TAP top app download banner
theAsianparent Thailand Logo
theAsianparent Thailand Logo
คู่มือสินค้า
เข้าสู่ระบบ
  • TAP Awards 2025
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
    • ระยะการตั้งครรภ์
    • โภชนาการเเม่ท้อง
    • โภชนาการแม่ให้นม
    • ตั้งชื่อลูก
    • พัฒนาการสมอง
  • แม่ผ่าคลอด
    • พัฒนาการเด็กผ่าคลอด
    • เตรียมตัวผ่าคลอด
    • สุขภาพเด็กผ่าคลอด
    • คู่มือคุณแม่ผ่าคลอด
    • การดูแลหลังผ่าคลอด
    • โภชนาการเด็กผ่าคลอด
  • หลังคลอด
    • คลอดธรรมชาติ
    • ผ่าคลอด
    • การให้นมลูก
  • สุขภาพและโภชนาการ
    • โภชนาการ
    • สุขภาพ
  • ลูก
    • ทารกแรกเกิด
    • ทารก
    • เด็กวัยหัดเดิน
    • เด็กก่อนวัยเรียน
    • เด็ก
    • เด็กก่อนวัยรุ่น และวัยรุ่น
  • ชีวิตครอบครัว
    • ความรักและความสัมพันธ์
    • การเลี้ยงลูก
    • มุมคุณพ่อ
    • ประกันชีวิต
    • การวางแผนการเงิน
    • ความรัก และ เซ็กส์
    • #สอนลูกเรื่องเงิน ฉบับพ่อแม่
    • TAPpedia
  • การศึกษา
    • เด็กวัยประถม
    • โรงเรียนประถม
    • มัธยมศึกษา
    • แบบฝึกหัดและข้อสอบ
    • แนะแนวการศึกษาต่างประเทศ
  • ผู้หญิง
    • แฟชั่น
    • ความงาม
    • ฟิตเนส
  • ไลฟ์สไตล์
    • ที่เที่ยว
    • ที่กิน
    • ดวง
    • ทำนายฝัน
    • สีมงคล
    • บทสวดมนต์
    • ข่าว
    • ดูแลบ้าน
    • แนะนำโดย TAP
    • อีเว้นท์
  • วิดีโอ
    • การตั้งครรภ์
    • ทารก
    • คำแนะนำในการเลี้ยงลูก
    • การให้นมบุตร
    • อาหารเสริมทารก & โภชนาการ
    • เด็กเล็ก
  • ชอปปิง
  • VIP

แยกห้องนอนกับสามี เมื่อมีลูกอ่อน ข้อดี-ข้อเสีย ที่มีงานวิจัยรองรับ

บทความ 5 นาที
แยกห้องนอนกับสามี เมื่อมีลูกอ่อน ข้อดี-ข้อเสีย ที่มีงานวิจัยรองรับ

เลี้ยงลูกอ่อนแล้วต้องแยกห้องนอนกับสามี ข้อดี-ข้อเสีย พร้อมคำแนะนำจากงานวิจัยและหลักจิตวิทยา เพื่อประคองชีวิตคู่ให้ยังคงหวานชื่น

เลี้ยงลูกอ่อนแล้วต้อง แยกห้องนอนกับสามี กังวลว่าความสัมพันธ์จะห่างเหินใช่ไหมคะ? บทความนี้จะพาคุณแม่ไปสำรวจสาเหตุ ข้อดี-ข้อเสีย พร้อมคำแนะนำจากงานวิจัยและหลักจิตวิทยา เพื่อประคองชีวิตคู่ให้ยังคงหวานชื่นและแข็งแกร่งกว่าเดิม

คุณแม่หลายบ้านอาจเจอเหตุการณ์ ลูกตื่นมากินนมทุก 2-3 ชั่วโมง ทำให้สามีไม่พอเพราะต้องตื่นไปทำงานตอนเช้า บางบ้าน สามีไม่ช่วยเลี้ยงลูกอ่อนตอนกลางคืน แถมยังนอนกรน บ้างก็ชอบนอนเล่นโทรศัพท์ทำให้แม่นอนไม่หลับ จึงตัดสินใจแยกห้องนอน แต่คนแก่แถวบ้านก็ทักว่า แยกห้องนอนกับสามี ไม่ดีจริงไหม?

ทำไมการ “แยกห้องนอนกับสามี” จึงกลายเป็นทางออกของหลายบ้าน?

ก่อนจะตัดสินว่าการ แยกห้องนอนกับสามี เป็นเรื่องดีหรือไม่ดี เราต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรคือสาเหตุที่ผลักดันให้หลายครอบครัวเลือกใช้วิธีนี้ ซึ่งมักจะเกิดจากปัจจัยที่ซับซ้อนเหล่านี้ค่ะ

  1. สภาวะการเอาตัวรอด (Survival Mode) ของพ่อและแม่

เมื่อมีทารกแรกเกิด ทั้งพ่อและแม่จะเข้าสู่ “โหมดเอาตัวรอด” โดยอัตโนมัติ แต่เป้าหมายการเอาตัวรอดอาจแตกต่างกัน

  • ฝั่งคุณพ่อ: การเอาตัวรอดคือ “การต้องนอนหลับให้เพียงพอ” เพื่อให้มีแรงและสมาธิในการทำงานหาเลี้ยงครอบครัวในวันรุ่งขึ้น การถูกปลุกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและความปลอดภัย (โดยเฉพาะในงานที่ต้องใช้สมาธิสูง)
  • ฝั่งคุณแม่: การเอาตัวรอดคือ “การตอบสนองความต้องการของลูกให้เร็วที่สุด” เพื่อให้ลูกหยุดร้องและกลับไปนอนต่อได้ การต้องกังวลว่าเสียงให้นม เสียงเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือแม้แต่เสียงกล่อมลูกจะไปรบกวนสามีที่นอนอยู่ข้างๆ ยิ่งเพิ่มความกดดันและความเครียดให้คุณแม่

เมื่อความต้องการพื้นฐาน (การนอน) ของทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกัน การแยกห้องนอนจึงดูเหมือนเป็นทางออกที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดในสถานการณ์นั้น

 

  1. ความคาดหวังและบทบาททางสังคมที่เปลี่ยนไป

แม้ในปัจจุบันบทบาทหญิงชายจะเท่าเทียมกันมากขึ้น แต่ในหลายวัฒนธรรมรวมถึงสังคมไทย ยังคงเชื่อว่า “การดูแลลูกกลางดึกเป็นหน้าที่หลักของแม่” ทำให้คุณพ่อบางคนอาจรู้สึกว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของตน หรือไม่รู้ว่าจะช่วยได้อย่างไร ขณะที่คุณแม่เองก็อาจแบกรับความคาดหวังนั้นไว้โดยไม่รู้ตัว และเลือกที่จะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อ “ตัดปัญหา”

แยกห้องนอนกับสามี

 

ข้อดี-ข้อเสีย ของการแยกห้องนอน ที่มีงานวิจัยรองรับ

การตัดสินใจทุกอย่างย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เรามาดูทั้งสองด้านอย่างตรงไปตรงมากันค่ะ

ข้อดี (ที่มักเป็นผลระยะสั้น)

  • คุณภาพการนอนที่ดีขึ้นของคนใดคนหนึ่ง

นี่คือข้อดีที่ชัดเจนที่สุด งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าการอดนอนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต อารมณ์ และการตัดสินใจ การที่สามีได้นอนเต็มอิ่มอาจช่วยลดความหงุดหงิดในตอนกลางวัน ทำให้เขามีพลังงานที่จะมาช่วยดูแลลูกหรือทำงานบ้านในส่วนอื่นต่อได้

  • ลดความขัดแย้งเฉพาะหน้า

การไม่ต้องเผชิญหน้ากันในภาวะตึงเครียดตอนตี 3 ช่วยลดการปะทะคารมที่อาจบานปลายได้

  • แม่มีอิสระในการดูแลลูก

คุณแม่สามารถเปิดไฟสลัวๆ ให้นมลูกได้อย่างสบายใจ หรือลุกไปหยิบของโดยไม่ต้องย่องเบาๆ เพราะกลัวสามีจะตื่น

ข้อเสีย (ที่อาจส่งผลกระทบระยะยาว)

  • สร้างระยะห่างทางอารมณ์

เตียงนอนไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับนอนหลับ แต่เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่คู่รักใช้เชื่อมต่อกันก่อนนอนและหลังตื่นนอน การสัมผัสทางกาย เช่น การกอด การจับมือ การนอนซบกัน ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน ออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือที่เรียกว่า “ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน” ซึ่งช่วยลดความเครียดและสร้างความรู้สึกใกล้ชิด การแยกห้องนอนจะทำให้โอกาสเหล่านี้หายไปโดยสิ้นเชิง งานวิจัยจาก University of Hertfordshire ในอังกฤษ พบว่าคู่รักที่นอนใกล้กันและมีการสัมผัสตัวกัน มีแนวโน้มที่จะมีความสุขในความสัมพันธ์มากกว่าคู่ที่นอนห่างกันหรือไม่สัมผัสตัวกันเลย

  • บั่นทอนความเป็น “ทีมพ่อแม่”

การที่พ่อไม่ได้ตื่นมาเผชิญความยากลำบากในตอนกลางคืนด้วยกัน อาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจในความเหนื่อยล้าของแม่ได้อย่างแท้จริง งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Pediatrics ชี้ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของพ่อในการดูแลลูกตั้งแต่แรกเกิด (Father Involvement) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสุขภาพจิตที่ดีขึ้นของแม่และพัฒนาการที่ดีของลูก การแยกห้องนอนอาจทำให้พ่อรู้สึกเป็น “คนนอก” ในภารกิจดูแลลูก และทำให้แม่รู้สึกเหมือนเป็น “แม่เลี้ยงเดี่ยวในตอนกลางคืน” ซึ่งความรู้สึกโดดเดี่ยวนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

  • ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ใกล้ชิด

เป็นเรื่องปกติที่ความถี่ทางเพศสัมพันธ์จะลดลงหลังมีบุตร แต่การแยกห้องนอนยิ่งทำให้โอกาสในการกลับมาใกล้ชิดกันเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก เพราะมันสร้างอุปสรรคทางกายภาพที่ชัดเจน ความใกล้ชิดทางเพศเป็นส่วนสำคัญในการหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา การขาดหายไปนานๆ อาจทำให้ทั้งคู่รู้สึกเหมือนเป็นแค่ “เพื่อนร่วมบ้านที่ช่วยกันเลี้ยงลูก”

  • เสี่ยงต่อการกลายเป็นความเคยชินถาวร

สิ่งที่เริ่มต้นจากการเป็น “ทางออกชั่วคราว” อาจกลายเป็นเรื่องปกติได้ง่ายมาก เมื่อลูกโตขึ้นจนนอนยาวตลอดคืนแล้ว การกลับมารวมห้องอาจรู้สึกแปลกและไม่คุ้นชิน จนสุดท้ายก็แยกห้องกันนอนต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของระยะห่างในระยะยาว

 

แยกห้องนอนกับสามี

การแยกห้องนอนเป็น “ปัญหา” หรือแค่ “อาการ”?

ในมุมมองทางจิตวิทยาแล้ว การแยกห้องนอนไม่ใช่ “ตัวปัญหา” ที่แท้จริง แต่มันคือ “อาการ” ที่สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวหรือปัญหาที่ซ่อนอยู่

การแยกห้องนอนก็เหมือน “แว่นขยาย” ที่ส่องให้เห็นปัญหาการสื่อสาร การไม่เข้าใจกัน หรือการแบ่งหน้าที่ที่ไม่สมดุลซึ่งอาจมีอยู่ก่อนแล้วให้ชัดเจนและใหญ่โตขึ้น

  • ถ้าความสัมพันธ์ของคุณแม่และคุณสามีแข็งแรง มีการสื่อสารที่ดีและเป็นทีมเวิร์คกันอยู่แล้ว การแยกห้องนอน “ชั่วคราว” อาจไม่ส่งผลกระทบอะไรร้ายแรง เพราะในช่วงกลางวันทั้งคู่ยังคงเชื่อมต่อ พูดคุย แบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่เสมอ
  • แต่ถ้าความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหาอยู่แล้ว การสื่อสารติดขัด การแยกห้องนอนจะเป็นเหมือนการตอกลิ่มลิ่มสุดท้ายที่ทำให้ทั้งคู่ยิ่งห่างกันออกไปเรื่อยๆ จนยากที่จะกลับมาเหมือนเดิม

ดังนั้น คำถามที่เราควรถามตัวเองไม่ใช่แค่ “ควรแยกห้องนอนดีไหม?” แต่ควรเป็น “เราจะทำอย่างไรให้การแยกห้องนอน ไม่มาทำลายความสัมพันธ์ของเรา?”

How-to “แยกเตียง” แต่ “ใจไม่แยกทาง”

หากคุณแม่และสามีตัดสินใจแล้วว่าการ แยกห้องนอนกับสามี คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวในตอนนี้จริงๆ เรามาดูวิธีที่จะช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ให้ยังคงแข็งแรงและอบอุ่นเหมือนเดิมกันนะคะ

 

แยกห้องนอนกับสามี

 

  1. สื่อสารกันอย่างสร้างสรรค์

เลือกเวลาที่ทั้งคู่ไม่เหนื่อยจนเกินไป (อาจจะเป็นช่วงสุดสัปดาห์ที่ลูกหลับ) แล้วมานั่งคุยกันอย่างจริงจังโดยใช้หลัก “I-Statement” เพื่อบอกเล่าความรู้สึกของตัวเองแทนการกล่าวโทษอีกฝ่าย

  • คุณแม่: “ที่รักคะ ฉันรู้สึกเหนื่อยและโดดเดี่ยวมากเวลาต้องตื่นมาดูแลลูกคนเดียวกลางดึก ฉันอยากให้คุณเข้าใจความรู้สึกของฉัน” (แทนที่จะพูดว่า “คุณไม่เคยช่วยฉันเลย!”)
  • คุณพ่อ: “ผมรู้สึกกดดันที่ต้องนอนให้พอเพื่อไปทำงาน และผมกังวลว่าจะทำให้ทั้งคุณและลูกไม่ได้พักผ่อนถ้าผมนอนอยู่ด้วย” (แทนที่จะพูดว่า “ก็ผมต้องทำงานไง!”)

ตกลงร่วมกันให้ชัดเจน: ย้ำว่านี่คือ “มาตรการชั่วคราว” และวางแผนร่วมกันว่าจะลองประเมินสถานการณ์อีกครั้งเมื่อไหร่ เช่น “เราลองแยกห้องกันแค่ 1 เดือนนะ แล้วมาดูกันอีกที” หรือ “พอครบ 3 เดือน ลูกเริ่มนอนนานขึ้น เราจะกลับมานอนด้วยกันนะ”

 

บทความจากพันธมิตร
การมีสติ ฉบับเด็ก ๆ เป็นอย่างไร ฝึกลูกให้มีสติ ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย
การมีสติ ฉบับเด็ก ๆ เป็นอย่างไร ฝึกลูกให้มีสติ ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย
ส่งเสริมพัฒนาการเด็กยุคใหม่ด้วย ทักษะ Executive Function
ส่งเสริมพัฒนาการเด็กยุคใหม่ด้วย ทักษะ Executive Function
ปี 2567 เด็กป่วยด้วยโรคอะไร? LUMA แบ่งปันสถิติให้เข้าใจมากขึ้น
ปี 2567 เด็กป่วยด้วยโรคอะไร? LUMA แบ่งปันสถิติให้เข้าใจมากขึ้น
Value Health (Kids) ประกันสุขภาพสำหรับลูกน้อย เจ้าของรางวัล Most Promising จากเวที TAP Awards 2023
Value Health (Kids) ประกันสุขภาพสำหรับลูกน้อย เจ้าของรางวัล Most Promising จากเวที TAP Awards 2023
  1. สร้างสุดยอด “ทีมพ่อแม่” 

แม้คุณพ่อจะไม่ได้ช่วยตอนกลางคืน แต่เขาชดเชยและแสดงความเป็นทีมได้เต็มที่ในตอนกลางวันค่ะ

  • แบ่งหน้าที่ชัดเจน: “พ่อรับผิดชอบอาบน้ำลูกทุกเย็นนะ” “เสาร์-อาทิตย์ พ่อจะดูลูกตอนเช้า 6-9 โมง ให้แม่ได้นอนยาวๆ” การมีหน้าที่ที่ชัดเจนทำให้คุณพ่อรู้สึกมีส่วนร่วมและคุณแม่ได้พักจริงๆ
  • มอบหมายภารกิจ “พ่อเท่านั้น”: อาจจะเป็นการนวดให้ลูกก่อนนอน, การอ่านนิทาน, หรือพาไปเดินเล่น การสร้างกิจกรรมที่ “พ่อทำได้ดีที่สุด” จะช่วยสร้างสายสัมพันธ์พ่อลูกที่แข็งแกร่ง 
  1. รักษาความใกล้ชิด แม้ตัวจะห่างกัน

  • กฎกอด 20 วินาที: ตามหลักวิทยาศาสตร์ การกอดกันนาน 20 วินาทีจะช่วยกระตุ้นการหลั่งออกซิโทซินได้อย่างมีนัยสำคัญ ก่อนแยกย้ายไปนอนในแต่ละคืน ให้กอดกันแน่นๆ สักพัก
  • หาเวลา “เราสองคน”: ไม่ต้องยิ่งใหญ่ค่ะ แค่ 15 นาทีหลังลูกหลับ นั่งจิบชาร้อนๆ ด้วยกัน จับมือกันดูทีวี หรือคุยเรื่องอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เรื่องลูก จะช่วยเตือนให้จำได้ว่าเรายังเป็น “สามี-ภรรยา” กันอยู่
  • แสดงความรักเล็กๆ น้อยๆ: เขียนโน้ตให้กำลังใจ, ส่งข้อความหวานๆ หากันระหว่างวัน, หรือบอก “ขอบคุณ” ในสิ่งที่อีกฝ่ายทำให้ สิ่งเหล่านี้มีพลังมหาศาลในการเยียวยาหัวใจที่เหนื่อยล้า 
  1. สำรวจทางเลือกอื่นก่อนตัดสินใจ

ก่อนจะย้ายห้อง ลองวิธีเหล่านี้ดูก่อนไหมคะ?

  • ที่อุดหู (Earplugs) และผ้าปิดตา: เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับคุณพ่อ
  • เปิดเสียง White Noise: ช่วยกลบเสียงเล็กๆ น้อยๆ และทำให้ทั้งพ่อแม่ลูกหลับได้ดีขึ้น
  • จัดตำแหน่งเตียงลูกใหม่: อาจจะวางเตียงลูกไว้ฝั่งคุณแม่และห่างจากฝั่งคุณพ่อให้มากที่สุด

 

การต้อง แยกห้องนอนกับสามี ไม่มีคำตอบตายตัวว่าถูกหรือผิด สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ว่าเรานอนห่างกันกี่เมตร แต่อยู่ที่ “หัวใจของเรายังคงอยู่ใกล้กันหรือไม่” ช่วงเวลานี้อาจจะหนักหนาและเหนื่อยล้า แต่มันจะผ่านไปในที่สุดค่ะ วันหนึ่งลูกจะนอนยาวตลอดคืน และคุณแม่จะได้กลับไปนอนกอดสามีเหมือนเดิม แต่ระหว่างทางนี้ ขอเพียงคุณแม่และคุณพ่อจับมือกันให้แน่น สื่อสารกันด้วยความรักและความเข้าใจ เมื่อผ่านพ้นไปได้ ความสัมพันธ์ของคุณไม่เพียงแต่จะกลับมาเหมือนเดิม แต่จะแข็งแกร่งและเข้าใจกันมากกว่าที่เคยเป็นมาอย่างแน่นอนค่ะ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ชีวิตคู่เปลี่ยนไปหลังมีลูก! 6 เคล็ดลับ กระชับสัมพันธ์ให้ราบรื่นด้วยความเข้าใจ

อดนอนเพราะเลี้ยงลูก! 10 วิธีรักษาสติและพลังงาน ฉบับแม่ลูกอ่อนนอนน้อย

10 ข้อดีเมื่อพ่อช่วยเลี้ยงลูก อุ้ม กอด เล่นซน เติมเต็มพัฒนาการในสไตล์คุณพ่อ

 

แหล่งอ้างอิง (References):

  • The Gottman Institute: https://www.gottman.com/blog/the-four-horsemen-recognizing-criticism-contempt-defensiveness-and-stonewalling/ 
  • National Institute of Health – Father Involvement and Father-Child Relationship Quality: An Intergenerational Perspective https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6415916/
  • Healthline – What Are the Benefits of Cuddling?: https://www.healthline.com/health/hugging-benefits

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
img
บทความโดย

สิริลักษณ์ อุทยารัตน์

  • หน้าแรก
  • /
  • ชีวิตครอบครัว
  • /
  • แยกห้องนอนกับสามี เมื่อมีลูกอ่อน ข้อดี-ข้อเสีย ที่มีงานวิจัยรองรับ
แชร์ :
  • จ่ายประกันสังคมเพิ่ม ปี 2569 แม่ได้ "ค่าคลอด" เพิ่มไหม? ได้สิทธิอะไรบ้าง เช็กด่วน!

    จ่ายประกันสังคมเพิ่ม ปี 2569 แม่ได้ "ค่าคลอด" เพิ่มไหม? ได้สิทธิอะไรบ้าง เช็กด่วน!

  • เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค "จุ่มหน้าในน้ำแข็ง" รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที

    เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค "จุ่มหน้าในน้ำแข็ง" รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที

  • 7 สิ่งที่ลูกมักได้จากพ่อ พันธุกรรมนี้พ่อให้มาล้วนๆ เช็กเลย!

    7 สิ่งที่ลูกมักได้จากพ่อ พันธุกรรมนี้พ่อให้มาล้วนๆ เช็กเลย!

  • จ่ายประกันสังคมเพิ่ม ปี 2569 แม่ได้ "ค่าคลอด" เพิ่มไหม? ได้สิทธิอะไรบ้าง เช็กด่วน!

    จ่ายประกันสังคมเพิ่ม ปี 2569 แม่ได้ "ค่าคลอด" เพิ่มไหม? ได้สิทธิอะไรบ้าง เช็กด่วน!

  • เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค "จุ่มหน้าในน้ำแข็ง" รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที

    เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค "จุ่มหน้าในน้ำแข็ง" รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที

  • 7 สิ่งที่ลูกมักได้จากพ่อ พันธุกรรมนี้พ่อให้มาล้วนๆ เช็กเลย!

    7 สิ่งที่ลูกมักได้จากพ่อ พันธุกรรมนี้พ่อให้มาล้วนๆ เช็กเลย!

ลงทะเบียนรับคำแนะนำเรื่องการตั้งครรภ์พัฒนาการลูกในท้องได้ที่นี่
  • เตรียมตัวเป็นผู้ปกครอง
  • พัฒนาการลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • ระยะการตั้งครรภ์
  • โภชนาการ
  • ไลฟ์สไตล์
  • TAP สังคมออนไลน์
  • ติดต่อโฆษณา
  • ติดต่อเรา
  • Influencer Marketing (KOL)
  • มาเข้าร่วมกับเรา


  • Singapore flag Singapore
  • Thailand flag Thailand
  • Indonesia flag Indonesia
  • Philippines flag Philippines
  • Malaysia flag Malaysia
  • Vietnam flag Vietnam
© Copyright theAsianparent 2026. All rights reserved
เกี่ยวกับเรา |ทีม|นโยบายความเป็นส่วนตัว |ข้อกำหนดการใช้ |แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว