TAP top app download banner
theAsianparent Thailand Logo
theAsianparent Thailand Logo
คู่มือสินค้า
เข้าสู่ระบบ
  • TAP Awards 2025
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
    • ระยะการตั้งครรภ์
    • โภชนาการเเม่ท้อง
    • โภชนาการแม่ให้นม
    • ตั้งชื่อลูก
    • พัฒนาการสมอง
  • แม่ผ่าคลอด
    • พัฒนาการเด็กผ่าคลอด
    • เตรียมตัวผ่าคลอด
    • สุขภาพเด็กผ่าคลอด
    • คู่มือคุณแม่ผ่าคลอด
    • การดูแลหลังผ่าคลอด
    • โภชนาการเด็กผ่าคลอด
  • หลังคลอด
    • คลอดธรรมชาติ
    • ผ่าคลอด
    • การให้นมลูก
  • สุขภาพและโภชนาการ
    • โภชนาการ
    • สุขภาพ
  • ลูก
    • ทารกแรกเกิด
    • ทารก
    • เด็กวัยหัดเดิน
    • เด็กก่อนวัยเรียน
    • เด็ก
    • เด็กก่อนวัยรุ่น และวัยรุ่น
  • ชีวิตครอบครัว
    • ความรักและความสัมพันธ์
    • การเลี้ยงลูก
    • มุมคุณพ่อ
    • ประกันชีวิต
    • การวางแผนการเงิน
    • ความรัก และ เซ็กส์
    • #สอนลูกเรื่องเงิน ฉบับพ่อแม่
    • TAPpedia
  • การศึกษา
    • เด็กวัยประถม
    • โรงเรียนประถม
    • มัธยมศึกษา
    • แบบฝึกหัดและข้อสอบ
    • แนะแนวการศึกษาต่างประเทศ
  • ผู้หญิง
    • แฟชั่น
    • ความงาม
    • ฟิตเนส
  • ไลฟ์สไตล์
    • ที่เที่ยว
    • ที่กิน
    • ดวง
    • ทำนายฝัน
    • สีมงคล
    • บทสวดมนต์
    • ข่าว
    • ดูแลบ้าน
    • แนะนำโดย TAP
    • อีเว้นท์
  • วิดีโอ
    • การตั้งครรภ์
    • ทารก
    • คำแนะนำในการเลี้ยงลูก
    • การให้นมบุตร
    • อาหารเสริมทารก & โภชนาการ
    • เด็กเล็ก
  • ชอปปิง
  • VIP

เปลี่ยนพฤติกรรมการนอนกลางวันของลูก ช่วยพัฒนาความจำของเด็ก ได้ดีขึ้น

บทความ 8 นาที
เปลี่ยนพฤติกรรมการนอนกลางวันของลูก ช่วยพัฒนาความจำของเด็ก ได้ดีขึ้น

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเสส แอมเฮิร์ส ได้ทำการศึกษาเด็ก 40 คน อายุ 3 – 5 ปี โดยสรุปออกมาว่าเด็กวัยนี้จะเรียนรู้และจำได้ดีกว่าเมื่อเขาได้นอนตอนกลางวัน นอนกลางวัน ช่วงหลังทานข้าวประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งความสามารถในการจดจำนี้นอกจากจะดีขึ้นในช่วงหลังการนอนกลางวันของวันนั้นแล้ว ยังทำให้เด็กจำได้ดีในวันถัดไปด้วย ซึ่งเป็นการตอบคำถามว่า ทำไมเราถึงควร ” เปลี่ยนพฤติกรรมการนอนกลางวันของลูก ” 

 

ทำไมเราถึงต้อง เปลี่ยนพฤติกรรมการนอนกลางวันของลูก ?

นักวิจัยกล่าวว่า การนอนกลางวันเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กมีกระบวนการด้านความจำดี การมอง และการเคลื่อนไหวก็ดีกว่า นอกจากนั้นการประมวลข้อมูลของสมองก็ดีขึ้นด้วย โรงเรียนอนุบาลหลายแห่งก็ยังคงถกเถียงหาข้อสรุปอยู่ว่าควรให้เด็กนอนกลางวันหรือไม่ ซึ่งผลการวิจัยนี้ก็จะช่วยเพิ่มน้ำหนักของการให้เด็กนอนกลางวันมากขึ้น เพราะผลการวิจัยชี้ว่าเด็กที่ได้นอนกลางวันจะสามารถจำได้ 10% มากกว่าเด็กที่ไม่ได้นอน

ในช่วงเวลานอนสมองจะทำงาน เพื่อเสริมทักษะในการกระตุ้นความจำ สร้างการเรียนรู้ และทักษะการแก้ปัญหา การได้นอนหลับที่ดีและเพียงพอจะช่วยให้ลูกสนใจจดจ่อ ในการเรียนที่โรงเรียน มีความสามารถที่จะตัดสินใจและมีความคิดสร้างสรรค์ จึงเป็นเหตุผลที่เราควร เปลี่ยนพฤติกรรมการนอนกลางวันของลูก เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของตัวเด็กเอง

แต่จะเกิดอะไรขึ้น…เมื่อลูกน้อยไม่ได้รับการนอนหลับที่เพียงพอ แน่นอนผลลัพธ์ที่คุณพ่อคุณแม่เห็นก็คือ ภาวะขาดการนอนหลับ อาการสะลึมสะลือ ไม่สดชื่น แต่ความจริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่จะประหลาดใจถ้ารู้ว่า ผลกระทบของมันจะค่อนข้างร้ายแรงต่อสุขภาพและความสุขของลูกน้อย

 

เปลี่ยนพฤติกรรมการนอนกลางวันของลูก ได้อย่างไร ?

1. น้ำเสียง และการสื่อสาร

การพูดคุยสื่อสารกับลูก แม้ว่าเด็กจะไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่คุณสื่อสาร แต่ด้วยน้ำเสียง และท่าทาง จะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น และผ่อนคลาย ดังนั้นการพูดคุยเบา ๆ น้ำเสียงที่ราบเรียบ ไม่กระโชกโฮกฮาก จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกเคลิบเคลิ้ม และหลับได้ในที่สุด

 

2. พาลูกนอนตามเวลา และสม่ำเสมอ

เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำให้เกิดความเสมอ เพราะเด็กจะถูกฝึกให้ร่างกายรู้สึกง่วงนอน เมื่อถึงเวลาโดยอัตโนมัติ โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเหนื่อยแรง และหากลูกน้อยได้นอนพักผ่อนตามเวลาได้อย่างเพียงพอ การพัฒนาการด้านต่าง ๆ ก็จะสมบูรณ์ และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะเริ่มสังเกตลูกน้อย ว่าเมื่อไหร่ที่เด็กมีอาการหาว ขมวดคิ้ว ขยี้ตา นั่นหมายถึงมันคือเวลาเหมาะสมที่จะได้เขาได้พักผ่อนแล้ว และหากคุณทำเช่นนี้สม่ำเสมอ ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน เพียงแค่ 1-2 เดือน เด็กจะนอนหลับได้ตรงตามเวลาที่กำหนด และทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงที่ลูกน้อยพักผ่อนได้อย่างชัดเจน

 

3. การสร้างสัญญาณ บอกช่วงเวลานอน

การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นประจำซ้ำ ๆ ก่อนที่จะเข้านอน เป็นสัญญาณบ่งบอกให้เขาได้รับรู้โดยอัตโนมัติว่า ถึงช่วงเวลาที่เขาจะต้องนอนพักผ่อนแล้วล่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเล่านิทาน การเปิดเพลงกล่อม การอาบน้ำ การเปลี่ยนเสื้อผ้า เปลี่ยนผ้าอ้อม เมื่อทำสิ่งเหล่านี้ซ้ำ ๆ และต่อเนื่อง จะทำให้เด็กเรียนรู้ว่า มันคือช่วงเวลาที่เขาจะต้องพักผ่อน แม้ว่าในช่วงแรก ๆ อาจจะมีการต่อต้านบ้าง แต่ต่อไป เขาจะเกิดพฤติกรรมเรียนรู้ และปรับตัวเองได้ ดังนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำคือ ความสม่ำเสมอนั่นเองค่ะ

 

4. การกอด และสัมผัสลูกน้อย

การที่จะทำให้ลูกน้อยสามารถนอนหลับได้เป็นอย่างดี คือการสร้างความมั่นคงทางจิตใจ และความรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อเขารู้สึกปลอดภัย เขาจะสามารถหลับนอนได้อย่างสนิทใจ และไม่ผวาตื่นในช่วงเวลานั้น ดังนั้น การกอด และการสัมผัสลูก เป็นประจำก่อนนอน จะทำให้ตัวเด็กรู้สึกผ่อนคลาย และปลอดภัย และเมื่อทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ จะทำให้เขารู้ว่า การทำเช่นนี้ คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาที่จะต้องหลับนอนแล้วนั่นเอง ซึ่งการกอด และการสัมผัสนี้ จะทำด้วยวิธีการตบก้น หรือตบเบา ๆ บริเวณหน้าอก เป็นต้น

 

5. การให้นมลูกตามตารางเวลา

ในช่วงทารกน้อยอายุ 1 – 3 เดือนแรก เด็กมักจะหิวบ่อย เนื่องจากเด็กต้องการสารอาหารในการพัฒนาส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และการปรับตัว นั่นเป็นสาเหตุที่เราจะต้องให้นมทุก ๆ 2 – 3 ชั่วโมง ซึ่งช่วงเวลานี้ สำหรับการนอนกลางวัน จะไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด เนื่องจากการนอนกลางวันนั้น จะเป็นช่วงเวลานอนสั้น ๆ ซึ่งจะพอดีกับเวลาที่เว้นช่วงไปนั่นเอง แต่สำหรับตอนกลางคืนนั้น อาจจะต้องฝึกเด็กให้เว้นช่วงการทานนมให้นานมากยิ่งขึ้น โดยช่วงแรก ๆ เด็กอาจตื่นขึ้นมาร้องไห้กระจองอแง เพื่อต้องการกินนม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ อาจต้องใช้วิธีปลอบโยนลูก เพื่อให้นอนหลับให้ได้ยาวขึ้น โดยตั้งเวลาความถี่เอาไว้ว่า จากที่จะต้องให้ทุก ๆ 2 – 3 ชั่วโมง ในยามค่ำคืน อาจเพิ่มเป็น 3 – 4 ชั่วโมง แทน

บทความที่เกี่ยวข้อง : ทารกนอนกี่ชั่วโมง เทคนิคจัดตาราง การนอนของทารก เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี

 

คลิปจาก: YouTube Dek Noi Montessori

ความจริง VS ความเชื่อ ? นอนไม่พอตอนเด็ก เสี่ยงเกิดโรคตอนโต

แน่นอนว่า เราทุกคนล้วนทราบดีถึงประโยชน์ของการนอนหลับที่เพียงพอต่อสุขภาพร่างกายของเด็ก ซึ่งมีอยู่มากมาย  ดร.ไมเคิล ลิม ที่ปรึกษาแผนกกุมารเวชกรรมโรคปอดเด็กและการนอนหลับ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ได้สรุปผลเสียของการนอนไม่เพียงพอ หรือภาวะการอดนอนของเด็กดังนี้

 

  • การนอนหลับเพียงพอจะส่งเสริมการเจริญเติบโต และการพัฒนาของเด็ก เมื่อลูกน้อยอยู่ในช่วงการนอนหลับลึก ฮอร์โมนจะถูกปล่อยออกมาซึ่งไม่เพียงแต่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายของลูกแล้ว แต่ยังช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และช่วยในการซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อด้วย
  • การนอนหลับจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กคงอยู่ในสภาพที่ดี การขาดการนอนหลับจะมีผลกระทบในเชิงลบกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ช่วงเวลาการนอนของเด็กไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่มีการซ่อมแซมหัวใจ และหลอดเลือดของเด็ก ดังนั้น การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่​​ความเสี่ยง ของการเกิดโรคหัวใจและโรคไต ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานเมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่
  • การนอนหลับจะช่วยให้เด็กรักษาสมดุลของฮอร์โมนที่ทำให้เขารู้สึกหิว (ghrelin) หรืออิ่ม (leptin) เมื่อลูกของคุณนอนหลับไม่เพียงพอก็จะส่งผลให้เขารู้สึกหิวมากกว่าตอนที่เขาได้รับการนอนหลับที่เพียงพอ และนี่อาจนำไปสู่​​ปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องอาหารในอนาคต เช่น โรคอ้วน

 

กล่าวโดยสรุป ก็คือ “การนอนหลับ” อย่างเพียงพอ จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางสมองของลูกน้อย เพราะในช่วงที่ร่างกายมีการหลับลึก จะสร้างฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นส่วนต่าง ๆ ของสมองในการเรียนรู้ จดจำ เรียบเรียงความคิด และมีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว อันเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการของสมองที่ดี

บทความที่เกี่ยวข้อง : แนะนำ 10 ผ้าปูที่นอน เหมาะกับเด็กวัยกำลังโต เพื่อการพักผ่อนที่ดีที่สุดของลูกน้อย

พัฒนาเด็กนอนกลางวัน 3

5 ตัวช่วยสำคัญ เพื่อลูกน้อยได้รับการนอนหลับที่เพียงพอ

  1. มีเคล็ดลับหลายอย่างที่สามารถช่วยให้คุณพ่อคุณแม่แน่ใจว่า ลูกรักได้รับการนอนหลับที่มีคุณภาพในแต่ละคืน และสามารถนอนหลับได้เร็วขึ้น แต่เคล็ดลับที่ดีที่สุดก็คือ การให้ลูกได้ทานนมแม่ก่อนนอนค่ะ เพราะนมแม่มีสารอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารหลัก เช่น คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน รวมทั้ง “แอลฟา-แล็คตัลบูมิน” ซึ่งเป็นเวย์โปรตีนในน้ำนมแม่ที่ให้กรดอะมิโนจำเป็น  ชื่อ “ทริปโตเฟน” ช่วยสร้างสารเซโรโทนิน ซึ่งมีส่วนช่วยควบคุมในการนอนหลับ โดยร่นระยะเวลานอน ให้หลับได้เร็วขึ้น  จากการศึกษาของ Cubero, et. Al. พบว่า เด็กที่กินนมแม่จะนอนหลับได้ดีกว่า เนื่องจากนมแม่มีระดับทริปโตเฟนในช่วงกลางคืนสูงกว่าในช่วงกลางวัน ขณะที่เด็กกินนมผสมจะใช้ระยะเวลานานกว่าจะหลับ
  2. เรื่องของสภาพแวดล้อมการนอนหลับของเด็กก็มีความสำคัญเช่นเดียวกันค่ะ เพียงคุณพ่อคุณแม่รักษาอุณหภูมิห้องนอน ให้เย็นสบาย เงียบสงบ และมืด ก็จะช่วยให้เด็ก ๆ นอนหลับได้ง่ายขึ้นค่ะ
  3. สร้างกิจวัตรประจำวันที่จะช่วยให้ลูก ๆ ของคุณผ่อนคลายก่อนนอน เช่น การอ่านหนังสือนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง หรือร้องเพลงกล่อมเบา ๆ
  4. สร้างวินัยเวลาเข้านอนและเวลาตื่นนอนอย่างเคร่งครัดเป็นประจำวันทุกวัน (รวมทั้งสุดสัปดาห์และวันหยุด)
  5. ไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยใช้เวลางีบหลับในตอนกลางวันมากเกินไป เพราะจะทำให้ลูกหลับได้ยากขึ้นช่วงกลางคืน

 

ข้อแนะนำ ชั่วโมงการนอนหลับที่เหมาะสมสำหรับ เด็กแรกเกิด – 6 ปี

คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิกเฉยเกี่ยวกับการนอนหลับของลูกนะคะ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกน้อยของคุณได้รับการนอนหลับเหมาะสมเพียงพอ เพราะการนอนไม่พอ..อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตลูก ๆ ได้

 

ตารางการนอนของเด็ก

บทความที่เกี่ยวข้อง : การถดถอยการนอนหลับทารก อาการของทารก ตื่นบ่อย ตื่นถี่ ไม่เป็นเวลา

 

เด็กควรนอนหลับ วันละกี่ชั่วโมง?

การนอน ถือว่าเป็น 1 ในสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพของตัวเอง และยิ่งในวัยเด็กแล้ว การนอนถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะทั้งสุขภาพ พัฒนาการการเจริญเติบโตของเด็ก ๆ ด้วย และวันนี้เรามาสำรวจกันค่ะว่า เด็กในแต่ละช่วงอายุควรจะนอนประมาณเท่าไหร่กันบ้าง
  • เด็กแรกเกิด – 6 เดือน

สำหรับทารกควรนอนประมาณ 14 – 18 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเด็กจะตื่นขึ้นทุก ๆ 1 ถึง 3 ชั่วโมง จนกระทั่งอายุ 4 เดือน การนอนของเด็กก็จะเริ่มเป็นเวลามากขึ้น ซึ่งเด็กเล็กส่วนใหญ่จะนอนตอนกลางคืนประมาณ 9 – 12 ชั่วโมง และถูกปลุกมากินอาหาร และ จะนอนกลางวันประมาณ 3 ครั้ง และใช้เวลาประมาณ 30 นาที – 2 ชั่วโมงในแต่ละการนอน

  • 6 – 12 เดือน

สำหรับเด็กอายุ 6 – 12 เดือน จะหลับประมาณ 14 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งรวมการนอนสั้น ๆ ระหว่างวัน 2 ครั้ง ซึ่งจะนอนประมาณ 20 นาที หรือบางคนก็จะประมาณชั่วโมง ซึ่งเด็กในวัยนี้จะเริ่มเจอความวิตกกังวลระหว่างนอนจนเป็นสาเหตุในการถูกรบกวนเวลานอนก็ได้นะ

 

พัฒนาเด็กนอนกลางวัน 22

บทความจากพันธมิตร
GEKO คอกกั้น ไอเท็มความปลอดภัยที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ลูกรักเล่น เรียนรู้สนุก พ่อแม่สบายใจ
GEKO คอกกั้น ไอเท็มความปลอดภัยที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ลูกรักเล่น เรียนรู้สนุก พ่อแม่สบายใจ
GEKO คอกกั้นเด็ก คว้ารางวัล Most Innovative Playpen Awards 2025! ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ของลูกน้อย
GEKO คอกกั้นเด็ก คว้ารางวัล Most Innovative Playpen Awards 2025! ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ของลูกน้อย
คาร์ซีท Osann รุ่น One SL ไอเทมความปลอดภัยที่ให้คุณพ่อคุณแม่ 'มั่นใจ' ในทุกการเดินทางกับลูก
คาร์ซีท Osann รุ่น One SL ไอเทมความปลอดภัยที่ให้คุณพ่อคุณแม่ 'มั่นใจ' ในทุกการเดินทางกับลูก
เคล็ดลับ เพิ่มส่วนสูงให้ลูก นมวัว “ตัวช่วยสำคัญ” ที่คุณแม่ต้องรู้
เคล็ดลับ เพิ่มส่วนสูงให้ลูก นมวัว “ตัวช่วยสำคัญ” ที่คุณแม่ต้องรู้

 

  • 1 – 3 ขวบ

สำหรับเด็กวัยหัดเดินต้องนอนประมาณ 12 – 14 ชั่วโมงต่อวัน โดยที่รวมการนอนกลางวันประมาณ 1 ถึง 3 ชั่วโมง สำหรับเด็กบางคนอาจจะยังอยากงีบ 2 ครั้งแต่การงีบดังกล่าว ก็ไม่ควรใกล้เวลานอนมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เด็กนอนหลับได้ยากขึ้นด้วย
  • 3 – 5 ขวบ

สำหรับเด็กในวัยนี้จะนอนตอนกลางคืนประมาณ 11 – 12 ชั่วโมงรวมการนอนกลางวันแล้ว และจะเลิกนอนกลางวันตอนอายุ 5 ขวบ
  • 5 – 12 ขวบ

สำหรับเด็กวัยกำลังเรียนจะนอนประมาณ 10 – 11 ชั่วโมงต่อคืน และในเด็ก 5 ขวบบางคนยังอาจจะต้องมีการนอนกลางวันบ้าง และถ้าการไม่สามารถงีบระหว่างวันได้ เด็ก ๆ อาจจะต้องเข้านอนเร็วขึ้นนั่นเอง
พัฒนาเด็กนอนกลางวัน เป็นสิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป การให้เด็กได้นอนในเวลาที่เหมาะสม และสม่ำเสมอ จะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่มีประสิทธิภาพ และมีความมั่นคงทางจิตใจ พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ดังนั้น สิ่งเล็ก ๆ น้อย เพียงแค่การนอนหลับในแต่ละช่วงเวลา ของแต่ละช่วงอายุนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม และไม่ควรใช้เกณฑ์ของผู้ใหญ่เป็นตัวกำหนด เพราะร่างกายของแต่ละช่วงวัยนั้น แตกต่างกัน
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :
อยากให้ลูกฉลาดต้องกินอะไร ? 7 อาหารบำรุงสมองลูก ให้ลูกกินบ่อย ๆ แล้วฉลาด ความจำดี
เด็กขี้ลืม ความจำสั้น รับมืออย่างไร มีวิธีไหนช่วยให้ลูกความจำดีขึ้นบ้าง?
12 ผลเสียของการนอนดึก ที่วัยรุ่นต้องรู้ อันตรายที่มักถูกมองข้าม

ที่มา : parentsone

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
img
บทความโดย

Arunsri Karnmana

  • หน้าแรก
  • /
  • พัฒนาการลูก
  • /
  • เปลี่ยนพฤติกรรมการนอนกลางวันของลูก ช่วยพัฒนาความจำของเด็ก ได้ดีขึ้น
แชร์ :
  • GEKO คอกกั้น ไอเท็มความปลอดภัยที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ลูกรักเล่น เรียนรู้สนุก พ่อแม่สบายใจ
    บทความจากพันธมิตร

    GEKO คอกกั้น ไอเท็มความปลอดภัยที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ลูกรักเล่น เรียนรู้สนุก พ่อแม่สบายใจ

  • GEKO คอกกั้นเด็ก คว้ารางวัล Most Innovative Playpen Awards 2025! ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ของลูกน้อย
    บทความจากพันธมิตร

    GEKO คอกกั้นเด็ก คว้ารางวัล Most Innovative Playpen Awards 2025! ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ของลูกน้อย

  • คาร์ซีท Osann รุ่น One SL ไอเทมความปลอดภัยที่ให้คุณพ่อคุณแม่ 'มั่นใจ' ในทุกการเดินทางกับลูก
    บทความจากพันธมิตร

    คาร์ซีท Osann รุ่น One SL ไอเทมความปลอดภัยที่ให้คุณพ่อคุณแม่ 'มั่นใจ' ในทุกการเดินทางกับลูก

  • GEKO คอกกั้น ไอเท็มความปลอดภัยที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ลูกรักเล่น เรียนรู้สนุก พ่อแม่สบายใจ
    บทความจากพันธมิตร

    GEKO คอกกั้น ไอเท็มความปลอดภัยที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ลูกรักเล่น เรียนรู้สนุก พ่อแม่สบายใจ

  • GEKO คอกกั้นเด็ก คว้ารางวัล Most Innovative Playpen Awards 2025! ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ของลูกน้อย
    บทความจากพันธมิตร

    GEKO คอกกั้นเด็ก คว้ารางวัล Most Innovative Playpen Awards 2025! ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมที่ "คิดเผื่อทุกพัฒนาการ" ของลูกน้อย

  • คาร์ซีท Osann รุ่น One SL ไอเทมความปลอดภัยที่ให้คุณพ่อคุณแม่ 'มั่นใจ' ในทุกการเดินทางกับลูก
    บทความจากพันธมิตร

    คาร์ซีท Osann รุ่น One SL ไอเทมความปลอดภัยที่ให้คุณพ่อคุณแม่ 'มั่นใจ' ในทุกการเดินทางกับลูก

ลงทะเบียนรับคำแนะนำเรื่องการตั้งครรภ์พัฒนาการลูกในท้องได้ที่นี่
  • เตรียมตัวเป็นผู้ปกครอง
  • พัฒนาการลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • ระยะการตั้งครรภ์
  • โภชนาการ
  • ไลฟ์สไตล์
  • TAP สังคมออนไลน์
  • ติดต่อโฆษณา
  • ติดต่อเรา
  • Influencer Marketing (KOL)
  • มาเข้าร่วมกับเรา


  • Singapore flag Singapore
  • Thailand flag Thailand
  • Indonesia flag Indonesia
  • Philippines flag Philippines
  • Malaysia flag Malaysia
  • Vietnam flag Vietnam
© Copyright theAsianparent 2026. All rights reserved
เกี่ยวกับเรา |ทีม|นโยบายความเป็นส่วนตัว |ข้อกำหนดการใช้ |แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว