4 อาการบาดเจ็บของทารกแรกเกิด จากการคลอด - theAsianparent.com

4 อาการบาดเจ็บของทารกแรกเกิด จากการคลอด - theAsianparent.com

เมื่อถึงวันที่กำหนดคลอดแล้ว แน่นอนว่าคุณแม่ทุกคนย่อมหวังว่าการคลอดจะเป็นไปโดยราบรื่นไม่มีปัญหาใด ๆ ต่อแม่และลูกน้อย แต่ในระหว่างการคลอดนั้น อาจเกิดปัญหาขึ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างการคลอดได้นะคะ ซึ่งอาจทำให้ทารกแรกเกิดได้รับบาดเจ็บจากการคลอดแต่ไม่เป็นอันตรายใด ๆ ถึงชีวิตค่ะ ไม่ต้องกังวล มาดูกันว่า ทารกแรกเกิดบาดเจ็บจากการคลอด แต่ละอาการเป็นอย่างไร ติดตามอ่าน

4 อาการบาดเจ็บของทารกแรกเกิดจากการคลอด

อาการบาดเจ็บของทารกแรกเกิดจากการคลอด

อาการบาดเจ็บของทารกแรกเกิดส่วนใหญ่เกิดจากจากการคลอดทางช่องคลอด แต่ถึงอย่างไรการผ่าตัดก็ทำให้ทารกบาดเจ็บได้เช่นกัน  มาดูกันว่า บาดเจ็บของทารกแรกเกิดจากการคลอด มีอาการอะไรบ้าง

กับ 4 อาการบาดเจ็บของทารกแรกเกิดที่มักพบเจอได้

1. ทารกแรกเกิดบาดเจ็บจากการคลอด : ก้อนเลือดใต้หนังศีรษะ

อาการบาดเจ็บของทารกแรกเกิด

1. ระหว่างการคลอดทางช่องคลอด  การบีบตัวของมดลูกจะดันศีรษะของทารกเข้ากับกระดูกเชิงกรานของคุณแม่  แรงดันเบียดศีรษะของทารกแรกเกิดให้เกิดก้อนนุ่มนูนปูดขึ้นมา ซึ่งอาการดังกล่าวเกิดจากเลือดสะสมในเนื้อเยื่ออ่อน  และเกิดการฟกช้ำในหนังศีรษะ

2. ปกติแล้วก้อนเลือดใต้หนังศีรษะของทารกจากการคลอดจะเกิดขึ้นด้านหลังศีรษะข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างก็ได้  แต่จะไม่คร่อมเส้นกลางซึ่งจะไม่ทำให้กระทบเนื้อเยื่อจนฟกช้ำ  อาการนี้เมื่อคลอดออกมาแล้วก้อนเลือดนูนปูดดังกล่าวจะค่อย ๆ เล็กลงและศีรษะจะแข็งขึ้นตามลำดับ

3. อาการดังกล่าวมีส่วนทำให้เกิดอาการดีซ่านในทารกได้  เพราะก้อนเลือดเต็มไปด้วยเม็ดเลือดแดงที่ต้องถูกทำลาย  ส่วนใหญ่ก้อนเลือดจะหายไปหมด แต่บางครั้งเมื่อคุณแม่จสัมผัสดูอาจจะมีหลงเหลืออยู่บ้างแต่จะค่อย ๆ หายไปในที่สุด

2. ทารกแรกเกิดบาดเจ็บจากการคลอด : กระดูกไหปลาร้าหัก

บาดเจ็บของทารกแรกเกิดจากการคลอด

1. ระหว่างการคลอดผ่านทางช่องคลอดของทารก  ทารกที่มีขนาดตัวใหญ่มากจะมีความเสี่ยงต่อกระดูกไหปลาร้าหัก

2. อาการกระดูกไหปลาร้าหักคุณหมอจะสามารถวินิจฉัยได้หลังจากคลอดแล้วในวันถัดไป เมื่อผิวหนังที่คลุมไหปลาร้าดูบวมหรือฟกช้ำ

3. การบาดเจ็บนี้ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงใด ๆ และสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษา  แต่ทารกที่มีอาการกระดูกไหปลาร้าหัก  เจ้าหนูจะมีอาการลังเลที่จะยกแขนขึ้นเหนือศีรษะแม้จะขยับทางอื่นได้ตามปกติ

4. สำหรับสิ่งที่ผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกรณีทารกแรกเกิดกระดูกไหปลาร้าหักระหว่างการคลอด คือ  เส้นประสาทจากไขสันหลังของทารกไปยังต้นแขนจะบาดเจ็บได้เพราะผ่านจากบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้าไปต้นแขน  ทารกที่ไหปลาร้าหักจะขยับแขนหรือไหล่ได้ไม่ดี และแขนจะวางปวกเปียกอยู่ข้างตัว แต่อาการบาดเจ็บนี้จะหายไปในเวลาไม่กี่สัปดาห์ค่ะ

3. ทารกแรกเกิดบาดเจ็บจากการคลอด : ผนังกั้นจมูกเบี่ยง

ทารกแรกเกิดบาดเจ็บ การคลอด

1. ขณะที่คลอดผ่านช่องคลอดแรงกดที่มีปริมาณมาก กดทับลงบนจมูกทารกในขณะที่ยังอยู่ในมดลูกหรือระหว่างการคลอด  ผนังกั้นจมูกซึ่งแบ่งออกเป็นจมูกข้างซ้ายและข้างขวาจะถูกดันให้เบี่ยงได้  เมื่อคลอดออกมาจมูกของทารกจะดูโค้งงอ คือ ปลายจมูกจะไม่อยู่ตรงกลางและรูจมูกมีขนาดแตกต่างกัน  ข้างหนึ่งใหญ่ ข้างหนึ่งเล็ก

2. เมื่อคุณหมอตรวจพบว่า  ผนังกั้นจมูกของทารกเบี่ยง  การรักษาสามารถนำผนังกั้นที่เบี่ยงกลับเข้าที่ได้ค่อนข้างง่ายค่ะ  โดยคุณหมอทางด้านโสต ศอ  นาสิกจะเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขจนเป็นปกติก่อนจะพาทารกน้อยกลับบ้าน

4. ทารกแรกเกิดบาดเจ็บจากการคลอด : รอยคีม

ทารกแรกเกิดบาดเจ็บ การคลอด

1. ปัญหานี้มักพบได้บ่อย ๆ เกิดจากการคลอดที่ใช้อุปกรณ์ช่วยคลอดโดยใช้คีม  จะเกิดการฟกช้ำที่ผิวหน้าใต้ตำแหน่งที่ใช้เครื่องมือโดยตรง

บทความแนะนำ  เรื่องน่ารู้!!! ช่วยแม่คลอดด้วยการคีบและดูด

2. รอยโค้งมักจะมีสีดำหรือสีน้ำเงิน  รอยเหล่านี้จะค่อย ๆ จางลงและหายไปภายใน 2 - 3 วัน  อย่างไรก็ตาม  หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ หลังจากที่รอยคีมหายไปแล้ว คุณแม่อาจจะสัมผัสได้ถึงก้อนแข็งขนาดเท่าเมล็ดถั่วลิสงใต้ผิวแก้มของทารกเกิดขึ้นได้  นั่นคือ  เกิดจากคีมทำให้ชั้นไขมันของผิวหนังทารกเกิดการบาดเจ็บ  แต่อาการดังกล่าวจะค่อย ๆ หดหายไปอย่างช้า ๆ

3. นาน ๆ ครั้งแรงกดของคีมจะทำให้เส้นประสาทบนใบหน้าของทารกที่ควบคุมกล้ามเนื้อปากบาดเจ็บ เมื่อทารกแรกเกิดร้องไห้  คุณแม่จะสังเกตว่ารูปร่างของปากไม่สมดุลกัน แต่การบาดเจ็บเช่นนี้จะหายไปในช่วง 2 - 3 สัปดาห์ค่ะและไม่มีอันตรายใด ๆ

เพื่อไม่ให้ลูกน้อยเกิดอุบัติเหตุระหว่างคลอด วันนี้เรามีหลากหลายวิธีการคลอดให้ คุณแม่ดูเป็แนวทางในการเตรียมตัวคลอดอีกด้วยค่ะ

หลากหลายวิธีการคลอดสำหรับแม่และทารกในครรภ์

1. การคลอดแบบธรรมชาติ

- กรณีคลอดแบบธรมชาติสำหรับคุณแม่และทารกที่มีสุขภาพข็งแรง  ทากรอยู่ในท่าคลอดที่เหมาะสม คือ ท่าศีรษะ การคลอดแบบธรรมชาติเป็นวิธีการคลอดที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณแม่และลูกน้อย  โดยคุณหมอจะตรวจดูช่วงใกล้ถึงกำหนดคลอด ว่าทารกอยู่ในท่าศีรษะลงสู่อุ้งเชิงกรานหรือไม่

- การคลอดแบบธรรมชาตินั้นคุณแม่จะรู้สึกเจ็บครรภ์อย่างมาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้ความอดทนสูงจริง ๆ ค่ะ  คุณหมออาจฉีดยาแก้ปวดเข้าทางเส้นเลือด หรือฉีดยาชาเข้าทางไขสันหลังเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดให้คุณแม่ได้

2. การผ่าคลอด

- สำหรับคุณแม่บางคน  คุณหมอจะแนะนำให้ผ่าคลอด  เช่น  คุณแม่มีโรคประจำตัว  มีลูกเมื่ออายุมากแล้ว หรือศีรษะของทารกไม่อยู่ในอุ้งเชิงกราน  แต่อยู่ในท่าก้น  ท่าขวาง เป็นต้น  ในเวลาที่ครบกำหนดคลอด  แต่การผ่าตัดจะทำให้คุณแม่เสียเลือดมากกว่าการคลอดแบบธรรมชาติถึง 2 เท่าและจะเจ็บแผลนานกว่า  คุณหมอมักจะแนะนำให้ผ่าตัดคลอดเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

- ปัจจุบันเพื่อลดความเจ็บปวดและทำการผ่าตัดอย่างได้ผลคุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่ดมยาสลบหรือฉีดยาเข้าไขสันหลัง โดยคุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด แต่การดมยาสลบ คุณแม่จะไม่มีส่วนร่วมในการคลอด ไม่เห็นหน้าลูกทันทีที่คลอดออกมา เพราะคุณแม่จะหลับไม่รู้ตัวและจะฟื้นอีกทีหลังคลอด

- คุณแม่ส่วนใหญ่จึงไม่เลือกวิธีดมยาสลบ เพราะยาสลบจะมีผลต่อทารก  เช่น  ลูกคลอดออกมาแล้วไม่ร้อง  ไม่ค่อยหายใจ เพราะเขาได้รับยาสลบตามแม่ไปด้วย

- สาวนการฉีดยาเข้าไขสันหลัง หรือการบล็อกหลังนั้น  ลูกน้อยจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด  เพราะไม่ได้ดูดซึมเข้ากระแสเลือด เพียงแต่ทำให้ส่วนล่างของคุณแม่ชา  ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด  แต่คุณแม่จะรับรู้เหตุการณ์ระหว่างคลอดทุกอย่าง  พร้อมทั้งได้ยินเสียงลูก  เห็นหน้าลูกทันทีที่ลูกคลอดออกมา

- การผ่าคลอดจะมีอาการเจ็บแผลนานกว่าการคลอดแบบธรรมชาติ

3. การคลอดในน้ำ

- การคลอดในน้ำเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่เริ่มได้รับความนิยมในต่างประเทศ เพราะช่วยลดความเจ็บปวดในการคลอดแต่ในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก

- การคลอดในน้ำต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านสุขภาพของคุณแม่  ต้องไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เพราะการคลอดในน้ำจะไม่ใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจลูก

- แต่แท้ที่จริงแล้วการคลอดในน้ำไม่น่ากังวลอย่างที่หลาย ๆ คนคิด  หากคุณแม่มีความพร้อมและมีสุขภาพครรภ์ที่แข็งแรงคุณหมอก็พร้อมจะให้การดูแลเต็มที่

- การคลอดในน้ำไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดหรือฉีดยาระงับปวดใด ๆ  และเมื่อศีรษะของทารกพ้นจากช่องคลอดแล้ว ก็สามารถลอยตัวอยู่ในน้ำที่ช่วยรองรับแรงกระแทก ป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย รวมถึงคุณแม่ก็จะรู้สึกเบาสบายไม่เจ็บปวดมากนัก

อ้างอิงข้อมูลจาก

หนังสือ  คัมภีร์การดูแลทารกและเด็กเล็ก ฉบับสมบูรณ์   ผศ.ดร.อรกัญญ์  ภูมิโคกรักษ์  ผู้แปล

Source: Birth Injury


The Asianparent Thailand เว็บไซต์ข้อมูลคุณภาพและสังคมคุณแม่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและเอเชีย เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์ แหล่งความรู้แม่และเด็ก รวมถึงแอพพลิเคชั่น The Asianparent ที่ติดตามการตั้งครรภ์ให้คุณแม่ได้ลงทะเบียนใช้งาน เพื่อติดตามพัฒนาการทารกตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนถึงติดตามหลังคลอดที่ครอบคลุมที่สุดและผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย นอกจากความรู้ยังมีไลฟ์สไตล์และสื่อมัลติมีเดียหลากหลาย ไม่ว่าสุขภาพแม่และเด็ก โภชนาการแม่และเด็ก กิจกรรมสำหรับครอบครัว 

การวางแผนครอบครัวไปจนถึง การดูแลลูก การศึกษา และจิตวิทยาเด็ก The Asianparent เราพร้อมสนับสนุนพ่อแม่ทุกท่าน ให้มีความรู้และมีสุขภาพกายใจเข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างครอบครัวอย่างแข็งแรง

เพราะเราเชื่อว่า “พ่อแม่เข้มแข็ง ครอบครัวแข็งแรง”


บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี “ผ่าคลอด”แบบเจาะลึก

ท่าทารกในการคลอด

สะเทือนใจ ทารกตาย จากการคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากแม่ท้องติดโควิด-19

ภาพทารกคลอดก่อนกำหนดที่สร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก

ทารกคลอดธรรมชาติแข็งแรงด้วยภูมิคุ้มกันโพรไบโอติก

TAP mobile app

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

ข้อความที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว และผู้เขียนไม่ได้เป็นตัวแทนของ theAsianparent หรือลูกค้า
app info
get app banner