการหายใจเร็ว หายใจมีเสียงหวีด ปีกจมูกบาน หรือซี่โครงบุ๋มขณะหายใจ ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันทีค่ะ
  • หากลูกเป็นเด็กวัยเรียน (อายุ 5 ปีขึ้นไป): หากพบว่ามีอาการไอแห้งเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ร่วมกับมีไข้ และทานยาแก้หวัดทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะทานเอง แนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจเด็กเพื่อรับการตรวจและรักษาที่ถูกต้องนะคะ

 

ได้รับการตรวจสอบข้อมูลโดย พญ.สุธิดา ชินธเนศ

กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจในเด็ก รพ.วิมุต

พญ.สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจในเด็ก รพ.วิมุต

 

แหล่งอ้างอิง

  • Mycoplasma pneumoniae Infections, CDC (Centers for Disease Control and Prevention) 
  • Mycoplasma Pneumoniae Infection & Walking Pneumonia, HealthyChildren.org (American Academy of Pediatrics) 
  • Mycoplasma pneumoniae, Cleveland Clinic 
  • โรคติดเชื้อไมโคพลาสมาในเด็ก, โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ 
  • มารู้จัก “ไมโครพลาสมา” ที่ทำให้เกิดโรคทางระบบทางเดินหายใจ, รามา แชนแนล (คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี) 
  • โรงพยาบาลวิมุต

บทความอัปเดตล่าสุด สิงหาคม 2569

 

The Asianparent Thailand เว็บไซต์ข้อมูลคุณภาพและสังคมคุณแม่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและเอเชีย เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์ แหล่งความรู้แม่และเด็ก รวมถึงแอพพลิเคชั่น The Asianparent ที่ติดตามการตั้งครรภ์ให้คุณแม่ได้ลงทะเบียนใช้งานฟรี เพื่อติดตามพัฒนาการทารกตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนถึงติดตามหลังคลอดที่ครอบคลุมที่สุดและผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย นอกจากความรู้ยังมีไลฟ์สไตล์และสื่อมัลติมีเดียหลากหลาย ไม่ว่าสุขภาพแม่และเด็ก โภชนาการแม่และเด็ก กิจกรรมสำหรับครอบครัว 

การวางแผนครอบครัวไปจนถึง การดูแลลูก การศึกษา และจิตวิทยาเด็ก The Asianparent เราพร้อมสนับสนุนพ่อแม่ทุกท่าน ให้มีความรู้และมีสุขภาพกายใจเข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างครอบครัวอย่างแข็งแรง

เพราะเราเชื่อว่า “พ่อแม่เข้มแข็ง ครอบครัวแข็งแรง”

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

10 แหล่งเชื้อโรคที่คุณคาดไม่ถึง..ใกล้ตัวลูก

4 ขั้นตอนล้างมือให้สะอาด บ๊ายบายเชื้อโรค

ผลแล็บเผยเชื้อโรคเต็มรถ อ่านจบแล้วคุณจะอยากล้างรถ

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
img
บทความโดย

มิ่งขวัญ ลิรุจประภากร

  • หน้าแรก
  • /
  • สุขภาพ
  • /
  • ระวัง!! พาลูกไปสถานที่แออัด เสี่ยงติด เชื้อไมโคพลาสมา
แชร์ :
  • ฝากครรภ์ครั้งหน้า คุณแม่อย่าลืมถามคุณหมอเรื่อง RSV
    บทความจากพันธมิตร

    ฝากครรภ์ครั้งหน้า คุณแม่อย่าลืมถามคุณหมอเรื่อง RSV

  • ไม่ทันเตรียมใจ! อุทาหรณ์โรคมือเท้าปากในเด็ก ลูกสาววัย 5 ขวบ จากไปในเวลาเพียง 3 วัน

    ไม่ทันเตรียมใจ! อุทาหรณ์โรคมือเท้าปากในเด็ก ลูกสาววัย 5 ขวบ จากไปในเวลาเพียง 3 วัน

  • ลูกกรน หายใจลำบาก? หมอแนะ 4 เทคนิคดูแลลูกน้อยจากฝุ่นพิษ PM2.5

    ลูกกรน หายใจลำบาก? หมอแนะ 4 เทคนิคดูแลลูกน้อยจากฝุ่นพิษ PM2.5

  • ฝากครรภ์ครั้งหน้า คุณแม่อย่าลืมถามคุณหมอเรื่อง RSV
    บทความจากพันธมิตร

    ฝากครรภ์ครั้งหน้า คุณแม่อย่าลืมถามคุณหมอเรื่อง RSV

  • ไม่ทันเตรียมใจ! อุทาหรณ์โรคมือเท้าปากในเด็ก ลูกสาววัย 5 ขวบ จากไปในเวลาเพียง 3 วัน

    ไม่ทันเตรียมใจ! อุทาหรณ์โรคมือเท้าปากในเด็ก ลูกสาววัย 5 ขวบ จากไปในเวลาเพียง 3 วัน

  • ลูกกรน หายใจลำบาก? หมอแนะ 4 เทคนิคดูแลลูกน้อยจากฝุ่นพิษ PM2.5

    ลูกกรน หายใจลำบาก? หมอแนะ 4 เทคนิคดูแลลูกน้อยจากฝุ่นพิษ PM2.5

ฟีด

ฟีด

ติดตามอ่านบทความที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องครอบครัว ไลฟ์สไตล์ ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ง่ายๆแค่ปลายนิ้ว

โพล

โพล

ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านโพลที่น่าสนใจ และติดตามผลโพลจากความเห็นของคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ

ความจำ

ความจำ

แชร์รูปของเจ้าตัวน้อยไว้ในที่ๆปลอดภัย

หัวข้อ

หัวข้อ

เข้าร่วมสังคมออนไลน์ของเราสิคะ

ติดตาม

ติดตาม

ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์และพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละวัน

theAsianparent

ดาวน์โหลดแอปฟรี

Google PlayApp Store

จากคุณแม่รอบโลก

Singapore flag
Singapore
Thailand flag
Thailand
Indonesia flag
Indonesia
Philippines flag
Philippines
Malaysia flag
Malaysia
Vietnam flag
Vietnam
India flag
India

Partner Brands

VIP ParentsMama's ChoiceLittle ReiMothersworkTAP AwardsDBD Registered

© Copyright theAsianparent 2026 . All rights reserved

  • เกี่ยวกับเรา
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • ข้อกำหนดการใช้
  • แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว