กระตุ้นให้ลูกเรียน มากไป เร็วไป ระวัง ลูกสมาธิสั้น ?

แชร์บทความนี้ให้เพื่อน

คุณกระตุ้นให้ลูกเรียนมากไป เร็วไป จนทำให้ลูกสมาธิสั้นหรือเปล่า?

กระตุ้นให้ลูกเรียน มากไป เร็วไป ระวัง ลูกสมาธิสั้น ?

 หรือเราจะกระตุ้นให้ลูกเรียนเร็วหรือมากเกินไป จนทำให้ ลูกสมาธิสั้น ?

สมาธิสั้น

คุณหมอหมอสังคม จงพิพัฒน์วณิชย์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้มีการนำเสนอข้อมูลถึงเรื่องดังกล่าว ผ่านทางเพจ Facebook คลีนิกเด็กหมอสังคม – Sungkom Clinic – คลินิกหมอเด็ก เอาไว้ดังนี้

“จากการศึกษาในเด็กวัย 3-9 ปี ประเทศอเมริกา เปรียบเทียบระหว่างปี 1997-2000 (พ.ศ.2540-2543) พบว่าในปี 2000 เด็กจะเข้าเรียนอนุบาลเร็วขึ้น ต้องอ่านหนังสือ ทำการบ้านเพิ่มขึ้น พ่อ แม่ ต้องช่วยสอนและช่วยทำการบ้านมากขึ้น และเด็กมีเวลาเล่น เป็นเด็กน้อยลง แต่กลับมีเด็กเป็นโรคสมาธิสั้นเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 1997
คล้ายกับบ้านเรา คือ เดี๋ยวนี้บางบ้านส่งลูกไปเข้าชั้นเตรียมอนุบาลตั้งแต่อายุ 1 ขวบกว่า เด็กอนุบาลต้องอ่านออก เขียน และบวกเลขได้จึงจะสอบเข้าโรงเรียนดัง ๆ ได้ การบ้านมากมายมหาศาล บางทีก็ยากมาก จนลูกทำไม่ได้หรือไม่ทัน พ่อ แม่ต้องช่วย จนไม่รู้ว่าเป็นการบ้านลูก หรือ ของพ่อ แม่กันแน่ เรียนในชั้นไม่พอ เลิกเรียนยังต้องติว เรียนพิเศษเพราะกลัวลูกเรียนไม่ทันเพื่อน สอบได้คะแนนไม่ดี เสาร์ อาทิตย์ ต้องออกจากบ้านไปเรียนพิเศษ ทำกิจกรรม เข้าคอร์สต่าง ๆ แทบไม่ได้หยุดพักผ่อน ไม่มีเวลาเล่น ชีวิตความเป็นเด็กหายไป และเด็กไทยก็เป็นโรคสมาธิสั้นเพิ่มขึ้น

แม้ว่าเราจะยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจนที่ทำให้เป็นโรคสมาธิสั้น แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู การให้ลูกเข้าเรียนเร็วตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้ง ๆ ที่ลูกยังไม่พร้อม ยังไม่มีสมาธิดีพอที่จะนั่งเรียนเป็นเวลานาน ๆ หรือ การให้ลูกเรียนหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ มากเกินไป ก็อาจจะมีส่วนกระตุ้นให้ลูกต้องรีบเร่ง มีสมาธิสั้นได้”

นอกจากนี้ คุณหมอยังฝากข้อคิดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรช่วยกันคิด ทบทวนว่าควรจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้ลูกถูกเร่งเร้า กระตุ้นให้เรียนหรือทำกิจกรรมมากมาย จนแทบไม่มีเวลาได้พัก ได้อยู่กับครอบครัว และให้เอาชีวิตความเป็นเด็กของลูกคืนมา

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อาจจะสงสัยว่า “เอ๊ะ ลูกเรามีอาการสมาธิสั้นหรือเปล่า แล้วภาวะสมาธิสั้นที่ว่านี้เป็นอย่างไร” เราไปติดตามอ่านกันต่อได้เลยครับ

สมาธิสั้น VS สมาธิสั้นเทียม

พญ.โสรยา ชัชวาลานนท์ กุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็ก ได้เคยอธิบายถึงเรื่องภาวะสมาธิสั้น ผ่านทาง theAsianparent Thailand เอาไว้ว่า ภาวะสมาธิสั้น เป็นภาวะที่คนทั่วไปให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ปกครองของเด็กอนุบาลและเด็กวัยเรียน

ซึ่งคำถามที่คุณหมอมักจะได้รับการขอคำปรึกษาบ่อย ๆ จากคุณพ่อคุณแม่ และคุณครู ในปัจจุบันก็คือ “ลูกซน อยู่ไม่นิ่งเลย จะเป็นสมาธิสั้นไหมคะหมอ” โดยคำว่า สมาธิสั้น นั้น จะหมายถึง 3 กลุ่มอาการ ได้แก่

  1. hyperactive คือ ความซน อยู่ไม่นิ่ง
  2. inattention คือ ความไม่มีสมาธิไม่ใส่ใจรายละเอียด ไม่สามารถจดจ่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน
  3. impulsivity คือ ความหุนหันพลันแล่น ไม่สามารถอดทน รอคอย ไม่คิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนทำ ภาวะสมาธิสั้นจึงส่งผลกระทบต่อการเรียนของเด็กเป็นอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบัน พบภาวะสมาธิสั้นในเด็กวัยเรียนได้สูงถึง ร้อยละ 5-10 นั่นหมายความว่า ในห้องเรียนที่มีเด็กเรียน 30 คน จะต้องมีเด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้น อย่างน้อย 2-3 คน

สมาธิสั้นเทียม เป็นอย่างไร

ในบรรดาเด็กที่มีอาการเข้าข่ายสมาธิสั้นนั้น เป็น “โรค” สมาธิสั้นทั้งหมด หรือไม่ก็มีสิ่งใดที่ซ่อนอยู่ จนเป็นสาเหตุให้มีอาการเหมือนสมาธิสั้น หรือที่เรียกว่า สมาธิสั้นเทียม ซึ่งปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุของสมาธิสั้นเทียม จะมีอะไรบ้างนั้น ติดตามต่อหน้าถัดไปได้เลย

สาเหตุอื่น มือถือ สมาร์ทโฟน เกี่ยวไหม ทำอย่างไรดี ติดตามต่อหน้าถัดไป —->

สมาธิสั้น สุขภาพ อาการพิเศษ