ลูกไม่ป่วยบ่อยอีกต่อไปเเล้ว ด้วย 10 วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูก

ลูกไม่ป่วยบ่อยอีกต่อไปเเล้ว ด้วย 10 วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูก

ลูกไม่ป่วยบ่อยอีกต่อไปเเล้ว ด้วย 10 วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูก เพราะเด็กๆ ป่วยส่งผลกระทบถึงทุกคนค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตัวของเขาเอง

ลูกไม่ป่วยบ่อยอีกต่อไปเเล้ว ด้วย 10 วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูก

ลูกป่วยบ่อยๆ ไม่มีคุณพ่อคุณเเม่ที่ไหนจะแฮปปี้ค่ะ เพราะลูกจะยิ่งงอแงนอนยาก ทำให้คุณพ่อคุณเเม่ไม่ได้พักผ่อนไปด้วย เด็กบางคนถึงขั้นพัฒนาการถดถอยเลยนะคะ ดังนั้นถ้า ลูกไม่ป่วยบ่อยอีกต่อไปเเล้ว ด้วย 10 วิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูก ก็คงจะดีมากเลยใช่ไหมละคะ

1.กินนมเเม่

ในนมคุณเเม่มีนอกจากจะมีน้ำตาลเเละไขมันที่หาไม่ได้จากนมชนิดอื่น ช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูกเเล้ว ยังมีแอนติบอดี้เเละเซลล์เม็ดเลือดขาว ช่วยต่อสู้กับโรคต่างๆ ได้อีกด้วยค่ะ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เเละ UNICEF เเนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมเเม่อย่างเดียว อย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือน เเละถ้าเป็นไปได้ให้เลี้ยงด้วยนมเเม่ต่อไปอีก 1 ปี เพราะเมื่อเทียบกันเเล้วเด็กนมผงจะมีเเนวโน้มป่วยเป็นจากโรคปอดบวม ไข้หวัดลงกระเพาะอาหาร หูชั้นกลางอักเสบ มากกว่าเด็กที่กินนมเเม่ล้วนค่ะ เพราะในนมแม่มีจุลินทรีย์มีประโยชน์มากมายหนึ่งในนั้นคือจุลินทรีย์มีประโยชน์ LGG  เป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

2.โพรไบโอติกส์หรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์

โพรไบโอติกส์หรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ มีเเบคทีเรียที่ดีอยู่มากมาย ซึ่งจะช่วยทำหน้าที่ขับไล่เเบคทีเรียที่ไม่ดีออกไปจากร่างกายของลูกค่ะ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานได้ดีขึ้นผ่านระบบภูมิคุ้มกันของเยื่อเมือกของลำไส้ เเม้ว่าจะยังไม่ทราบว่ามีความสัมพันธ์อย่างไรก็ตามค่ะ โพรไบโอติกส์หรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ มีอยู่ในโยเกิร์ต บัตเตอร์มิลค์ คีเฟอร์ เเละกะหล่ำปลีดอง เเนะนำให้อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีแลคโตบาซิลลัส แอซิโดฟิลัส กับเด็กที่อายุมากกว่า 7 ขวบค่ะ เเละเเนะนำให้อาหารหรือเครื่องดื่มที่มี จุลินทรีย์ Bifidus กับเด็กที่อายุน้อยกว่า 7 ขวบ โดยจุลินทรีย์ตัวนี้ก็จะมีอยู่ในนมเเม่ด้วยนะคะ

จุลินทรีย์มีประโยชน์ LGG  จุลินทรีย์ตัวหนึ่งที่พบในนมแม่ โดยเจ้าจุลินทรีย์แล็กโทบาซิลลัส แรมโนซัส  นี้ มีหน้าที่ปกป้องทางเดินหายใจ ทางเดินหายใจ และกระตุ้นให้มีการสร้างภูมิคุ้มกัน เมื่อมีสิ่งแปลกปลอม ซึ่งมักแทรกซึมมาในร่างกายผ่านทางเยื่อบุลำไส้ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการ สร้างภูมิคุ้มกัน ขึ้นมาทำลายเชื้อโรค

3.ผักและผลไม้อย่าขาด

แม่กินผัก

โภชนาการเเละสารอาหารที่ลูกได้รับคือรากฐานสำคัญของการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูกค่ะ ผลไม้ที่ลูกกินได้เรื่อยก็อย่างเช่น แอปเปิ้ล เเครอท มันเทศ ถั่ว บร็อคโคลี กีวี เมลอน ส้ม เเละสตรอว์เบอร์รี่ โดยผลไม้เเต่ละอย่างควรล้างให้สะอาด เเละกินสดๆ โดยไม่ผ่านความร้อนค่ะ หากลูกกินยาก ลองเอามาทำน้ำผักผลไม้หรือสมูทตี้ปั่นโดยไม่ต้องกรองกากไปเลยก็ได้นะคะ ปริมาณที่เเนะนำคือ ผักเเละผลไม้ 1 ถ้วยตวงต่อวันค่ะ

เเละปริมาณที่เด็กๆ ที่โตขึ้นไปต้องการคือ ช้อนโต๊ะ:อายุ:มื้อ เช่น ถ้าลูกอายุ 2 ขวบ มื้อเช้าลูกต้องการ ผักเเละผลไม้ 2 ช้อนโต๊ะในมื้อเช้า มื้อเที่ยง เเละมื้อเย็นค่ะ รวมเป็นทั้งวันลูกจะได้รับผักเเละผลไม้ถึง 6 ช้อนโต๊ะด้วยกัน เเต่ถ้าลูกอยากกินมากกว่านี้ก็จะยิ่งดีนะคะ นอกจากนี้ถั่ว เมล็ดพืช เเละธัญพืชต่างๆ อุดมไปด้วยวิตามินเอ บีสอง บีหก วิตามินซี สังกะสี เเละเซเลเนี่ยม มีกรดไขมันที่จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้เเก่ร่างกายของลูกค่ะ

4.นอนหลับสนิท

การนอนหลับที่มีคุณภาพเเละเหมาะสมกับวัย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตเเละต่อความเเข็งเเรงของร่างกายด้วยนะคะ หากเด็กๆนอนหลับไม่เพียงพอจะส่งผลต่อภูมิคุ้มกันได้นะคะ เด็กทารกเเรกเกิดต้องการการนอนหลับอย่างน้อย 18 ชั่วโมงต่อวัน เเละในวันประถมต้องการการนอนหลับอย่างน้อน 10-14 ชั่วโมงต่อวัน โดยขึ้นอยู่กับอายุเเละคุณภาพของการนอนหลับเป็นสำคัญค่ะ ห้องนอนที่เหมาะสมต้องมืดสิน เงียบ เเละอากาศถ่ายเท ร่างกายของลูกจะผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งทำงานเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพค่ะ

5.ออกกำลังกายเริ่มตั้งเเต่เล็กๆ 

จริงหรือที่เด็กทารกเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการว่ายน้ำ

เด็กๆ ก็สามารถออกกำลังกายได้เเล้วนะคะ โดยควรจะออกกำลังกายทุกวัน วันละ  จะช่วยให้ร่างกายเเละภูมิคุ้มกันร่างกายเเข็งเเรง ไม่ป่วยง่ายค่ะ วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยจูงใจให้ลูกหันมาออกกำลังกายคือ พ่อแม่ต้องทำเป็นตัวอย่างค่ะ ง่ายๆ ก็เเค่การเดิน วิ่ง วิ่งเหยาะ ขี่จักรยาน วันละ 30 นาที หรือถ้าลุกต้องการเรียนว่ายน้ำหรือเรียนเทนนิสก็ปล่อยได้เต็มที่เลยนะคะ นอกจากนี้กิจกรรมกลางเเจ้งทั้งหลายที่ต้องออกเเรงอย่างทำสวนก็นับว่าเป็นการออกกำลังกายค่ะ

6.อยู่นอกบ้านบ่อยๆ

ธรรมชาติกับสิ่งมีชีวิตเป็นของคู่กันค่ะ เเต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า ในเมืองไทยนั้นอากาศนับวันจะร้อนขึ้นทุกทีนะคะ จาก 10 ปีที่เเล้ว ที่ยังนั่งตากเเดดสักชั่วโมงได้สบายๆ เพราะไม่ร้อนมากเเละมีลมพัดตลอด ปัจจุบันการนั่งตากเเดดเเค่ 2 นาที ทำให้ผิวหนังเเสบเเละร้อนจนขนลุกได้

อย่างไรก็ตาม หากคุณพ่อคุณเเม่มีสวนสาธารณะหรือบริเวณบ้านที่ไม่ร้อนมาก มีร่มเงาของต้นไม้เเละมีลมที่พัดตลอดทั้งวัน การพาลูกออกนอกบ้านเป็นประจำในช่วงเช้าๆ เพื่อรับวิตามินดี สักวันละ 20 นาที จะช่วยให้ลูกเเข็งเเรงไม่ป่วยบ่อยนะคะ นอกจากนี้ลูกยังจะได้เช่นกับต้นไม้ใบหน้า กระโดดโลดเต้นไปเรื่อยๆ ได้ออกกำลังกายด้วยค่ะ

7.รัก รัก รัก

การให้เวลาเเละความรักกับเด็กๆ ทุกวัยคือสิ่งที่เป็นหน้าที่ที่พ่อแม่พึงกระทำ เพราะมีประโยชน์ในทุกๆ ทางค่ะ พัฒนาการลูกจะเหมาะสมตามวัย ภูมิคุ้มกันร่างกายจะเเข็งเเรง โดยที่คุณพ่อคุณเเม่ไม่ต้องไปสรรหาของขวัญราคาเเพงๆ ของเล่นทั้งหลายที่ได้รับรางวัล ลูกในวัยนี้ต้องการเวลาเเละความสนใจจากคุณพ่อคุณเเม่

หากคุณพ่อคุณเเม่เจอวันเเย่ๆ มา ควรหาทางคลายเครียดด้วยวืธีอื่นๆ ก่อนค่ะ ปรับอารมณ์เเละผ่อนคลาย ก่อนที่จะมาอยู่กับลูก เพราะเด็กๆ นั้นจะรับรู้เเละจับความรู้สึกของคุณพ่อคุณเเม่ได้ไวมากๆ เลยนะคะ

8.สอนเเละเป็นตัวอย่างเรื่องสุขอนามัยที่ดี 

สอนลูกล้างมือยังไง ให้ห่างไกลโนโรไวรัส

การสอนเเละเป็นตัวอย่างที่ดี ให้ลูกมีสุขอนามัยนั้น มันจะติดตัวลูกไปตลอดชีวิตนะคะ เเม้ไม่ได้ช่วยภูมิคุ้มกันร่างกายเเข็งเเรงขึ้น เเต่ก็ช่วยป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้นค่ะ การล้างมือที่ถูกต้องอย่างน้อย20 วินาที  เเละถูทุกซอกมุม จะช่วยลดโอกาสเป็นไข้หวัดธรรมดาเเละไข้หวัดใหญ่ได้นะคะ

เด็กๆ ควรล้างมือหลังจากเล่นนอกบ้าน หลังจากเลิกเรียน หลังจากเข้าห้องน้ำ หลังจากเล่นกับสัตว์เลี้ยง เเละก่อนกินข้าวหรือกินขนมค่ะ เเปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง อย่าใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ หรือหมกเสื้อผ้าที่ใช้เเล้วไว้ในห้อง อาบน้ำทุกวัน ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือทิชชู่ขณะไอหรือจาม ตัดเล็บเเละดูเเลเล็บให้สะอาด

นอกจากนี้คุณพ่อคุณเเม่ก็ควรดูเเลบ้านช่องให้สะอาดเเละปราศจากเชื้อโรคค่ะ เเต่ไม่จำเป็นต้องห้ามมีเเบคทีเรียอยู่ในบ้านเลย นั่นก็เพราะร่างกายคนเราตามธรรมชาติไม่ได้สะอาดปราศจากเชื้ออยู่ตลอดเวลา การทำเช่นนั้นเป็นผลร้ายต่อภูมิคุ้มกันร่างกายได้นะคะ

9.ไม่กินยาฆ่าเชื้อเเละฉีดวัคซีนที่ไม่จำเป็น

มีโรคเพียงไม่กี่โรค เเละอาการเพียงไม่กี่อาการ ที่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ เพราะเมื่อร่างกายของลูกได้รับยาฆ่าเชื้อ ตัวยาจะไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของลูก เเละฆ่าเชื้อเเบคทีเรียที่ไม่ดีเเละดีไปด้วย เเละหากลูกได้รับยาฆ่าเชื้อบ่อยเกินไปก็จะทำให้เชื้อเกิดดื้อยาขึ้นมาได้นะคะ เเละในเรื่องของวัคซีน หากลูกไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ไม่จำเป็นที่จะต้องฉีดวัคซีนทุกตัวนะคะ

 

10.หากสังเกตเห็นอาการผิดปกติที่ไม่น่าวางใจ ให้รีบไปหาหมอ

เช่น หากลูกไม่สบาย มีไข้ติดต่อกันหลายวัน แหวะนมบ่อยครั้ง ท้องเสียเป็นมูกเลือด ท้องผูกเป็นระยะเวลานาน มีผื่นแดงขึ้นตามข้อพับ มีจุดจ้ำแดงตามผิวหนัง มีแผลขึ้นในช่องปาก ฯลฯล สิ่งเหล่านี้เป็นอาการผิดปกติที่อาจลุกลามกลายเป็นอาการรุนแรงได้ หากคุณแม่พบว่าจ้าตัวเล็กมีอาการไม่น่าวางไว้ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที หากรอช้าอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

 

#Lovebestprotect #LGG #Prebio1 #ใยอาหารที่มาจากธรรมชาติโอลิโกฟรุกโตสและอินนูลิน #ปกป้องลูกน้อยด้วยภูมิคุ้มกัน

ที่มา top10homeremedies

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ปีที่ลูกเกิด เป็นตัวกำหนดภูมิคุ้มกัน

ลูกเป็นคนอ่อนแอขี้ขลาด ต้องโทษพ่อแม่เองนั่นแหละ

parenttown

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

app info
get app banner