ลูกมีจุดแดงตามตัว อย่าชะล่าใจ! อาจไม่ใช่แค่รอยยุงกัด แต่เป็นสัญญาณโรคร้ายในเด็ก

แม่พบ จุดแดงตามตัว ลูกสาวขณะอาบน้ำ ผลการตรวจไม่ใช่แค่รอยยุงกัด แต่เป็นโรคร้าย ที่ต้องใส่ใส มาดูกันว่า จุดแดงบนผิวหนังบอกโรคอะไรได้บ้าง

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ขณะอาบน้ำให้ลูกสาว แม่พบจุดแดงๆ ตามขาของลูก ผลการตรวจไม่ใช่แค่รอยยุงกัด แต่เป็นโรคร้าย มะเร็งเม็ดเลือดขาว คุณแม่อาจสงสัยว่า จุดแดงตามตัว เกี่ยวข้องกับมะเร็งเม็ดเลือดขาวอย่างไร และ จุดแดงบนผิวหนังบอกโรคอะไรได้บ้าง บทความนี้มีคำตอบค่ะ

จุดแดงตามตัว อาจไม่ใช่แค่รอยยุงกัด

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นขณะที่คุณแม่กำลังอาบน้ำให้ลูกน้อยวัย 3 ขวบ เธอสังเกตเห็นจุดแดงเล็กๆ บนขาของลูก ด้วยความเคยชิน เธอคิดว่าเป็นเพียงรอยยุงกัดจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ

แต่แล้วในวันรุ่งขึ้น จุดแดงเล็กๆ เหล่านั้นกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก สัญชาตญาณความเป็นแม่เริ่มส่งเสียงเตือนว่านี่อาจไม่ใช่เรื่องธรรมดา เธอจึงตัดสินใจพาลูกไปโรงพยาบาลทันที

ที่โรงพยาบาล คุณหมอได้ตรวจสอบจุดแดงบนขาของหนูน้อยอย่างละเอียด และพบว่าไม่ใช่ผื่นหรือรอยแมลงกัดทั่วไป แต่เป็น “จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง” ผลการตรวจเลือดพบว่าเกล็ดเลือดของเด็กลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของค่าปกติ หนูน้อยถูกส่งตัวแอดมิทในวันนั้น และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “มะเร็งเม็ดเลือดขาว”

ข่าวร้ายนี้ทำให้ทั้งครอบครัวตกอยู่ในความสับสนและเสียใจ พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเพียงจุดแดงเล็กๆ ที่ดูไม่น่าจะมีพิษสงอะไร จะกลายเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงได้

ผิวหนัง กระจกสะท้อนสุขภาพของลูกน้อย

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญ เพราะผิวหนังคืออวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย และมักเป็นด่านแรกที่สะท้อนความผิดปกติภายในออกมาให้เราเห็น โดยเฉพาะผิวของเด็กที่ยังบอบบาง การกระแทกเบาๆ หรือรอยยุงกัดก็อาจทิ้งร่องรอยไว้ได้ง่าย ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจชะล่าใจ

คำถามสำคัญคือ “เราจะรู้ได้อย่างไรว่า จุดแดงตามตัว แบบไหนที่ควรเฝ้าระวังที่บ้าน และแบบไหนคือสัญญาณเตือนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?” การตัดสินใจนี้เป็นเรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ทั่วไป เพราะขาดความรู้ทางการแพทย์ แต่มีหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยแยกแยะเบื้องต้นได้

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

เคล็ดลับง่ายๆ วิธีแยก “จุดเลือดออก” ออกจาก “ผื่นทั่วไป”

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างจุดเลือดออก กับผื่นหรือรอยยุงกัดทั่วไป คือ “การจางลงของสีเมื่อถูกกด”

  • จุดแดงทั่วไป (เช่น รอยยุงกัด, ผื่น): เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดฝอย เมื่อเราใช้นิ้วกดลงไปที่รอยแดงนั้น เลือดจะถูกไล่ออกจากบริเวณที่กด ทำให้รอยแดง “จางลงชั่วขณะ” และเมื่อปล่อยนิ้ว สีแดงก็จะกลับมาเหมือนเดิม
  • จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง (น่ากังวล): เกิดจากเส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดออกมาอยู่ใต้ชั้นผิวหนังจริงๆ ดังนั้นเมื่อเราใช้นิ้วกดลงไป สีแดงของเลือดนั้นจะ “ไม่จางลงเลย”

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่พบจุดแดงบนผิวของลูก ลองใช้นิ้วกดดูเบาๆ ถ้ากดแล้วสีไม่จางลง ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที

เหนือสิ่งอื่นใด สัญชาตญาณของคนเป็นแม่นั้นสำคัญเสมอ หากคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจหรือกังวลกับอาการใดๆ ของลูก การพาลูกไปพบแพทย์เพื่อความแน่ใจคือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะความใส่ใจของคุณในวันนี้ อาจช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงในอนาคตได้

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ทำไม “จุดแดงตามตัว” ถึงอาจเกี่ยวกับ “มะเร็งเม็ดเลือดขาว” ในเด็ก

จุดแดงตามตัว หรือจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง เป็นหนึ่งในอาการแสดงที่สำคัญของมะเร็งเม็ดเลือดขาวค่ะ เพื่อให้เข้าใจความเชื่อมโยงนี้ เราต้องเข้าใจการทำงานของระบบเลือดก่อน หน่วยสารสนเทศมะเร็ง โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ให้ข้อมูลไว้ว่า

 

1. หน้าที่ของ “ไขกระดูก” และเม็ดเลือดชนิดต่างๆ

ภายในกระดูกชิ้นใหญ่ๆ ของร่างกายเรามีส่วนที่เรียกว่า ไขกระดูก (Bone Marrow) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการผลิตเม็ดเลือดทุกชนิดออกมาสู่กระแสเลือด เม็ดเลือดหลักๆ ที่ควรรู้จักมี 3 ชนิด คือ

  • เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cells): ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย หากมีจำนวนน้อยจะทำให้เกิดภาวะซีดและอ่อนเพลีย
  • เม็ดเลือดขาว (White Blood Cells): ทำหน้าที่เป็นระบบภูมิคุ้มกัน ต่อสู้และกำจัดเชื้อโรคแปลกปลอม หากมีจำนวนน้อย (หรือมีแต่เซลล์ที่ทำงานไม่ได้) จะทำให้ร่างกายติดเชื้อง่าย
  • เกล็ดเลือด (Platelets): มีหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เลือดแข็งตัวและหยุดไหลเมื่อมีบาดแผล หรือคอยอุดรอยรั่วเล็กๆ ของเส้นเลือดฝอยที่อาจเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย

2. สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเป็น “มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน”

มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน เกิดจากความผิดปกติในไขกระดูก ทำให้มีการสร้าง เซลล์เม็ดเลือดขาวตัวอ่อนที่ผิดปกติ (เซลล์มะเร็ง) ขึ้นมาอย่างรวดเร็วและควบคุมไม่ได้

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะเพิ่มจำนวนขึ้นจนเต็มพื้นที่ของไขกระดูก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงคือ ไปยับยั้งและขัดขวางกระบวนการสร้างเม็ดเลือดปกติทั้ง 3 ชนิด ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาวปกติ, และ เกล็ดเลือด ลดน้อยลงอย่างมาก

3. ความเชื่อมโยงโดยตรงสู่ “จุดแดงตามตัว”

เมื่อการสร้าง เกล็ดเลือด จากไขกระดูกลดลงอย่างรุนแรง จะทำให้ร่างกายอยู่ใน ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

ภาวะนี้ทำให้ความสามารถในการหยุดเลือดของร่างกายบกพร่อง แม้แต่เส้นเลือดฝอยเล็กๆ ใต้ผิวหนังที่อาจมีการฉีกขาดเล็กน้อยในชีวิตประจำวันก็ไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ตามปกติ จึงเกิดเป็นเลือดออกซึมใต้ผิวหนัง ปรากฏให้เราเห็นเป็น:

  • จุดแดงเล็กๆ (Petechiae): มีลักษณะเป็นจุดแบนๆ ขนาดเล็กเหมือนปลายเข็ม
  • จ้ำเลือดสีม่วง (Purpura): มีขนาดใหญ่กว่าจุดแดง อาจเป็นรอยช้ำที่เกิดขึ้นง่ายโดยไม่ได้รับการกระแทกที่รุนแรง

สรุปคือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวทำให้ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเกล็ดเลือดได้ตามปกติ เมื่อเกล็ดเลือดต่ำ ความสามารถในการห้ามเลือดของร่างกายจึงลดลง ทำให้มีเลือดออกใต้ผิวหนังปรากฏเป็นจุดแดงหรือจ้ำเลือดขึ้นมานั่นเองค่ะ

หากพบอาการเหล่านี้ ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ซีด อ่อนเพลีย มีไข้บ่อย เลือดกำเดาไหลง่าย ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องค่ะ

จุดแดงบนผิวลูก รวมสาเหตุที่พบบ่อยที่คุณแม่ควรรู้

จุดแดงตามตัว บนผิวหนังของลูกน้อยเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย และส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง แต่เกิดจากสาเหตุทั่วไปในชีวิตประจำวัน ลองมาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง และควรดูแลเบื้องต้นอย่างไร

  1. ผดร้อน (Heat Rash)

  • ลักษณะเด่น: เป็นจุดแดงเล็กๆ หรือตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นเป็นปื้นๆ มักมีอาการคัน แสบ หรือรู้สึกยิบๆ เกิดในบริเวณที่เหงื่อออกมากและอับชื้น เช่น ซอกคอ, ข้อพับ, รักแร้, หลัง
  • วิธีดูแล: ทำให้ผิวลูกเย็นและแห้งสบาย ใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการทาครีมหรือแป้งที่อาจอุดตันผิวหนังเพิ่มเติม
  1. ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis)

  • ลักษณะเด่น: ผิวหนังบวมแดง คัน แสบร้อน หรือเป็นตุ่มพองเฉพาะบริเวณที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้หรือสารระคายเคือง เช่น สบู่, ผงซักฟอก, โลหะ, หรือพืชบางชนิด
  • วิธีดูแล: พยายามหาสาเหตุและหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้ ล้างผิวบริเวณนั้นด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ ทาครีมให้ความชุ่มชื้นเพื่อปลอบประโลมผิว
  1. แมลงกัดต่อย (Insect Bites)

  • ลักษณะเด่น: เป็นจุดแดงนูน บวม และคัน อาจเห็นรอยกัดตรงกลาง เกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย
  • วิธีดูแล: ล้างบริเวณที่ถูกกัดให้สะอาด ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมและคัน ใช้ยาทาแก้คันสำหรับเด็ก 
  • ข้อควรระวัง: หากมีอาการแพ้รุนแรง (หายใจลำบาก, หน้าบวม, ปากบวม) ให้รีบไปพบแพทย์ทันที


  1. ผื่นกุหลาบ (Pityriasis Rosea)

  • ลักษณะเด่น: มักเริ่มต้นด้วยผื่นวงใหญ่สีแดง 1 วง จากนั้นจะมีผื่นวงรีเล็กๆ สีชมพูหรือแดง กระจายตามมาที่ลำตัว หน้าอก และหลัง อาจมีอาการคันเล็กน้อย
  • วิธีดูแล: ผื่นชนิดนี้มักหายได้เองใน 2-12 สัปดาห์ เน้นการทาครีมให้ความชุ่มชื้นเพื่อลดอาการคัน หากคันมากควรปรึกษาแพทย์
  1. โรคกลาก (Ringworm)

  • ลักษณะเด่น: เกิดจากเชื้อรา มีลักษณะเป็นวงแดง ขอบนูนชัดเจน และอาจมีขุยๆ ตรงกลาง มักมีอาการคัน สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสได้
  • วิธีดูแล: ใช้ยาฆ่าเชื้อราชนิดทาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร รักษาความสะอาดและทำให้ผิวบริเวณนั้นแห้งอยู่เสมอ
  1. โรคหอยคัน (Swimmer’s Itch)

  • ลักษณะเด่น: เป็นผื่นคันหรือจุดบวมแดง เกิดขึ้นหลังไปว่ายน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ (ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม) ที่อาจมีพยาธิอาศัยอยู่
  • วิธีดูแล: ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงและหายได้เอง หลีกเลี่ยงการเกาและอาจใช้คาลาไมน์โลชั่นทาเพื่อบรรเทาอาการคัน
  1. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis/Eczema)

  • ลักษณะเด่น: เป็นภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ทำให้ผิวแห้ง แดง แตก และคันมาก มักเป็นๆ หายๆ พบบ่อยบริเวณข้อพับแขนขา ใบหน้า และลำคอ
  • วิธีดูแล: สำคัญที่สุดคือการทาครีมให้ความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน และหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้อาการกำเริบ ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์
  1. โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)

  • ลักษณะเด่น: เป็นปื้นแดงหนานูน และมีสะเก็ดสีขาวเงินปกคลุม เกิดจากภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ไม่ใช่โรคติดต่อ
  • วิธีดูแล: เป็นโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอาการให้สงบ
  1. โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง (Lichen Planus)

  • ลักษณะเด่น: เป็นผื่นนูนแบนสีม่วงแดง มีอาการคันมาก อาจพบได้ทั้งบนผิวหนังและในเยื่อบุช่องปาก
  • วิธีดูแล: ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากสาเหตุยังไม่แน่ชัดและอาการอาจรุนแรงได้
  1. ผื่นแพ้ยา (Drug Rash)

  • ลักษณะเด่น: เกิดผื่นได้หลายรูปแบบ (อาจคล้ายลมพิษหรือผื่นจากโรคอื่นๆ) หลังจากเริ่มใช้ยาชนิดใหม่
  • วิธีดูแล: หากสงสัยว่าแพ้ยา ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที เพื่อประเมินอาการและพิจารณาเปลี่ยนยา

หากคุณแม่ไม่แน่ใจว่าจุดแดงที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยเกิดจากสาเหตุใด หรืออาการของลูกดูรุนแรงขึ้น การพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องคือทางออกที่ดีที่สุดค่ะ

 

ที่มา: phunuphapluat.nguoiduatin.vn , Pobpad , โรงพยาบาลสงขลานครินทร์

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

10 โรคหน้าฝนในเด็ก 2025 โรคหน้าฝนสุดฮิตที่เด็กมักเป็น คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง

ลูกไข้ขึ้นตอนกลางคืน กลางวันไข้ไม่มี ทำไมกลางคืนกลับตัวร้อนจี๋อีกแล้ว?

ไม่สูบบุหรี่ก็เป็นมะเร็งปอดได้ เช็กความเสี่ยงและสัญญาณ โรคมะเร็งปอดในผู้หญิง

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา