เชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma pneumoniae) เป็นเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กไร้ผนังเซลล์ที่ก่อโรคระบบทางเดินหายใจและโรคปอดอักเสบชนิดไม่รุนแรง มักพบในเด็กวัยเรียนและเด็กเล็ก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด อาการเด่นคือมีไข้ร่วมกับไอแห้งเรื้อรังนาน 2-6 สัปดาห์ การรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มแมโครไลด์ (Macrolides) เนื่องจากยาเพนิซิลลินทั่วไปใช้ไม่ได้ผล หากลูกมีอาการไอเรื้อรังควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องค่ะ
จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ปี 2024 พบการระบาดของเชื้อไมโคพลาสมาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง แต่คุณแม่สามารถปกป้องลูกน้อยได้ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมืออย่างถูกวิธี และหลีกเลี่ยงพาเด็กไปในพื้นที่ชุมชนแออัดค่ะ
FAQ: คำถามที่คุณแม่ถามบ่อยเรื่อง เชื้อไมโคพลาสมา
Q: เชื้อไมโคพลาสมาต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร?
A: ไมโคพลาสมามักก่อให้เกิด “โรคปอดอักเสบชนิดไม่รุนแรง” (Walking Pneumonia) โดยลูกจะมีอาการไอแห้งรุนแรงและเรื้อรังนาน 2-6 สัปดาห์ ซึ่งยาวนานกว่าไข้หวัดธรรมดามาก และไม่สามารถรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อกลุ่มเพนิซิลลินทั่วไปได้ค่ะ
Q: เชื้อนี้ติดต่อกันทางไหนได้บ้าง และแพร่กระจายอย่างไร?
A: ติดต่อผ่านละอองฝอยทางการไอ จาม สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก และการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนรวมตัวกันหนาแน่น เช่น โรงเรียน ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก หรือห้างสรรพสินค้าค่ะ
Q: มีวัคซีนป้องกันเชื้อไมโคพลาสมาสำหรับเด็กหรือไม่?
A: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไมโคพลาสมาโดยตรงค่ะ การป้องกันจึงเน้นการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล การสวมหน้ากากอนามัย และการหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดเป็นหลักค่ะ
Q: หากติดเชื้อ ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อตัวไหนในการรักษา?
A: ต้องใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเฉพาะตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น เนื่องจากเชื้อนี้ไม่มีผนังเซลล์ ยาฆ่าเชื้อทั่วไปอย่าง Amoxicillin จึงใช้ไม่ได้ผลค่ะ

เชื้อไมโคพลาสมาคืออะไร ทำไมคุณแม่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ?
เชื้อไมโคพลาสมา เป็นเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กมาก จัดอยู่ในชั้น Mollicutes ซึ่งมีคุณลักษณะทางชีววิทยาที่โดดเด่นคือ “การไม่มีผนังเซลล์” คุณลักษณะเฉพาะนี้ทำให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย เช่น เพนิซิลลิน หรืออะม็อกซีซิลลิน ไม่สามารถทำลายเชื้อชนิดนี้ได้เลยค่ะ
ข้อมูลจาก Cleveland Clinic และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP / HealthyChildren.org) ระบุว่า เชื้อไมโคพลาสมาเป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง โดยเฉพาะภาวะถุงลมและหลอดลมอักเสบ (Tracheobronchitis) รวมถึงโรคปอดอักเสบชนิดไม่รุนแรง หรือที่เรียกว่า “Walking Pneumonia” คำว่า Walking Pneumonia มีที่มาจากลักษณะของผู้ป่วยเด็กที่แม้จะมีภาวะปอดอักเสบ แต่เนื่องจากอาการไม่ได้รุนแรงถึงขั้นต้องนอนซมอยู่บนเตียงตลอดเวลา เด็กๆ จึงยังพอเดินเหิน ทำกิจกรรม หรือเล่นได้ตามปกติ แต่จะมีอาการไอเรื้อรังและอ่อนเพลียต่อเนื่องยาวนานหลายสัปดาห์ค่ะ
อาจารย์แพทย์ อ. นพ.ธเนศ แก่นสาร จากภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เน้นย้ำว่า โรคนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะมีการแพร่ระบาดสูงเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว หรือช่วงเปิดเทอมที่เด็กๆ ต้องอยู่ร่วมกันในห้องเรียนปรับอากาศที่มีอากาศถ่ายเทจำกัดค่ะ
อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าลูกเสี่ยงติดเชื้อไมโคพลาสมา?
ระยะฟักตัวของเชื้อไมโคพลาสมาค่อนข้างยาวนาน โดยใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 4 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อเข้ามาในร่างกาย อาการมักจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ปุบปับเหมือนไข้หวัดใหญ่ โดยอาการจะมีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มอายุของเด็ก ดังนี้ค่ะ:
เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบมีอาการอย่างไร?
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า เด็กวัยเตาะแตะมักแสดงอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาหรือหลอดลมอักเสบ โดยมีอาการสำคัญดังนี้ค่ะ
- มีน้ำมูก คัดจมูก และจาม
- มีไข้ต่ำๆ หรือบางรายอาจไม่มีไข้เลย
- หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing)
- อาจพบอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น อาเจียน หรือท้องเสีย
เด็กวัยเรียน 5 ขวบขึ้นไปมีอาการอย่างไร?
- อาการไอเรื้อรัง: เป็นสัญญาณเตือนหลักที่สำคัญที่สุด เริ่มแรกจะไอแห้งๆ แล้วค่อยๆ รุนแรงขึ้นจนอาจมีเสมหะขาวเจือปน อาการไอมักยาวนานถึง 2 ถึง 6 สัปดาห์
- ไข้สูงและหนาวสั่น: มักมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ และปวดเมื่อยตามตัว
- เจ็บหน้าอก: รู้สึกแน่นหรือเจ็บแปลบที่หน้าอกเวลาหายใจเข้าลึกๆ หรือเวลาไอรุนแรง
- ผื่นตามผิวหนังและเยื่อบุอักเสบ: งานวิจัยในวารสารทางการแพทย์ระบุว่า พบผู้ป่วยเด็กประมาณ 10-20% มีภาวะผื่นแดง หรือเยื่อบุปากและตาอักเสบร่วมด้วย

เชื้อไมโคพลาสมาต่างจากไข้หวัดธรรมดาและโรคทางเดินหายใจอื่นอย่างไร?
เพื่อช่วยให้คุณแม่สังเกตความผิดปกติของลูกน้อยได้อย่างแม่นยำ คุณแม่สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างไข้หวัดธรรมดา การติดเชื้อไมโคพลาสมา และการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆ ได้จากตารางนี้ค่ะ
|
ลักษณะ
เปรียบเทียบ
|
ไข้หวัดธรรมดา
(Common Cold)
|
เชื้อไมโคพลาสมา
(Mycoplasma)
|
ไข้หวัดใหญ่ / RSV
(Influenza / RSV)
|
| เชื้อก่อโรค |
ไวรัสทั่วไป (เช่น Rhinovirus) |
แบคทีเรียไร้ผนังเซลล์ M. pneumoniae |
ไวรัส Influenza หรือ RSV |
| การเริ่มมีอาการ |
ค่อยเป็นค่อยไป 1-3 วัน |
ค่อยๆ ปรากฏ ช้าๆ นาน 1-4 สัปดาห์ |
เกิดขึ้นฉับพลัน ทันทีทันใด |
| ระยะเวลาอาการไอ |
5-7 วัน และหายได้เอง |
ไอเรื้อรังยาวนาน 2-6 สัปดาห์ |
1-2 สัปดาห์ |
| ลักษณะไข้ |
ไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ |
ไข้ปานกลางถึงไข้สูงเรื้อรัง |
ไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น |
| อาการร่วมอื่นๆ |
มีน้ำมูก คัดจมูก จาม |
ปวดศีรษะ ผื่นผิวหนัง อ่อนเพลียมาก |
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียฉับพลัน |
| แนวทางการใช้ยา |
ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ |
ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Macrolides |
ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (อาจใช้ยาต้านไวรัส) |

คุณแม่ควรดูแลและรักษาอย่างไรเมื่อลูกน้อยติดเชื้อ?
หากคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจติดเชื้อไมโคพลาสมา การพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ
แพทย์มีวิธีตรวจวินิจฉัยและรักษาเชื้อไมโคพลาสมาอย่างไร?
- การตรวจวินิจฉัย: แพทย์จะตรวจฟังเสียงปอดด้วยหูฟัง (อาจได้ยินเสียง Rhonchi หรือ Wheezing) และอาจทำป้ายคอหรือโพรงจมูกเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบ Multiplex PCR ร่วมกับการทำภาพถ่ายรังสีปอด (Chest X-ray)
- การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกวิธี: ยาหลักในการรักษาคือยาปฏิชีวนะกลุ่มแมโครไลด์ (Macrolides) เช่น Azithromycin, Clarithromycin หรือ Erythromycin
- ข้อควรระวัง: คุณแม่ต้องให้ลูกรับประทานยาปฏิชีวนะตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดจนหมด แม้อาการของลูกจะเริ่มดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำและการเกิดภาวะเชื้อดื้อยาค่ะ
คุณแม่ควรดูแลฟื้นฟูร่างกายลูกที่บ้านอย่างไร?
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: การดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำสะอาดปริมาณมากๆ จะช่วยระบายความร้อนในร่างกาย และช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้ขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้นค่ะ
- ใช้ยาลดไข้ตามคำแนะนำ: สามารถให้ยาพาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน เพื่อบรรเทาไข้และอาการปวดตามข้อ
- หลีกเลี่ยงยากดอาการไอสำหรับเด็ก: AAP แนะนำว่าไม่ควรซื้อยากดอาการไอที่มีส่วนผสมของ Codeine หรือ Dextromethorphan ให้เด็กทานเอง เนื่องจากไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการขับเสมหะและเชื้อโรคออกจากปอดค่ะ
- การพักผ่อนและการแยกตัว: ให้ลูกพักผ่อนอย่างเต็มที่ และควรหยุดเรียนจนกว่าจะไม่มีไข้ติดต่อกันอย่างน้อย 24 ชั่วโมงโดยไม่ใช้ยาลดไข้ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังเพื่อนๆ ที่โรงเรียนค่ะ

Checklist การป้องกันเชื้อไมโคพลาสมาสำหรับทุกคนในครอบครัว
แม้ว่าจะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง แต่คุณแม่สามารถสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงให้กับลูกน้อยและทุกคนในบ้านได้ด้วย Checklist ต่อไปนี้ค่ะ
- ล้างมืออย่างถูกวิธี: สอนให้ลูกล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งหลังกลับเข้าบ้าน ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
- สวมหน้ากากอนามัย: ให้ลูกสวมหน้ากากอนามัยที่พอดีกับใบหน้าเมื่อจำเป็นต้องเข้าไปในสถานที่แออัด ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน หรือโรงพยาบาล
- ฝึกมารยาทการไอและจาม: สอนลูกใช้ข้อพับแขนด้านในหรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้งเมื่อไอหรือจาม แล้วทิ้งทิชชูลงในถังขยะปิดทันที
- แยกของใช้ส่วนตัว: แยกแก้วน้ำ ช้อน ส้อม หลอดดูดน้ำ และผ้าเช็ดหน้า ไม่ให้ใช้ปะปนกันภายในบ้าน
- ทำความสะอาดสิ่งของสัมผัสบ่อย: หมั่นเช็ดทำความสะอาดของเล่น โต๊ะเรียน และของใช้ส่วนตัวของลูกด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ
- ดูแลการถ่ายเทอากาศ: เปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศบริสุทธิ์ถ่ายเทสะดวก โดยเฉพาะในห้องนอนและห้องนั่งเล่น
แนวทางรับมือเชื้อไมโคพลาสมาสำหรับคุณแม่
เชื้อไมโคพลาสมาอาจดูเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับคุณแม่เพราะทำให้ลูกน้อยไอเรื้อรังและหายช้ากว่าไข้หวัดธรรมดา แต่หากเรารู้เท่าทัน สังเกตอาการได้อย่างถูกต้อง และพาไปพบกุมารแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงค่ะ
- หากลูกน้อยอายุน้อยกว่า 2 ขวบ: หากมีอาการหายใจเร็ว หายใจมีเสียงหวีด ปีกจมูกบาน หรือซี่โครงบุ๋มขณะหายใจ ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันทีค่ะ
- หากลูกเป็นเด็กวัยเรียน (อายุ 5 ปีขึ้นไป): หากพบว่ามีอาการไอแห้งเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ร่วมกับมีไข้ และทานยาแก้หวัดทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะทานเอง แนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจเด็กเพื่อรับการตรวจและรักษาที่ถูกต้องนะคะ
ได้รับการตรวจสอบข้อมูลโดย พญ.สุธิดา ชินธเนศ
กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจในเด็ก รพ.วิมุต

แหล่งอ้างอิง
บทความอัปเดตล่าสุด สิงหาคม 2569
The Asianparent Thailand เว็บไซต์ข้อมูลคุณภาพและสังคมคุณแม่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและเอเชีย เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์ แหล่งความรู้แม่และเด็ก รวมถึงแอพพลิเคชั่น The Asianparent ที่ติดตามการตั้งครรภ์ให้คุณแม่ได้ลงทะเบียนใช้งานฟรี เพื่อติดตามพัฒนาการทารกตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนถึงติดตามหลังคลอดที่ครอบคลุมที่สุดและผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย นอกจากความรู้ยังมีไลฟ์สไตล์และสื่อมัลติมีเดียหลากหลาย ไม่ว่าสุขภาพแม่และเด็ก โภชนาการแม่และเด็ก กิจกรรมสำหรับครอบครัว
การวางแผนครอบครัวไปจนถึง การดูแลลูก การศึกษา และจิตวิทยาเด็ก The Asianparent เราพร้อมสนับสนุนพ่อแม่ทุกท่าน ให้มีความรู้และมีสุขภาพกายใจเข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างครอบครัวอย่างแข็งแรง
เพราะเราเชื่อว่า “พ่อแม่เข้มแข็ง ครอบครัวแข็งแรง”
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
10 แหล่งเชื้อโรคที่คุณคาดไม่ถึง..ใกล้ตัวลูก
4 ขั้นตอนล้างมือให้สะอาด บ๊ายบายเชื้อโรค
ผลแล็บเผยเชื้อโรคเต็มรถ อ่านจบแล้วคุณจะอยากล้างรถ
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!