ไม่อยากท้อง ทำยังไงดี ? ป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนที่จะสาย

ไม่อยากท้อง อาการของคนที่ยังไม่พร้อมที่จะมีครอบครัว หรือมีบุตรขณะที่ยังไม่พร้อมที่จะดูแล วันนี้เราได้นำวิธีการคุมกำเนิดที่สามารถนำไปปฏิบัติตามกันได้อย่างง่าย ๆ สำหรับผู้หญิงที่ ไม่อยากท้อง หรือผู้ชายที่ยังไม่พร้อมที่จะมีครอบครัว ไปดูกัน

 

การตั้งครรภ์ คืออะไร?

การตั้งครรภ์เป็นคำที่มักจะได้ยินกันบ่อย ๆ หรือถ้าเรียกง่าย ๆ ก็คือการท้องนั่นเอง โดยการตั้งครรภ์นั้นเป็นการปฏิสนธิระหว่างไข่ (ของผู้หญิง) และสเปิร์ม หรืออสุจิ (ของผู้ชาย) และได้มีการพัฒนาการกลายเป็นตัวอ่อนภายในมดลูกของฝ่ายหญิง ซึ่งการตั้งครรภ์นั้นมักจะใช้เวลาประมาณ 40 สัปดาห์ หรือ 9 เดือน ด้วยการวัดจากการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายจนถึงการคลอดบุตรนั่นเอง โดยการตั้งครรภ์นั้นถูกแบ่งออกเป็น 3 ไตรมาสด้วยกัน และแต่ละไตรมาสก็มีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป

บทความที่เกี่ยวข้อง : วิธีดูแลตัวเองของคนท้องแต่ละไตรมาส แม่ท้องต้องปฏิบัติตัวอย่างไรให้ปลอดภัย

 

ไม่อยากท้อง ทำยังไงดี?

สำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมจะตั้งครรภ์ หรือยังไม่อยากสร้างครอบครัวนั้นคุณควรป้องกันตัวเองระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ให้เป็นอย่างดี เพราะมีโอกาสเสี่ยงสูงที่คุณจะตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมได้ มาดูกันดีกว่าหากคุณ ไม่อยากท้อง ควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

 

วิดีโอจาก : workpointTODAY

 

1. ถุงยางอนามัย

การใช้ถุงยางอนามัย เรียกได้เป็นพื้นฐานของการมีเพศสัมพันธ์ เพราะนอกจากจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้แล้ว ยังป้องกันการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย โดยถุงยางอนามัยนั้นมีทั้งของผู้หญิงและของผู้ชาย ซึ่งสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้มากถึง 99 เปอร์เซ็นต์ แต่จะต้องใช้อย่างถูกต้อง สถิติการใช้ถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิงมีมากถึงร้อยละ 79 เปอร์เซ็นต์สำหรับผู้หญิงในต่างประเทศ ส่วนประเทศไทยนั้นมีผู้หญิงจำนวนน้อยมากที่จะใช้ถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง แต่สำหรับผู้ชายทั่วโลกนั้นมีสถิติการใช้ถุงยางอนามัยอยู่ที่ร้อยละ 80 เปอร์เซ็นต์ และโดยวิธีการใช้ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชายมีดังต่อไปนี้

 

  1. เลือกขนาดที่ถูกต้อง โดยวัดจากการขยายตัวสูงสุดของอวัยวะเพศชาย
  2. วางถุงยางไว้บนหัวองคชาตที่แข็งตัว ถ้าหากผู้ชายคนใดยังไม่ได้ขลิบให้ดึงหนังหุ้มปลายออกก่อนที่จะวางถุงยางลงไป
  3. บีบปลายถุงยางอนามัย เพื่อไล่อากาศออก
  4. คลี่ถุงยางอนามัยลงที่องคชาต ระวังอย่าให้ฉีกขาด
  5. หลังมีเพศสัมพันธ์ให้จับก้นถุงให้เข้าที่ก่อนที่จะดึงออกจากช่องคลอด เพื่อป้องกันการหลุดรั่วของอสุจิ
  6. ไม่ควรใช้ถุงยางอนามัยซ้ำอย่างเด็ดขาด ถอดและทิ้งลงถังขยะให้เรียบร้อย

บทความที่เกี่ยวข้อง : เลือก ถุงยางอนามัย อย่างไร ถึงจะเจอในแบบที่ใช่สำหรับคุณ

 

2. ยาคุมกำเนิดแบบทาน

ยาคุมกำเนิดเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มักใช้กันมาก โดยยาคุมกำเนิดนั้นมีหลากหลายยี่ห้อให้คุณเลือกสรร ซึ่งคุณสามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชการใกล้บ้านของคุณเกี่ยวกับวิธีรับประทานยาคุมได้ โดยประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดนั้นสามารถคุมกำเนิดได้มากถึง 99 เปอร์เซ็นต์หากรับประทานตามที่กำหนด ซึ่งยาคุมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

 

  • ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Progesterone-only pills)
    เป็นยาคุมกำเนิดชนิดที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพียงอย่างเดียว โดยหนึ่งแผงจะมียาบรรจุอยู่จำนวน 28 เม็ด ซึ่งผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดสามารถเริ่มรับประทานได้ทุกวันวันละ 1 เม็ด หากรับประทานหมดแล้วสามารถเริ่มทานแผงต่อไปได้ทันที แต่การทานยาคุมชนิดนี้อาจส่งผลทำให้ประจำเดือนของคุณมาผิดปกติ ซึ่งอาจมีจำนวนมากขึ้น หรือน้อยลง นอกจากนี้ในบางรายยังพบว่ามีเลือดออกจากช่องคลอดก่อนถึงรอบประจำเดือนจะมาถึงอีกด้วย ทั้งนี้หากคุณกำลังป่วย มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วงอย่างรุนแรงให้หยุดใช้ยาในทันที

 

  • ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Combined Oral Contraceptive)
    เป็นการผสมฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนให้รวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน ซึ่งยาคุมชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูงกว่าฮอร์โมนชนิดเดี่ยวหากทานได้อย่างถูกวิธี และสม่ำเสมอ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการทานยามักมีผลข้างเคียงเสมอ โดยผู้หญิงที่ทานยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมจะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง ปวดหน้าอก ในบางรายอาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูง

 

  • ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน (Emergency contraception pill)
    เป็นยาคุมกำเนิดที่ถูกนำมาใช้ในกรณีที่ถูกกระทำชำเรา การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ถุงยางอนามัยฉีกขนาดขณะมีเพศสัมพันธ์ และในกรณีอื่น ๆ ที่คุณคาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ โดยการทานยาคุมแบบฉุกเฉินนั้นจะต้องทานหลังมีเพศสัมพันธ์ภายใน 72 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ ซึ่งตัวยาจะออกฤทธิ์ไปยับยั้ง หรือการชะลอการตกของไข่ รวมถึงการสร้างเมือกที่บริเวณปากมดลูกเพื่อป้องกันการเข้าถึงของอสุจิที่กำลังว่ายไปผสมกับไข่ และทำให้เกิดการตั้งครรภ์

 

 

3. ยาคุมกำเนิดแบบฝัง

การฝังยาคุม หรือ Contraceptive Implant เป็นการคุมกำเนิดที่ไม่จำเป็นจะต้องรับประทานยา โดยการฝังยาคุมมีประสิทธิภาพสูงเทียบเท่ากับการคุมกำเนิดแบบการทานยาเลยทีเดียว ซึ่งการฝังยาคุมนั้นเป็นการนำหลอดบรรจุฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนฝั่งเข้าไปยังบริเวณใต้ท้องแขนท่อนบนของผู้หญิง ซึ่งตัวยาจะค่อย ๆ ออกฤทธิ์ในการป้องกันการตั้งครรภ์ โดย 1 หลอดสามารถป้องกันได้ประมาณ 3-5 ปี แต่อย่างไรก็ตามการฝังยาคุมฉุกเฉินนั้นไม่ได้ป้องกัน และครอบคลุมถึงการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้นทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์คุณควรป้องกันด้วยถุงยางอนามัยอีกทีด้วยนะคะ

บทความที่เกี่ยวข้อง : ฝังยาคุม กับ กินยาคุม ต่างกันอย่างไร ? มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

 

4. การฉีดยาคุมกำเนิด

การฉีดยาคุมกำเนิด หรือ Injectable contraceptive เป็นการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวเหมือนกับการทานยา และการฝังยาคุม ซึ่งจะมีระยะเวลาในการป้องกันการตั้งครรภ์ และสามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้อีกครั้งเมื่อหยุด หรือขาดการฉีด โดยยาคุมในรูปแบบของการฉีดนี้ส่วนใหญ่มักใช้ในผู้หญิงที่ต้องการเว้นระยะห่างในการตั้งครรภ์ ซึ่ง 1 เข็มสามารถช่วยคุมกำเนิดได้ประมาณ 3 เดือน ถือว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะว่าการฉีดยาคุมนั้นมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูง แต่การฉีดยาคุมนั้นมีข้อกำจัดอยู่คือ ถ้าหากคุณต้องการจะมีบุตรหลังจากเริ่มฉีดยาคุมกำเนิดแล้ว อาจต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปีเพื่อที่จะกลับมาตั้งครรภ์ได้อีกครั้งนั่นเอง

 

5. การวางแผนครอบครัวตามธรรมชาติ

วิธีการวางแผนครอบครัว หรือการวางแผนการมีบุตรก็เป็นอีกหนึ่งวิธีคุมกำเนิดแบบธรรมชาติที่มีความเกี่ยวข้องกับรอบเดือน และการมีเพศสัมพันธ์ หรือที่เรามักเรียกว่าการนับรอบเดือนนั่นเอง ซึ่งการนับรอบเดือนนี้จะช่วยให้คุณและคู่นอนของคุณทราบถึงช่วงเวลาการมีเซ็กส์ที่ปลอดภัย โดยในช่วงที่ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์คือช่วงเวลาของ “ช่วงเจริญพันธุ์” หรือ “ช่วงไข่ตก” ซึ่งหนึ่งเดือน ผู้หญิงจะมีช่วงระยะเวลาดังกล่าวประมาณ 6 ถึง 9 วัน ถ้าหากคุณมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนั้นโดยไม่ได้มีการป้องกันก็อาจทำให้ท้องได้ ทั้งนี้การตรวจเช็กว่าคุณกำลังอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวหรือไม่ สามารถเช็กได้ดังต่อไปนี้

  • การวัดอุณหภูมิร่างกายพื้นฐาน
  • สังเกตสีของตกขาว และปริมาณของมูกที่ปากมดลูก
  • บันทึกเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดของรอบประจำเดือน

 

6. การทำหมัน

การทำหมันนั้นสามารถทำได้ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ซึ่งเป็นวิธีการลดภาวะเจริญพันธุ์ได้อย่างถาวร โดยทั่วไปแล้วการทำหมันนั้นมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์มากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการทำหมันนั้นไม่ได้หมายรวมถึงการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย โดยการทำหมันของผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกันออกไปดังต่อไปนี้

 

  • การทำหมันในผู้ชาย จะเป็นการตัดท่อนำเลี้ยงที่มีอสุจิออก เป็นการหัตถการทางการแพทย์เล็ก ๆ ที่คุณผู้ชายเมื่อทำหมันเรียบร้อยแล้วก็อาจจะสามารถกลับบ้านได้ในทันที โดยอาจจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวสักพักกว่าจะกลับมามีเพศสัมพันธ์ได้อีกครั้ง
  • การทำหมันในผู้หญิง เป็นการทำหมันที่เรียกว่า ligation หรือการผูกท่อนำไข่ หรือปิดผนึกท่อนำไข่ทั้งสองด้านของผู้หญิง เพื่อไม่ให้ไข่เดินทางมาพบกับอสุจิได้ ซึ่งผลของการทำสามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถาวร แต่ในบางกรณีก็อาจทำให้ผนึกที่ได้ปิดไว้นั้นคลาย และส่งผลทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้

 

 

คุมกำเนิดผิดวิธี ไม่ต้องอยากต้องเลิกทำ !

บางความเชื่อที่หลายคนอาจเห็นมาจากสื่อออนไลน์อาจมีความผิดพลาด หรือคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงได้ ดังนั้นเราจะมาบอกเคล็ดลับที่ถูกต้อง เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้จริง ๆ ได้แก่

 

1. นับหน้า 7 หลัง 7

การนับหน้า 7 หลัง 7 ก่อนและหลังวันแรกของการมีประจำเดือน ถึงจะเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ดี แต่ก็มีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์สูง เพราะวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ร่างกายแข็งแรง ประจำเดือนมาตรง ไม่เหมาะกับคนที่มีประจำเดือนไม่ตรงคลาดเคลื่อน

 

2. ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์

ความเชื่อผิด ๆ ที่เชื่อว่าปัสสาวะทันทีแล้วจะช่วยไม่ให้ท้อง แต่ความจริงแล้วมันคือการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เพราะหลังมีเพศสัมพันธ์มีโอกาสติดเชื้อทางเดินปัสสาวะสูง แต่ไม่ได้ช่วยลดโอกาสในการตั้งครรภ์อย่างที่หลายคนคิด

 

3. หลั่งนอก

การหลั่งนอก และกลั้นอสุจิไม่ให้เข้าไป วัยรุ่นส่วนใหญ่เชื่อว่าจะไม่ท้อง แต่ความจริงแล้ว การกลั้นอสุจินั้นไม่มีตัวอะไรชี้วัดหรือรับรองเลยว่าอสุจิจะไม่เข้าไปในช่องคลอด ฉะนั้นการหลั่งนอกหรือกลั้นอสุจิจึงเป็นวิธีที่คุมกำเนิดต่ำมาก หรือแทบไม่ได้ผลอะไร

 

4. สวนล้างช่องคลอด

การฉีดน้ำหรือสวนล้างช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ หลายคนก็เชื่อว่าเป็นวิธีที่จะทำให้อสุจิออกมา ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดอย่างมาก และไม่ควรทำ เนื่องจากช่องคลอดจะได้รับการบาดเจ็บ รวมถึงเสี่ยงในการติดเชื้อ และการสวนล้างก็ไม่ได้ช่วยลดโอกาสในการท้อง

 

สุดท้ายแล้วหากคุณ ไม่อยากท้อง คุณควรที่จะป้องกันตนเองให้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะว่าถ้าหากคุณเกิดตั้งครรภ์โดยที่ยังไม่พร้อมก็อาจส่งผลเสียต่อทั้งตัวคุณและคุณภาพชีวิตของทารกหลังคลอดก็ได้ อย่างไรก็ดีไม่ว่าคุณจะจะป้องกันด้วยวิธีใดก็ตาม การใช้ถุงยางอนามัยร่วมกับการมีเพศสัมพันธ์นั้นถือว่าดีที่สุด เพราะนอกจากจะป้องกันการตั้งครรภ์แล้ว ยังช่วยในเรื่องของการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วยนะคะ

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ตั้งครรภ์ 1-3 สัปดาห์ อาการคนท้อง และพัฒนาการของทารกในครรภ์

ตรวจครรภ์เร็วสุดกี่วัน กี่วันจะรู้ว่าท้อง ท้องกี่สัปดาห์ถึงใช้ที่ตรวจครรภ์ได้

ความผิดพลาดของที่ตรวจครรภ์ รู้ตัวอีกทีก็ท้องโตซะแล้ว

ที่มา : nhs, parents, medicalnewstoday, healthline

บทความโดย

Siriluck Chanakit