ในโลกยุคนี้ เด็กต้องเผชิญกับสถานการณ์หลากหลาย ที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ตั้งแต่การโดนบังคับให้เล่นกับคนที่ไม่ชอบ การถูกแหย่แบบไม่ขำ ไปจนถึงการถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัวโดยไม่สมัครใจ เด็กที่ไม่กล้าปฏิเสธ อาจเงียบ ยอมตาม หรือกลืนความรู้สึกตัวเองเอาไว้ จนกลายเป็นคนที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ การ เลี้ยงลูกให้กล้าพูดว่า ไม่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างความมั่นใจเฉย ๆ แต่คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันชีวิต” ที่จะติดตัวเขาไปตลอด
ทำไมพ่อแม่ยุคใหม่ควร เลี้ยงลูกให้กล้าพูดว่า ไม่
ในวัยที่เด็กเริ่มสำรวจโลก เรียนรู้การเข้าสังคม และตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว เป็นช่วงเวลาทอง ที่พ่อแม่สามารถวางรากฐานเรื่อง “สิทธิ” และ “ขอบเขต” ให้เขาได้
หากลูกเติบโตมา กับการถูกสั่งให้ “เชื่อฟังโดยไม่ตั้งคำถาม” เขาอาจเรียนรู้ว่า ความรู้สึกของตัวเองไม่สำคัญ และพฤติกรรมการยอมตามนั้น อาจติดตัวไปจนโต โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตราย เช่น ถูกคุกคาม หรือโดนกลั่นแกล้ง เด็กเหล่านี้มักไม่กล้าพูด ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เพราะถูกปลูกฝังว่า การปฏิเสธ คือ สิ่งไม่ดี ตรงกันข้าม หากเด็กได้รับการฝึกให้กล้าพูดว่า “ไม่” อย่างเหมาะสม เขาจะเติบโตเป็นคนที่รู้ขอบเขตตัวเอง กล้าปฏิเสธสิ่งที่ไม่โอเค และไม่ตกเป็นเหยื่อของใครง่าย ๆ

“กล้าพูดว่าไม่” ไม่ใช่เด็กดื้อ แต่คือทักษะการปกป้องตัวเอง
พ่อแม่จำนวนมาก มักกังวลว่าเมื่อลูกพูดว่า “ไม่” กับผู้ใหญ่ หรือคนในครอบครัว จะถูกมองว่าเสียมารยาท หรือเป็นเด็กดื้อ แต่ความจริงคือ เราควรแยกให้ออกระหว่าง “ความกล้าพูด” กับ “ความหยาบคาย” การกล้าปฏิเสธอย่างสุภาพ เป็นทักษะที่สอนกันได้ เช่น “หนูไม่อยากให้กอดค่ะ หนูอาย” หรือ “ขอบคุณค่ะ แต่หนูไม่อยากเล่นตอนนี้” การยืนยันขอบเขตของตัวเองเช่นนี้ เป็นสัญญาณของการมี self-esteem ที่ดี และนั่นคือสิ่งที่ควรส่งเสริม ไม่ใช่กดทับ เด็กที่กล้าพูดว่าไม่ คือเด็กที่กล้าเผชิญกับความไม่สบายใจ และเชื่อมั่นว่าความรู้สึกตัวเองมีค่า ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความมั่นใจในตัวเองในระยะยาวด้วยค่ะ
พฤติกรรมพ่อแม่บางอย่างที่ทำให้ลูก “ไม่กล้าปฏิเสธ” โดยไม่รู้ตัว
แม้พ่อแม่จะมีเจตนาดี แต่อาจเผลอทำพฤติกรรมที่ส่งผลเสีย ต่อการฝึกทักษะปฏิเสธโดยไม่รู้ตัว เช่น:
- ขัดจังหวะลูกเมื่อเขาพยายามพูดหรือแย้ง เช่น พูดแทรกว่า “อย่าเถียง!” ทำให้เด็กรู้สึกว่าความคิดเห็นของเขาไม่มีค่า
- ใช้คำสั่งแบบไม่มีเหตุผล เช่น “ทำตามที่แม่บอก!” โดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกทำความเข้าใจ หรือซักถาม
- บังคับให้ยอม กับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น “ให้ลุงหอมก่อนสิ เดี๋ยวลุงเสียใจ” ทั้งที่ลูกไม่อยากให้แตะตัว
- ใช้ความรู้สึกผิดเป็นเครื่องมือ เช่น “แม่เสียใจนะ ถ้าหนูพูดแบบนี้” ทำให้ลูกรู้สึกผิด เมื่อต้องแสดงความรู้สึก
- เปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น เช่น “ทำไมถึงไม่เชื่อฟังเหมือนน้องเลย” ทำลาย self-esteem โดยไม่รู้ตัว
พฤติกรรมเหล่านี้ หากทำซ้ำ ๆ จะทำให้ลูกเรียนรู้ว่า การแสดงความไม่เห็นด้วย คือสิ่งต้องห้าม และทำให้เขาห่างไกลจากการกล้าพูดว่า “ไม่” เข้าไปทุกที

ประโยชน์ระยะสั้น และระยะยาว ของการฝึกลูกให้กล้าปฏิเสธ
การฝึกลูกให้กล้าพูดว่า “ไม่” มีผลดีที่เห็นได้ทั้งในช่วงวัยเด็ก และเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่:
ระยะสั้น:
- ลูกจะรู้สึกว่าเสียงของเขา มีความหมาย มีคนฟัง
- เขาจะมั่นใจในการแสดงออก และไม่ยอมถูกกดขี่
- เรียนรู้การสื่อสารอย่างสุภาพ และมีเหตุผล
ระยะยาว:
- เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่กล้าตัดสินใจ โดยไม่ถูกชักจูงง่าย
- มี self-esteem ที่ดี ไม่รู้สึกผิด เวลาไม่ทำตามคนอื่น
- มีขอบเขตส่วนตัวที่ชัดเจน ลดความเสี่ยงจากการถูกละเมิด หรือตกเป็นเหยื่อ
- พัฒนาความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ เพราะรู้จักเคารพตัวเอง และผู้อื่น
ทักษะเหล่านี้ เป็นรากฐานที่มั่นคง ในการใช้ชีวิต ท่ามกลางสังคมที่ซับซ้อน
ฝึกลูกให้กล้าพูดว่า “ไม่” แบบรู้เท่าทันอารมณ์
การสอนลูกให้ปฏิเสธ ไม่ได้หมายความว่า ให้พูดใส่หน้า หรือแสดงออกอย่างก้าวร้าว แต่ควรเป็นการแสดงออกด้วยความสุภาพ เข้าใจอารมณ์ของตัวเอง และเคารพผู้อื่นในเวลาเดียวกัน ซึ่งพ่อแม่สามารถฝึกลูกได้โดย:
- ช่วยลูกเรียบเรียงคำพูด เช่น “หนูยังไม่อยากเล่นนะคะ ขออยู่คนเดียวก่อน”
- สอนให้ลูกบอกความรู้สึกตัวเองก่อน เช่น “หนูรู้สึกกลัว” “หนูไม่โอเค”
- พ่อแม่ต้องไม่แสดงความโกรธ เมื่อได้ยินคำว่า “ไม่” จากลูก แต่ควรพูดคุย และเข้าใจเหตุผล
- ให้ลูกรู้ว่า เขามีสิทธิ์ปฏิเสธในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องของร่างกาย และความรู้สึก

5 วิธี ฝึก “ทักษะปฏิเสธ” อย่างได้ผล
1. บทบาทสมมติ (Role Play)
เล่นบทบาทสมมติ เช่น เป็นคนแปลกหน้า ที่เข้ามาขอให้ช่วยอะไรบางอย่าง ฝึกลูกพูดว่า “ไม่” พร้อมเหตุผล เช่น “หนูไม่รู้จักค่ะ หนูต้องไปหาพ่อแม่ก่อน”
2. ใช้นิทาน หรือหนังสือ
เลือกนิทานที่ตัวละครกล้าปฏิเสธ หรือมีจุดหักเหที่ต้องใช้การตัดสินใจ ชวนลูกพูดคุยถึงความรู้สึกของตัวละคร และสิ่งที่เขาจะทำ
3. ถามคำถามปลายเปิด
เช่น “ถ้าเพื่อนขอให้หนูทำอะไรที่ไม่ชอบ หนูจะทำยังไงดี?” กระตุ้นให้ลูกคิด วิเคราะห์ และแสดงความเห็น
4. ฝึกใช้คำพูด แทนความรู้สึก
เช่น “หนูไม่อยาก” “หนูกลัว” “หนูยังไม่พร้อม” เป็นคำง่าย ๆ ที่แสดงออกถึงการปฏิเสธ โดยไม่เสียมารยาท
5. เป็นตัวอย่างที่ดี
เมื่อพ่อแม่เองกล้าปฏิเสธอย่างสุภาพ เช่น “แม่ขอโทษนะ แม่ยังไม่สะดวก” ลูกจะซึมซับพฤติกรรมเหล่านี้ ได้โดยธรรมชาติ
ความเข้าใจผิด ที่ต้องเลิกเชื่อ: ลูกพูดว่า “ไม่” = ลูกเสียมารยาท
ในวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญ กับการเคารพผู้ใหญ่ การที่เด็กพูดว่า “ไม่” มักถูกมองว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่จริง ๆ แล้ว การปฏิเสธสามารถทำได้ โดยไม่เสียมารยาท หากมีการใช้ถ้อยคำ และกิริยาที่สุภาพ เด็กที่ถูกฝึกให้พูดว่า “ไม่” อย่างเหมาะสม จะไม่กลายเป็นเด็กหยาบคาย แต่จะเป็นเด็กที่รู้จักขอบเขตของตัวเอง และเคารพขอบเขตของผู้อื่นด้วยเช่นกันนะคะ
การ เลี้ยงลูกให้กล้าพูดว่า ไม่ คือ การ “มอบภูมิคุ้มกันชีวิต” ที่แข็งแรงให้เขา ไม่ใช่แค่สอนให้เขาเอาตัวรอด แต่คือการสร้างคนที่รู้จักตัวเอง เคารพตัวเอง และกล้าปกป้องตัวเอง ในโลกที่ไม่ได้อ่อนโยนเสมอไป ไม่ใช่เด็กทุกคนจะกล้าพูดว่า “ไม่” ตั้งแต่แรก แต่ทุกคนเรียนรู้ได้ หากมีพ่อแม่ที่เข้าใจ พร้อมรับฟัง และเปิดพื้นที่ให้ลูกได้ฝึกฝน เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเลือกเสื้อผ้า การเลือกเล่นของเล่น การไม่อยากให้ใครแตะตัว แล้วค่อย ๆ ขยับไปสู่สถานการณ์ที่ซับซ้อนขึ้น ยิ่งลูกฝึกมากเท่าไร ทักษะนี้ก็จะยิ่งแข็งแรง และจะเป็นเกราะป้องกันที่ทรงพลังไปจนโต
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
“ความเคารพ” สำคัญสำหรับเด็ก ฝึกอย่างไรให้ลูกเข้าใจตั้งแต่ยังเล็ก
อธิษฐานเผื่อลูก! แนะนำ บทสวดมนต์ ให้ลูกเป็นเด็กดี รวย มีบุญวาสนา เป็นอภิชาติบุตร
8 ข้อคิดสอนเด็กจาก Lilo & Stitch 2025 ภาพยนตร์สุดน่ารัก ดูสนุกทั้งครอบครัว
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!