คุณแม่ทราบหรือไม่ว่าในแต่ละวัน นอกจากเราจะดูแลเรื่องอาหารการกินและการพักผ่อนอย่างดีที่สุดแล้ว ยังมีภัยเงียบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแฝงตัวอยู่ในของใช้ประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นกล่องใส่อาหาร กระทะเคลือบ หรือแม้แต่น้ำดื่ม ซึ่งปัจจุบันวงการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังตื่นตัวอย่างมากกับภัยเงียบที่ชื่อว่า สารเคมีตลอดกาล หรือกลุ่มสาร PFAS สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ สารเหล่านี้ไม่ได้แค่สะสมในตัวคุณแม่ แต่สามารถ “แทรกซึมผ่านรก” ไปสู่ลูกน้อยในท้องได้โดยตรง
วันนี้เราจะพาคุณแม่ไปเจาะลึกข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุด เพื่อทำความเข้าใจถึง อันตรายจากสารเคมีเหล่านี้ ว่ามันส่งผลต่อ พัฒนาการทารกในครรภ์ อย่างไร พร้อมแนะนำ วิธีลดการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ลูกน้อยเติบโตอย่างสมบูรณ์และปลอดภัยที่สุดค่ะ
สารเคมีตลอดกาล คืออะไร และมาจากไหน?
สารเคมีตลอดกาล หรือ PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) คือกลุ่มสารสังเคราะห์ทางเคมีที่มีมากกว่าหลายพันชนิด คุณสมบัติเด่นของมันคือทนทานต่อความร้อน กันน้ำ และกันไขมันได้ดีเยี่ยม ด้วยโครงสร้างพันธะคาร์บอนและฟลูออรีนที่แข็งแรงมาก ทำให้มันแทบจะไม่สลายตัวเลยในธรรมชาติและในร่างกายมนุษย์ เราจึงมักพบ สารเคลือบกันน้ำกันมัน ชนิดนี้ในบรรจุภัณฑ์กระดาษใส่อาหาร กระทะเทฟลอน เสื้อผ้ากันน้ำ และแม้กระทั่งในเครื่องสำอาง
สิ่งที่น่าวิตกกังวลที่สุดสำหรับ ข้อควรระวังคนท้อง คือ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า การสะสมสารเคมีในสายสะดือ / รก เกิดขึ้นได้จริง ทารกจึงได้รับสาร PFAS และอนุภาคจิ๋วเหล่านี้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์
อันตรายจากสาร PFAS ต่อคนท้อง และทารกในครรภ์
เมื่อสารเคมีจิ๋วเหล่านี้ทะลุผ่านรกเข้าไปสู่ทารกได้ มันไม่ได้แค่ผ่านไปเฉยๆ แต่กลับเข้าไปรบกวนระบบต่างๆ ของร่างกายที่กำลังพัฒนา โดยงานวิจัยพบผลกระทบที่น่ากลัวดังนี้ค่ะ

1. ทำลาย พัฒนาการทางสมองเด็ก (Neurodevelopment)
สมองของทารกในครรภ์และเด็กแรกเกิดมีความเปราะบางต่อสารพิษสูงมาก งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าการได้รับสาร PFAS ตั้งแต่ในครรภ์เชื่อมโยงกับ พัฒนาการช้า ทั้งด้านการรับรู้ (Cognitive) การเคลื่อนไหว (Motor) และพัฒนาการด้านภาษา
- ระดับไอคิวลดลง (IQ): มีการศึกษาพบว่าการได้รับสาร PFAS ในปริมาณสูงสัมพันธ์กับคะแนนประสิทธิภาพทางสติปัญญา (Performance IQ) ที่ลดลง โดยพบความเสี่ยงนี้อย่างชัดเจนในเด็กผู้ชาย
- ความเสี่ยง สมาธิสั้นในเด็ก (ADHD) และ ออทิสติก (ASD): งานวิจัยจากหลายประเทศยืนยันว่าระดับ PFAS ที่สูงขึ้นในเลือดแม่ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลูกจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคออทิสติก (ASD) และมีอาการที่เกี่ยวข้องกับสมาธิสั้น (ADHD) เพิ่มขึ้น
- รบกวนฮอร์โมนไทรอยด์: สาร PFAS สามารถเข้าไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์ทั้งในแม่และทารก ซึ่งฮอร์โมนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเซลล์สมองและระบบประสาทของลูก นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนการแสดงออกของยีน (Epigenetic changes) ในสมองของทารกได้อีกด้วย
2. เสี่ยงต่อภาวะ คลอดก่อนกำหนด และ ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย
นี่คืออีกหนึ่งผลกระทบที่รุนแรง งานวิจัยในระดับอภิมาน (Meta-analysis) ยืนยันว่าการได้รับสาร PFAS บางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์ มีความเชื่อมโยงกับ ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย และยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกกับการ คลอดก่อนกำหนด อย่างมีนัยสำคัญ สารเคมีเหล่านี้รบกวนการทำงานของรก ทำให้รกไม่สามารถส่งผ่านสารอาหารและออกซิเจนไปสู่ทารกได้อย่างเต็มที่
3. เพิ่มความเสี่ยง ภาวะครรภ์เป็นพิษ และกระทบการให้นมแม่
ไม่เพียงแต่ลูกน้อยเท่านั้น แต่ อันตรายจากสาร PFAS ต่อคนท้อง ยังสะท้อนให้เห็นผ่านสุขภาพของคุณแม่ด้วย งานวิจัยพบว่า PFAS เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของ ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายมาก ยิ่งไปกว่านั้น สารเคมีกลุ่มนี้ยังไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำนม ทำให้คุณแม่หลายท่านประสบปัญหา “ระยะเวลาการให้นมแม่สั้นลง” หรือน้ำนมแม่มาน้อยกว่าปกติ
How-to ปกป้องลูกน้อย: วิธีลดการรับสารเคมีฉบับแม่ท้อง
แม้ว่าเราจะอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยสารสังเคราะห์ แต่คุณแม่สามารถสร้างเกราะป้องกันให้ลูกน้อยได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันค่ะ
-
คนท้องใช้กระทะเทฟลอนได้ไหม?
คุณแม่สามารถใช้ได้หากกระทะยังอยู่ในสภาพดี แต่ ควรหลีกเลี่ยงกระทะเทฟลอนที่เก่า มีรอยขีดข่วน หรือสารเคลือบหลุดร่อน เพราะสารเคมีกลุ่ม PFAS และไมโครพลาสติกอาจปนเปื้อนลงสู่อาหารเมื่อโดนความร้อนสูง หากเป็นไปได้ แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้กระทะสแตนเลส กระทะเหล็ก (Cast iron) หรือเซรามิกที่ปลอดภัยกว่าค่ะ
-
อาหารคนท้อง / ภาชนะใส่อาหารที่ปลอดภัย
หลีกเลี่ยงการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษเคลือบมัน (เช่น ถุงป๊อปคอร์นไมโครเวฟ กระดาษห่อฟาสต์ฟู้ด) หรือกล่องโฟมและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพราะมักมี สารเคลือบกันน้ำกันมัน ควรเปลี่ยนมาใช้ปิ่นโตสแตนเลส กล่องใส่อาหารที่ทำจากแก้ว หรือภาชนะเซรามิกในการอุ่นและใส่อาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีความร้อนสูงหรือมีความมัน

-
วิธีลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน
ดื่มน้ำจากขวดแก้วหรือกระติกน้ำสแตนเลสแทนขวดพลาสติก และควรติดตั้งเครื่องกรองน้ำที่ได้มาตรฐาน (เช่น ระบบ RO หรือ Activated Carbon) ที่บ้าน เนื่องจากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่าน้ำดื่มประปาและแหล่งน้ำผิวดินมักมีการปนเปื้อนของสาร PFAS การกรองน้ำจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้มาก
-
ใส่ใจในการเลือกเครื่องสำอางและของใช้
คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว หรือไหมขัดฟันที่มีส่วนผสมของคำว่า “fluoro” หรือ “PTFE” ซึ่งมักอยู่ในผลิตภัณฑ์ประเภทติดทนนานหรือกันน้ำ ควรหันมาใช้ผลิตภัณฑ์สูตรออร์แกนิกหรือธรรมชาติแทน
ฝุ่นในบ้านเป็นอีกหนึ่งแหล่งสะสมของสารเคมีที่หลุดลุ่ยมาจากเฟอร์นิเจอร์หรือเสื้อผ้า ควรดูดฝุ่นและถูบ้านด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ เป็นประจำ เพื่อลดการสูดดมสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย
แม้คำว่า สารเคมีตลอดกาล จะฟังดูน่ากลัวและเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา แต่การตระหนักรู้และระมัดระวังตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมหาศาลค่ะ เพียงแค่คุณแม่เริ่มปรับเปลี่ยน อาหารคนท้อง ใช้ภาชนะใส่อาหารที่ปลอดภัย เท่านี้ก็ช่วยปกป้องสมองและพัฒนาการของลูกรักให้เติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรงแล้วค่ะ!
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ช็อก! วิจัยล่าสุด พบไมโครพลาสติก ในน้ำนมแม่ ของคนไทย
แม่ท้องฝากครรภ์ไม่ครบอันตรายไหม? สภาพัฒน์เผยสถิติต่ำสุดในรอบ 8 ปี
ลูกในครรภ์ตัวเล็ก กินอะไรดี? บำรุงยังไงให้ลูกแข็งแรง?
ที่มา
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!