TAP top app download banner
theAsianparent
theAsianparent
คู่มือสินค้า
  • TAP Awards 2025
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอด
  • สุขภาพและโภชนาการ
  • ลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • การศึกษา
  • ผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอ
  • คอมมูนิตี้
  • ชอปปิง
  • VIP
เข้าสู่ระบบ / ลงทะเบียน
    • บทความ
  • TAP Awards 2025TAP Awards 2025
  • อยากท้องอยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นมแม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอดแม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอดหลังคลอด
  • สุขภาพและโภชนาการสุขภาพและโภชนาการ
  • ลูกลูก
  • ชีวิตครอบครัวชีวิตครอบครัว
  • การศึกษาการศึกษา
  • ผู้หญิงผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอวิดีโอ
  • คอมมูนิตี้คอมมูนิตี้
  • ชอปปิงชอปปิง
  • VIPVIP
    • สังคมออนไลน์
  • โพล
  • ความจำ
  • อาหาร
  • สูตรอาหาร
  • หัวข้อ
  • อ่านบทความ
    • ติดตาม
  • ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์
  • ติดตามพััฒนาการของลูกน้อย
    • ของรางวัล
  • ของรางวัลของรางวัล
  • การประกวด
  • VIP ParentsVIP Parents
    • อื่นๆ
  • ผลตอบรับ

นโยบายความเป็นส่วนตัวกฎการใช้งานคอมมูนิตี้แผนผังเว็บไซต์

ดาวน์โหลดแอปฟรี

google play store
app store

คนท้องร้องไห้บ่อย มีผลกระทบต่อลูกไหม? พร้อมวิธีรับมือความเครียดตอนท้อง

บทความ 8 นาที
คนท้องร้องไห้บ่อย มีผลกระทบต่อลูกไหม? พร้อมวิธีรับมือความเครียดตอนท้อง

อาหารที่กิน เครื่องดื่มที่ดื่ม เครื่องสำอางค์ที่ใช้ ยาที่กินเข้าไป ล้วนมีผลต่อลูกในครรภ์ทั้งสิ้น แต่รู้ไหมคะว่า อารมณ์ของคุณแม่ ก็ส่งผลต่อลูกในครรภ์เช่นกันค่ะ

ก่อนอื่น theAsianparent ขอกอดคุณแม่แน่นๆ เลยนะคะ และอยากบอกว่า การร้องไห้หรืออารมณ์แปรปรวนระหว่างตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่ปกติมากค่ะ คุณแม่ไม่ได้เผชิญปัญหานี้คนเดียว และการร้องไห้เป็นครั้งคราวไม่ได้ทำร้ายลูกน้อยในครรภ์แต่อย่างใด บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจที่ว่า คนท้องร้องไห้บ่อย มีผลกระทบต่อลูกไหม พร้อมแนะนำวิธีรับมือง่ายๆ กันค่ะ

 

สารบัญ

  • ลูกในท้องรับรู้ได้อย่างไรว่าแม่กำลังเสียใจ?
  • คนท้องร้องไห้บ่อยแค่ไหนถึงจะส่งผลต่อลูก?
  • คนท้องร้องไห้บ่อย มีผลกระทบต่อลูกอย่างไร?
  • ฮอร์โมนคนท้อง อะไรบ้างที่ส่งผลต่ออารมณ์แม่ และลูกในท้อง
  • 5 วิธีรับมือความเครียดและอารมณ์เศร้าสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
  • ร้องไห้แบบไหนที่ควรปรึกษาคุณหมอ?

ลูกในท้องรับรู้ได้อย่างไรว่าแม่กำลังเสียใจ?

คุณแม่อาจสงสัยว่า ความรู้สึกเศร้าหรือเสียใจของเราจะส่งผลไปถึงลูกน้อยในท้องหรือไม่ คนท้องร้องไห้บ่อย มีผลกระทบต่อลูกไหม คำตอบคือ “ใช่” ค่ะ ทารกในครรภ์สามารถรับรู้ถึงสภาวะอารมณ์ของแม่ได้ โดยมีกลไกสำคัญที่เกี่ยวข้องคือการส่งผ่าน “ฮอร์โมนความเครียด” หรือที่รู้จักกันในชื่อ คอร์ติซอล (Cortisol) ผ่านทางรกไปสู่ทารกโดยตรง

การเดินทางของ “ฮอร์โมนความเครียด” จากแม่สู่ลูก

เมื่อคุณแม่เครียด วิตกกังวล หรือเสียใจเป็นเวลานาน ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาในปริมาณที่สูงขึ้น แม้ว่าอารมณ์ความรู้สึกจะไม่สามารถเดินทางผ่านถุงน้ำคร่ำไปหาลูกได้โดยตรง แต่ฮอร์โมนความเครียดสามารถไหลเวียนผ่านกระแสเลือดของแม่ ซึมผ่านรก และเข้าไปสู่กระแสเลือดของทารกในครรภ์ค่ะ

  • ความเครียดเพียงครั้งคราว: หากเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวแล้วหายไป ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนในปริมาณที่ไม่สูงนักและลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบที่น่ากังวลต่อทารก
  • ความเครียดเรื้อรัง: แต่หากคุณแม่มีความเครียด ความเศร้า หรือความวิตกกังวลสะสมเป็นเวลานาน ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในร่างกายแม่จะสูงอย่างต่อเนื่อง และทารกก็จะได้รับฮอร์โมนนี้อย่างสม่ำเสมอเช่นกัน เสมือนกับว่าทารกกำลังเผชิญกับสภาวะเครียดนั้นไปพร้อมกับคุณแม่

คนท้องร้องไห้บ่อย มีผลกระทบต่อลูกไหม? พร้อมวิธีรับมือความเครียดตอนท้อง

คนท้องร้องไห้บ่อยแค่ไหนถึงจะส่งผลต่อลูก?

ไม่มีจำนวนครั้งที่ระบุได้แน่ชัดว่าต้องร้องไห้กี่ครั้งถึงจะเป็นอันตราย แต่สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญไม่ใช่ “จำนวนครั้งที่ร้องไห้” แต่คือ “สาเหตุ ความรุนแรง และความต่อเนื่อง” ของอารมณ์เศร้าหรือความเครียดนั้นๆ ค่ะ

 

การร้องไห้ที่ “ไม่น่ากังวล” และไม่ส่งผลเสียต่อลูก

การร้องไห้ที่เกิดจากอารมณ์อ่อนไหวเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ถือเป็นการระบายความรู้สึกที่เป็นปกติและดีต่อสุขภาพจิตของคุณแม่ด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น:

  • ร้องไห้เพราะดูหนังหรือฟังเพลงที่ซาบซึ้ง
  • ร้องไห้เพราะความรู้สึกตื้นตันใจหรือมีความสุข
  • ร้องไห้จากความเหนื่อยล้าหรือความหงุดหงิดเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็หายไป

การร้องไห้ลักษณะนี้ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ออกมาเพียงชั่วครู่แล้วระดับฮอร์โมนก็จะกลับสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว จึงไม่ส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์

 

สัญญาณเตือน: การร้องไห้ที่ “เริ่มส่งผลต่อลูก”

การร้องไห้จะกลายเป็นสัญญาณที่น่ากังวลและอาจส่งผลกระทบต่อลูกได้ เมื่อมีลักษณะดังต่อไปนี้:

  1. เกิดจากความเครียดรุนแรงและเรื้อรัง: ร้องไห้ที่มาจากปัญหาที่แก้ไม่ตก เช่น ปัญหาความสัมพันธ์, ปัญหาการเงิน, ความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับอนาคต หรือความรู้สึกโดดเดี่ยว
  2. ร้องไห้บ่อยและยาวนาน: ร้องไห้แทบทุกวัน หรือร้องไห้ครั้งละนานๆ โดยไม่สามารถหยุดหรือจัดการอารมณ์ตัวเองได้
  3. มีอารมณ์ด้านลบอื่นๆ ร่วมด้วย: รู้สึกสิ้นหวัง, หมดไฟ, ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เคยชอบ, มองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะซึมเศร้าระหว่างตั้งครรภ์
  4. ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต: ความเศร้าหรือความเครียดนั้นรบกวนการนอนหลับ, ทำให้เบื่ออาหารหรือกินมากเกินไป, และไม่อยากดูแลตัวเอง

 

คนท้องร้องไห้บ่อย มีผลกระทบต่อลูกอย่างไร?

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science พบว่าทารกในครรภ์สามารถรับรู้อารมณ์ของแม่ได้ชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ 6 เดือนเป็นต้นไป การที่ทารกได้รับฮอร์โมนคอร์ติซอลในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบชั่วคราว แต่ยังอาจมีอิทธิพลต่อพัฒนาการและทัศนคติของลูกในระยะยาวได้

เมื่อคุณแม่เครียดเรื้อรัง ลูกในท้องอาจ…

  • มีภาวะเครียดเรื้อรังตามไปด้วย: การได้รับฮอร์โมนความเครียดบ่อยๆ ทำให้ระบบการตอบสนองต่อความเครียดของทารกถูกกระตุ้นอยู่เสมอ ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กมีแนวโน้มที่จะเครียดหรือวิตกกังวลง่ายเมื่อเติบโตขึ้น
  • เสี่ยงต่ออาการโคลิค: มีงานวิจัยที่พบความเชื่อมโยงระหว่างภาวะเครียดรุนแรงของแม่ระหว่างตั้งครรภ์ กับโอกาสที่ทารกจะมีอาการร้องไห้ไม่หยุด หรือที่เรียกว่า “โคลิค” หลังคลอด
  • ส่งผลต่อพัฒนาการสมอง: ฮอร์โมนคอร์ติซอลในระดับที่สูงเกินไปเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้และความทรงจำของทารก

ดังนั้น การดูแลสุขภาพจิตใจของคุณแม่ตั้งครรภ์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะทุกอารมณ์ความรู้สึกของแม่ โดยเฉพาะความเครียดและความเสียใจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถส่งผ่านไปถึงลูกน้อยในครรภ์ได้โดยตรงผ่านฮอร์โมนความเครียด ก่อให้เกิดผลกระทบได้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงช่วงเวลาหลังคลอด

 

คนท้องร้องไห้บ่อย มีผลกระทบต่อลูกไหม? พร้อมวิธีรับมือความเครียดตอนท้อง

ถ้าคุณแม่ซึมเศร้า ลูกจะ…

แม้ว่าภาวะซึมเศร้าหลังคลอดของคุณแม่จะเป็นเรื่องปกติ และมีคุณแม่เพียง 10% เท่านั้นที่จะต้องเผชิญกับภาวะนี้ แต่ลูกที่เกิดขึ้นมาจากคุณแม่ที่มีภาวะซึมเศร้านั้นจะโตขึ้นไป (อายุประมาณ 18 ปี) มีปัญหาด้านอารมณ์มากกว่าเด็กทั่วไปถึง 1.5 เท่า อาการที่แสดงออกก็อย่างเช่น มีความเกรี้ยวกราดมากกว่าเป็นต้นค่ะ

แต่รู้ไหมคะว่าพัฒนาการของลูกก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าของคุณแม่เช่นกัน กล่าวคือ

  • ถ้าคุณแม่ซึมเศร้าขณะท้องและหลังคลอด พัฒนาการของลูกจะเป็นปกติ
  • ถ้าคุณแม่ไม่ได้ซึมเศร้าขณะท้องและหลังคลอด พัฒนาการของลูกจะเป็นปกติ
  • แต่ถ้าคุณแม่ซึมเศร้าขณะท้องแต่ไม่ได้ซึมเศร้าหลังคลอด หรือกลับกัน ถ้าคุณแม่ไม่ได้ซึมเศร้าขณะท้อง แต่ซึมเศร้าหลังคลอด ลูกก็จะมีพัฒนาการที่ช้าค่ะ

คนท้องร้องไห้บ่อย มีผลกระทบต่อลูกไหม? พร้อมวิธีรับมือความเครียดตอนท้อง

ถ้าคุณแม่มีเรื่องไม่พอใจ ลูกจะ…

อาการหงุดหงิด ไม่พอใจในบางเรื่องคือเรื่องปกติของมนุษย์ค่ะ แต่สำหรับคนเป็นแม่นั้นอารมณ์นี้จะทำให้หลายๆ สิ่งเลวร้ายลงไปอีกค่ะ เนื่องจากมีงานวิจัยที่บอกว่า คุณแม่ที่ไม่รู้สึกผูกพันธ์กับลูกในท้อง จะทำให้เด็กๆ มีปัญหาทางอารมณ์ได้นะคะ

ถ้าคุณแม่ที่ขี้แงในบางวัน ลูกจะ…

ความอ่อนไหวในเรื่องที่ไม่น่าจะต้องอ่อนไหวขณะที่ตั้งครรภ์ คุณแม่แทบทุกคนต้องเคยเจอกับอารมณ์อ่อนไหวเนื่องจากฮอร์โมน ข่าวหรือภาพยนต์ที่เข้ามากระทบจิตใจ แน่นอนว่าอารมณ์แบบนี้ไม่ทำให้ลูกหวั่นไหวไปหรอกค่ะ ถ้าคุณแม่ไม่ได้ร้องไห้ทุกวัน หรือเจอเรื่องไม่พอใจทุกวันที่ตั้งครรภ์น่ะ

การกำจัดกับความเครียด ความวิตกกังวล ความเศร้าในระยะยาวคือหัวข้อที่คุณแม่ต้องพูดคุยกับทั้งคุณหมอที่ฝากครรภ์ และคุณหมอด้านจิตวิทยา เพื่อหาทางออกในระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับลูกค่ะ

แต่ถ้านานๆ ทีมีเรื่องที่ต้องเครียด เรื่องรบกวนจิตใจ เข้ามากวนอารมณ์บ้าง การหากิจกรรมเพื่อผ่อนคลายและมีความสุขทำบ่อยๆ นั้น คือสิ่งที่ดีเลยนะคะ เพราะอย่าลืมนะคะว่า วันข้างหน้าที่ลูกจะต้องมีเรื่องพวกนี้เข้ามาในชีวิต คุณแม่ต้องเป็นที่ปรึกษาให้ลูกด้วยค่ะ

ฮอร์โมนคนท้อง อะไรบ้างที่ส่งผลต่ออารมณ์แม่ และลูกในท้อง

บทความ : ฮอร์โมนคนท้อง มีอะไรบ้าง ฮอร์โมนสำคัญของคนท้อง ถ้าฮอร์โมนต่ำ มีผลกับลูกในท้องอย่างไร

3 ฮอร์โมนสำคัญของคนท้อง มีอะไรบ้าง

ฮอร์โมนหรือสารเคมีที่ร่างกายสร้างไว้แล้วส่งไปตามกระแสเลือดในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อกระตุ้นหรือยับยั้งกระบวนการต่าง ๆ ในเซลล์ ฮอร์โมนจะช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะในร่างกายให้ทำงานปกติ เมื่อแม่ตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนในร่างกายของแม่ท้องจึงเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์นี้ จะ เริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิ ตั้งท้อง จนถึงช่วงหลังคลอด

ฮอร์โมนคนท้องที่สำคัญ มีอะไรบ้าง

  • ฮอร์โมนคนท้อง hCG

ฮอร์โมนตัวแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงคือ hCG หรือ Human Chorionic Gonadotropin ฮอร์โมนตัวนี้จะถูกสร้างตั้งแต่เริ่มมีการปฏิสนธิ จากเซลล์ในไข่ที่ถูกผสมและมาฝังตัวอยู่ที่มดลูก เพื่อที่จะกลายเป็นรกต่อไป ในช่วงแรกที่ไข่เริ่มผสมและรกยังเจริญไม่เต็มที่ ฮอร์โมน hCG จึงมีหน้าที่ไปกระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนตัวอื่น ๆ และเมื่อรกเจริญเต็มที่แล้ว รกก็จะทำหน้าที่เป็นผู้สร้างฮอร์โมนตัวอื่นแทนรังไข่ ฮอร์โมน hCG ที่ถูกสร้างมาเพื่อกระตุ้นรังไข่ก็จะลดน้อยลงไป

คุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียน ในช่วงไตรมาสแรกเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน hCG ในร่างกายนี่เอง แม่ท้องบางรายที่มีอาการแพ้ท้องมาก ๆ อาจเป็นเพราะว่ามีฮอร์โมน hCG สูง ซึ่งต้องทำการตรวจเพิ่มว่าทีสิ่งผิดปกติหรือเปล่า เช่น การตั้งครรภ์แฝด หรือรกเจริญผิดปกติ

  • ฮอร์โมนคนท้อง เอสโตรเจน (Estrogen)

เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากรังไข่ ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะถูกกระตุ้นจากฮอร์โมน hCG เพื่อมาช่วยเสริมสร้างและเปลี่ยนแปลงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้อ่อนนุ่มขึ้น ยืดขยายได้ดีขึ้นในขณะตั้งครรภ์ได้ดี และมีหน้าที่อื่น ๆ เช่น

    • ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะไปกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้น รับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ไข่ที่ผสมแล้วมาฝังตัวทำให้มดลูกของคุณแม่ขยายขนาดขึ้น ผนังมดลูกหนาขึ้น เสริมสร้างเนื้อเยื่อเซลล์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ในตอนท้องมดลูกจึงขยายใหญ่เป็นร้อย ๆ เท่าหรือเมื่อตั้งครรภ์ครบกำหนดมดลูกจะขายจนมีความจุถึง 3-5 ลิตร จากก่อนตั้งครรภ์ที่มีความจุเพียง 10 มิลลิลิตร และมีส่วนทำให้ผนังช่องคลอดหนาตัวและยืดขยายได้ดีขึ้นด้วยเพื่อให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ในส่วนของช่องคลอด
    • ฮอร์โมนเอสโตรเจน มีส่วนเปลี่ยนเนื้อเยื่อให้ยืดขยายได้ จะไปทำให้เอ็น ข้อต่อหลวม โดยเฉพาะที่เชิงกราน เพื่อจะได้เหมาะแก่การคลอด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แม่ท้องบางคนรู้สึกปวดเมื่อยง่าย ไม่ค่อยมีแรง
    • ฮอร์โมนเอสโตรเจน ยังช่วยกระตุ้นให้เลือดในร่างกายของแม่ท้องมีการไหลเวียนมากขึ้น ไปหล่อเลี้ยงที่มดลูกเพื่อนำอาหารและออกซิเจนไปให้แก่ลูกน้อยในครรภ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นให้ทารกในครรภ์มีการพัฒนา มีการสร้าง และการเจริญเติบโตของอวัยวะต่าง ๆอีกด้วย
    • ฮอร์โมนเอสโตรเจน ยังทำให้ผนังหลอดเลือดมีการเปลี่ยนแปลงขยายใหญ่ขึ้น ทำให้พวกสารน้ำต่าง ๆ ในระบบไหลเวียนเลือดมีการซึมออกมาที่เนื้อเยื่อข้างนอกได้ง่าย เป็นสาเหตุให้คุณแม่มีอาการบวมได้ง่ายเมื่อต้องเดินมาก ๆ หรือยืนนาน ๆ
    • ฮอร์โมนเอสโตรเจน ยังทำให้เนื้อเยื่อของมดลูก ปากมดลูกนุ่มยืดขยายได้ง่ายขึ้น พร้อมที่จะหดรัดตัวได้ดีเมื่อคุณแม่เจ็บท้องคลอด และยังทำให้ภายในช่องคลอดของคุณแม่มีภาวะเป็นกรดมากขึ้น ช่วยทำให้ติดเชื้อต่างๆได้ยากขึ้นอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนจะค่อยๆ เปลี่ยนไปตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ คุณแม่อาจจะสังเกตเห็นว่าผิวหนังบริเวณหน้าท้องหรือเต้านมจะมีสีเข้มขึ้น บางคนอาจมีผื่นแดง ๆ ขึ้นได้ง่าย และมีผลทำให้ท้องอืดง่ายเนื่องจากส่วผลต่อระบบย่อยอาหารด้วย

นอกจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงตั้งครรภ์แล้ว ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้อารมณ์แม่ท้องแปรปรวนไม่คงที่ได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังคลอดคือ ทำให้เต้านมขยายใหญ่ขึ้นทั้งมีการสร้างและขยายขนาดของท่อน้ำนมอีกด้วย

  • ฮอร์โมนคนท้องโปรเจสเตอโรน (Progesterone)

ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนนอกจากจะมีหน้าที่แบบเดี่ยว ๆ แล้ว ยังทำงานร่วมกันหรือประสานงานเป็นทีมกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่ช่วยกันสนับสนุนหรือไปยับยั้งฤทธิ์ของฮอร์โมนตัวอื่นเพื่อไม่ให้ออกฤทธิ์ในช่วงที่ไม่จำเป็น เช่น

    • ช่วยลดความตึงตัวของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในกรณีเมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนจะไปทำให้มดลูกขยายและพร้อมจะมีการหดรัดตัว แต่ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะไปยับยั้งอาการทำให้มดลูกยังไม่มีการหดรัดตัวมากเพื่อให้ทารกมาฝังตัวที่มดลูกได้ไม่แท้งออกไปและจะลดต่ำลงเมื่อใกล้คลอดเพื่อให้มดลูกสามารถหดรัดตัว และคลอดทารกออกมาได้
    • ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนได้ทำงานร่วมกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในการปรับเยื่อบุโพรงมดลูกให้เหมาะสมแก่การฝังตัวด้วยคือทำให้หนาขึ้น มีเส้นเลือดมาเลี้ยงดีขึ้น ฯลฯ และยังทำให้แม่ท้องมีการสะสมไขมันมากขึ้นสำหรับใช้เป็นพลังงาน เป็นแหล่งของสารอาหารให้กับทารกในช่วงตั้งครรภ์
    • ถึงแม้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะช่วยทำการยับยั้งเพื่อไม่ให้เกิดการสร้างน้ำนมของเต้านมในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ แต่ก็ได้ร่วมมือกับฮอร์โมนเอสโตรเจนเตรียมเต้านมให้พร้อมสำหรับการผลิตน้ำนมให้ลูกหลังคลอด ช่วยขยายต่อมน้ำนมให้โตขึ้นและท่อน้ำนมให้มากขึ้น มีเซลล์ที่ช่วยสร้างน้ำนมได้เยอะขึ้นและให้ลูกกินได้ทันทีเมื่อแรกคลอด
    • ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนยังมีส่วนที่ทำให้กล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อยืดขยาย เป็นสาเหตุที่ทำให้แม่ท้องปวดเมื่อยได้ง่าย ไม่ค่อยมีแรง ผลจากการกระตุ้นให้ร่างกายปรับตัวและหายใจเร็วขึ้นเพื่อเอาออกซิเจนเข้าสู่ปอดเยอะ ๆ เมื่อมีการแลกเปลี่ยนบ่อย ๆ ก็จะทำให้แม่ท้องเหนื่อยง่ายด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อหลังคลอดฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะลดต่ำลง เพราะว่าฮอร์โมนทั้งคู่นี้สร้างจากรก หลังคลอดเมื่อรกหลุดออกไปฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้ก็เลยหายไปด้วย

ถ้าฮอร์โมนคนท้องต่ำ จะกระทบต่อทารกในครรภ์หรือไม่

ปกติแล้วหน้าที่ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน คือการทำให้เยื่อบุมดลูกพร้อมในการฝังตัวของไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว หรือกล่าวคือเป็นฮอร์โมนที่ทำให้คุณแม่พร้อมต่อการมีลูก ทั้งยังทำหน้าที่ส่งเสริมการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน เพิ่มการสะสมไกลโคเจน (Glycogen คือน้ำตาลที่อยู่ในกล้ามเนื้อและตับ มีหน้าที่ให้พลังงานแค่ร่างกายเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลง) อีกทั้งยังทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น ช่วยป้องกันไม่ให้มดลูกหดรัดตัวระหว่างการตั้งครรภ์ และหลังคลอดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะช่วยให้ร่างกายคุณแม่ผลิตน้ำนมอีกด้วยค่ะ

เมื่อฮอร์โมนคนท้องโปรเจสเตอโรนต่ำ

ถ้าฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมีปริมาณต่ำ ก่อนที่คุณแม่จะตั้งครรภ์ จะทำให้คุณแม่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ และถ้าคุณแม่มีปริมาณฮอร์โปรเจสเตอโรนต่ำระหว่างตั้งครรภ์ นั่นก็แสดงว่าการตั้งครรภ์ในครั้งนี้อาจจะล้มเหลวได้ เป็นการแท้งโดยธรรมชาตินั่นเอง ส่วนใหญ่แล้วจะแก้ไขได้โดยการรับประทานฮอร์โมนที่สั่งโดยคุณหมอ อาจจะเปลี่ยนเป็นการฉีดหรือเหน็บยาได้ โดยส่วนใหญ่แล้ววิธีที่จะทำให้รู้ว่าคุณแม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่ำลง สังเกตได้ง่าย ๆ จากการที่อุณหภูมิร่างกายของคุณแม่ต่ำลงตัวเย็นขึ้นนั่นเอง เพื่อความปลอดภัย หากแม่ท้องสังเกตว่าตัวเองมีความผิดปกติ ให้รีบไปพบแพทย์จะดีที่สุดค่ะ

 

5 วิธีรับมือความเครียดและอารมณ์เศร้าสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

แม้ว่าคุณแม่จะไม่สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ได้ แต่เราสามารถหาวิธีรับมือเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากอารมณ์ที่แปรปรวนเหล่านั้นได้ ซึ่งจะช่วยลดอาการร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ หรือทำให้อารมณ์ของคุณแม่มั่นคงขึ้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

1. พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนน้อยเกินไปจะยิ่งเพิ่มระดับความเครียดและทำให้คุณแม่หงุดหงิดง่ายขึ้น ควรตั้งเป้าหมายการนอนหลับให้ได้อย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

2. เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

ปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับการออกกำลังกายเบาๆ ที่เหมาะสมสำหรับคนท้อง เพื่อช่วยเพิ่มพลังงานและส่งเสริมสุขภาพจิตให้ดีขึ้น เช่น การเดินเล่น, ว่ายน้ำ, หรือเข้าคลาสแอโรบิกเบาๆ

3. พูดคุยกับคุณแม่คนอื่นๆ

การได้เข้าร่วมกลุ่มพูดคุยกับคุณแม่ตั้งครรภ์ท่านอื่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มในพื้นที่หรือกลุ่มออนไลน์ จะช่วยลดความกลัวและความวิตกกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี การได้แบ่งปันคำแนะนำ, เล่าเรื่องราวส่วนตัว, และเป็นกำลังใจให้กันและกัน ถือเป็นการเยียวยาจิตใจที่ยอดเยี่ยม

4. ไม่กดดันตัวเองมากจนเกินไป

เป็นเรื่องจริงที่การเตรียมตัวต้อนรับลูกน้อยอาจทำให้รู้สึกวุ่นวายและเครียดได้ แต่คุณแม่ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนลูกคลอด การกดดันตัวเองมากเกินไปอาจนำไปสู่ความหงุดหงิด, ความรู้สึกผิด, และทำให้อารมณ์อ่อนไหวได้ง่าย

5. หากสงสัยว่าอาจเป็นภาวะซึมเศร้า ควรปรึกษาแพทย์

หากคุณแม่รู้สึกเศร้าหรือหดหู่อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ทันที การรักษาภาวะซึมเศร้าตั้งแต่เนิ่นๆ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression: PPD) ได้อีกด้วย

 

ร้องไห้แบบไหนที่ควรปรึกษาคุณหมอ?

แม้ว่าอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงและอาการร้องไห้จะเป็นเรื่องปกติของการตั้งครรภ์ แต่ในบางครั้ง การร้องไห้ก็อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตที่จริงจังกว่านั้น เช่น ภาวะซึมเศร้าระหว่างตั้งครรภ์

การแยกความแตกต่างระหว่างอารมณ์แปรปรวนตามปกติของคนท้องกับภาวะซึมเศร้านั้นอาจเป็นเรื่องที่ยาก โดยหลักการง่ายๆ คือ ภาวะซึมเศร้ามักจะไม่ได้มีแค่อาการร้องไห้อย่างเดียว แต่จะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยเสมอ ซึ่งอาการเหล่านี้ได้แก่:

  • ไม่มีสมาธิ จดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้ลำบาก
  • เบื่ออาหาร
  • หมดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชอบทำ
  • รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า
  • รู้สึกผิดอย่างไม่มีเหตุผล
  • นอนมากเกินไป หรือ นอนไม่หลับ/นอนน้อยเกินไป
  • มีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น

ในบางครั้ง ภาวะซึมเศร้าอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่และหายไปเองได้ แต่หากคุณแม่มีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องนาน 2 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสมต่อไป

ท้ายที่สุดนี้ อยากย้ำเตือนคุณแม่ทุกคนว่า สุขภาพใจของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์นั้นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าสุขภาพกายเลย การตัดสินใจเข้าพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือน่าอาย แต่เป็นสัญญาณของความรักและความใส่ใจที่คุณแม่มีต่อตัวเองและลูกน้อยในครรภ์

ดังนั้น หากรู้สึกว่าอารมณ์เศร้าหรือความเครียดนั้นหนักเกินกว่าจะรับมือไหว อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญนะคะ เพราะคุณแม่ที่มีความสุข คือของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับลูกค่ะ

ที่มา: josephroofehmd , healthline , familyshare

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง:

อาการแม่ท้องแบบไหนเสี่ยงให้ลูกเกิดภาวะเครียดในครรภ์

ความเจ็บปวด 8 เรื่องของแม่ที่อยากแชร์ให้โลกรู้

อุ้มลูกอยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้ ใบเตย อาร์สยาม มีอาการ เบบี้บลู หลังคลอดน้องเวทย์มนตร์

 

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
img
บทความโดย

สิยาพัฐ บุญช่วย

  • หน้าแรก
  • /
  • เตรียมตัวเป็นผู้ปกครอง
  • /
  • คนท้องร้องไห้บ่อย มีผลกระทบต่อลูกไหม? พร้อมวิธีรับมือความเครียดตอนท้อง
แชร์ :
  • งานวิจัยใหม่เผย ทำไม? ผู้หญิงที่ให้นมลูก เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่า

    งานวิจัยใหม่เผย ทำไม? ผู้หญิงที่ให้นมลูก เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่า

  • คนท้องดมยาดม อันตรายไหม

    คนท้องดมยาดม อันตรายไหม

  • เจาะลึก 7 เครื่องปั๊มนมตัวท็อป รุ่นไหนเหมาะกับเราที่สุด?

    เจาะลึก 7 เครื่องปั๊มนมตัวท็อป รุ่นไหนเหมาะกับเราที่สุด?

  • งานวิจัยใหม่เผย ทำไม? ผู้หญิงที่ให้นมลูก เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่า

    งานวิจัยใหม่เผย ทำไม? ผู้หญิงที่ให้นมลูก เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่า

  • คนท้องดมยาดม อันตรายไหม

    คนท้องดมยาดม อันตรายไหม

  • เจาะลึก 7 เครื่องปั๊มนมตัวท็อป รุ่นไหนเหมาะกับเราที่สุด?

    เจาะลึก 7 เครื่องปั๊มนมตัวท็อป รุ่นไหนเหมาะกับเราที่สุด?

ฟีด

ฟีด

ติดตามอ่านบทความที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องครอบครัว ไลฟ์สไตล์ ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ง่ายๆแค่ปลายนิ้ว

โพล

โพล

ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านโพลที่น่าสนใจ และติดตามผลโพลจากความเห็นของคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ

ความจำ

ความจำ

แชร์รูปของเจ้าตัวน้อยไว้ในที่ๆปลอดภัย

หัวข้อ

หัวข้อ

เข้าร่วมสังคมออนไลน์ของเราสิคะ

ติดตาม

ติดตาม

ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์และพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละวัน

theAsianparent

ดาวน์โหลดแอปฟรี

Google PlayApp Store

จากคุณแม่รอบโลก

Singapore flag
Singapore
Thailand flag
Thailand
Indonesia flag
Indonesia
Philippines flag
Philippines
Malaysia flag
Malaysia
Vietnam flag
Vietnam

Partner Brands

Rumah123VIP ParentsMama's ChoiceTAP AwardsDBD Registered

© Copyright theAsianparent 2026 . All rights reserved

  • เกี่ยวกับเรา
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • ข้อกำหนดการใช้
  • แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว