“ลูกงอแงไม่ยอมนอน” เป็นปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่หลายบ้านต้องเผชิญ ยิ่งใกล้เวลานอน เด็กก็ยิ่งร้อง งอแง กอดแน่น ไม่อยากแยกจากพ่อแม่ ทั้งที่เมื่อครู่ยังเล่นสนุกอยู่เลย
ลูกงอแงไม่ยอมนอน เพราะอะไร?
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ลูกงอแงไม่ยอมนอน คือ เด็กเล็กยังไม่สามารถควบคุมการเปลี่ยนผ่านจากสภาวะกระตือรือร้นไปสู่ความผ่อนคลายได้ดี เพราะระบบประสาทส่วนกลางของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถ “เบรกตัวเอง” จากการเล่นสู่การนอนได้ทันทีเหมือนผู้ใหญ่
งานวิจัยของ National Sleep Foundation ระบุว่า เด็กวัย 1–3 ปีต้องการการนอนวันละ 11–14 ชั่วโมง หากลูกนอนไม่พอหรือหลับยากในแต่ละคืน อาจส่งผลต่อพฤติกรรม อารมณ์ และการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างชัดเจน
นาฬิกาชีวิตของเด็ก เข้านอนช้ากว่าก็ยิ่งงอแง
เด็กที่ไม่ได้นอนตรงตามจังหวะของร่างกาย มักมีระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในร่างกายสูง ซึ่งคอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนแห่งความตื่นตัว เมื่อฮอร์โมนนี้พุ่งสูงก่อนนอน จะยิ่งทำให้ลูกหลับยาก และมีแนวโน้มงอแงมากขึ้น
นอกจากนี้ การอดนอนบ่อย ๆ ยังส่งผลต่อระบบควบคุมอารมณ์ในสมองส่วน amygdala ทำให้เด็กหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน และมีพฤติกรรมต่อต้านก่อนเข้านอน การให้ลูกเข้านอนเร็วตามจังหวะธรรมชาติของร่างกายจึงสำคัญมากกว่าที่คิดค่ะ
สัญญาณง่วงของลูกที่พ่อแม่ต้องรู้
เด็กเล็กมักไม่พูดว่า “หนูง่วงแล้ว” แต่จะแสดงออกผ่านพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เรียกว่าสัญญาณง่วง เช่น:
- ขยี้ตา หาว ซุกหน้า
- งอแง หรือร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ
- เดินโซเซ เบี่ยงตัวออกจากกิจกรรม
- เสียงแหลมขึ้น หรือหัวเราะเกินเหตุ
คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มกิจกรรมก่อนนอนทันทีที่เห็นสัญญาณเหล่านี้ ไม่ควรรอให้ลูกเลยจุดง่วง เพราะยิ่งช้าลูกจะยิ่งงอแงไม่ยอมนอน และเข้าสู่ภาวะ overtired ซึ่งทำให้หลับยากขึ้น
“ไม่อยากนอน” หรือ “ไม่อยากห่างพ่อแม่”?
เด็กหลายคนที่ “ลูกงอแงไม่ยอมนอน” อาจไม่ได้ต่อต้านการนอนจริง ๆ แต่กำลังประสบกับความกลัวการพรากจาก (separation anxiety)
ทฤษฎีของ Erik Erikson ระบุว่าเด็กในวัยนี้อยู่ในช่วงพัฒนาการ “Trust vs. Mistrust” หากพวกเขารู้สึกว่าถูกทอดทิ้งก่อนนอน เช่น ถูกวางบนเตียงแล้วพ่อแม่เดินหนีทันที อาจส่งผลให้รู้สึกไม่ปลอดภัย และต่อต้านการแยกจากคนที่ไว้ใจที่สุด
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดจากการ “เอาแต่ใจ” แต่เป็นสัญญาณว่าลูกยังต้องการความมั่นคงจากผู้ใหญ่
เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญ 8 วิธีรับมือ ลูกงอแงไม่ยอมนอน

1. สร้างกิจวัตรการนอนให้ชัดเจน
เด็กต้องการ “ความคาดเดาได้” เพื่อรู้สึกปลอดภัย การทำกิจวัตรซ้ำ ๆ เช่น อาบน้ำ – ใส่ชุดนอน – ฟังนิทาน – ปิดไฟ จะช่วยให้สมองของลูกเรียนรู้ว่านี่คือเวลานอน
งานวิจัยจาก JAMA Pediatrics (2015) พบว่า เด็กที่มีกิจวัตรการนอนมีคุณภาพการนอนที่ดีกว่า และหลับได้เองเร็วกว่าเด็กที่ไม่มี
2. ปรับเวลาเข้านอนให้เหมาะกับลูก
เด็กแต่ละวัยจะมีช่วงเวลาตื่นนานที่สุดที่ร่างกายรับไหว หรือที่เรียกว่า Wake Window หากเข้านอนในช่วงเวลานี้ ร่างกายของลูกจะอยู่ในภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการหลับ
วิธีง่ายๆ คือสังเกตเวลาที่ลูกเริ่มแสดงอาการง่วง เช่น หาว ขยี้ตา หรือเริ่มงอแง แล้วใช้เวลานั้นเป็น “เวลาเข้านอนประจำ” เพื่อให้ร่างกายเรียนรู้และปรับตัวเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้อย่างราบรื่น
3. ลดสิ่งเร้าก่อนนอน แสง เสียง หน้าจอ
แสงจากหน้าจอ โดยเฉพาะ แสงสีฟ้า (blue light) จากมือถือหรือทีวี จะยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งช่วยให้หลับ
Harvard Health Publishing แนะนำให้ปิดหน้าจออย่างน้อย 1–2 ชม. ก่อนนอน เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อน
4. ใช้เทคนิค “bedtime fading” สำหรับเด็กนอนยาก
หากลูกต่อต้านเวลาเข้านอน แนะนำเทคนิค “bedtime fading” โดยเลื่อนเวลาเข้านอนช้าออก 15 นาที (จาก 20.00 เป็น 20.15) ให้ลูกง่วงจัดจนหลับง่ายขึ้น จากนั้น ค่อยๆ เลื่อนกลับมาในเวลาปกติในภายหลัง
เทคนิคนี้ใช้ได้ผลดีสำหรับเด็กที่เคยมีประสบการณ์นอนยากหรือต่อต้านการเข้านอน
5. ให้ลูกได้ออกแรงช่วงกลางวัน
เด็กที่มีพลังเหลือเฟือจะหลับยาก การเล่นกลางแจ้ง การกระโดด วิ่ง ปีนป่าย จะช่วยเผาผลาญพลังงาน และทำให้ร่างกายพร้อมพัก แต่ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกระตุ้นก่อนนอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เช่น กระโดดเตียง เล่นซ่อนแอบ

6. ไม่ใช้การดุหรือขู่เมื่อลูกไม่ยอมนอน
หากลูกถูกขู่ เช่น “ถ้าไม่นอน จะเรียกหมามากัด” หรือ “จะปิดไฟทิ้งไว้คนเดียว” อาจทำให้การนอนเชื่อมโยงกับความกลัว ควรเปลี่ยนเป็นการสื่อสารด้วยความเข้าใจ เช่น “แม่อยู่ตรงนี้ แม่จะรอจนหนูหลับนะ”
7. จัดสภาพแวดล้อมให้น่านอน
- แสงสลัว
- อุณหภูมิไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป
- ไม่มีของเล่นที่กระตุ้น
- ผ้าห่ม/ตุ๊กตาประจำตัว เพื่อให้ความรู้สึกปลอดภัย
8. พ่อแม่สงบ ลูกก็สงบ
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Yale พบว่าอารมณ์ของพ่อแม่สามารถ “สะท้อน” มายังลูกได้ เด็กเล็กยังใช้สมองส่วนลิมบิกในการอ่านอารมณ์ผู้ใหญ่ หากพ่อแม่เครียดหรือเร่งเร้า ลูกจะรับรู้และต่อต้านได้มากกว่าเดิม
ลูกนอนไม่พอ… ส่งผลมากกว่าที่คิด
งานวิจัยในวารสาร Pediatrics (2017) พบว่า เด็กที่นอนน้อยกว่า 10 ชั่วโมงต่อคืนมีโอกาสแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น มีสมาธิสั้น และอาจส่งผลต่อคะแนนการเรียนรู้และพัฒนาการด้านภาษาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย นอกจากนี้ การนอนน้อยเรื้อรังยังส่งผลต่อฮอร์โมนเจริญเติบโต ระบบภูมิคุ้มกัน และพัฒนาการสมองโดยรวมอีกด้วยนะคะ
เมื่อไหร่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
แม้ “ลูกงอแงไม่ยอมนอน” จะเป็นเรื่องปกติในเด็กวัยเตาะแตะ แต่หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์:
- ลูกหลับยาก 3 คืนต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องนานกว่า 1 เดือน
- มีพฤติกรรมกัดฟัน, หยุดหายใจขณะหลับ, นอนละเมอบ่อย
- มีความเครียดจากการเข้านอนจนส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว
สามารถพบผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนของเด็ก หรือจิตแพทย์เด็กได้
ลูกหลับดี พัฒนาการดี ครอบครัวมีความสุข
การที่ลูกนอนหลับได้ง่ายและสนิท ไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็กเติบโตแข็งแรง สมองทำงานเต็มศักยภาพ แต่ยังช่วยให้พ่อแม่ได้พักผ่อน มีความสัมพันธ์ที่ดี และมีพลังใจในการดูแลลูกในวันต่อไป
หากคืนนี้ “ลูกงอแงไม่ยอมนอน” ลองเริ่มจากข้อใดข้อหนึ่งในบทความนี้ แล้วปรับตามความเหมาะสมกับบ้านของคุณ เพราะ “การนอนที่ดี” ไม่ใช่เรื่องโชค… แต่สร้างได้ด้วยความเข้าใจและความสม่ำเสมอค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
3 เคล็ดลับ สร้างวินัยก่อนเข้านอน ทำตามนี้! ลูกจะหลับง่าย พัฒนาการดี
อดนอนเพราะเลี้ยงลูก! 10 วิธีรักษาสติและพลังงาน ฉบับแม่ลูกอ่อนนอนน้อย
ทารกง่วงแต่ไม่ยอมนอน ทำไงดี? แนะวิธีแก้ ก่อนกระทบพัฒนาการลูกน้อย!
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!