เดี๋ยวก็ให้ป้อนน้ำ เดี๋ยวก็ให้ป้อนกล้วย! รับมือปู่ย่าตายายเรื่องป้อนอาหารอย่างไรดี

แชร์บทความนี้ให้เพื่อน

ผู้หลักผู้ใหญ่ ชอบบอกให้เราป้อนน้ำ ป้อนกล้วย ป้อนอาหารทะเล ป้อนไข่ ป้อนถั่ว ให้ทารก บอกว่าอันตรายก็ไม่เชื่อ เราจะมี รับมือคนเก่าคนแก่เรื่องป้อนอาหารอย่างไรดี

รับมือปู่ย่าตายายเรื่องป้อนอาหารอย่างไรดี

จากข่าวที่เราได้เห็นกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน เกี่ยวกับอันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็กทารก บางคนถึงขนาดต้องเสียชีวิต เพียงเพราะป้อนน้ำ ป้อนกล้วย ยิ่งบ้านไหนมีผู้สูงอายุที่หวังดี กลัวว่าหลานจะไม่อิ่ม กลัวว่าหลานจะไม่โต ก็เลยให้ป้อนทั้งกล้วย ให้ป้อนทั้งน้ำ จนเด็กมีอาการลำไส้อุดตันบ้าง ไม่ถ่ายบ้าง ท้องเสียบ้าง และที่ร้ายแรงเลยก็คือถึงขั้นเสียชีวิต พอเราบอกว่าจะให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ที่หวังดีก็กลับบอกว่าฉันก็เลี้ยงเธอมาแบบนี้ ไม่เห็นเป็นไร เรามาดูกันว่า เราจะ รับมือปู่ย่าตายายเรื่องป้อนอาหารอย่างไรดี

คำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ

คำพูดที่คุ้นหู ที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆคงหนีไม่พ้นคำพูดเหล่านี้

  • ฉันก็เลี้ยงเธอมาแบบนี้ ไม่เห็นเป็นอะไร
  • เห็นกินนมไปแปบเดียว เห็นร้องไห้ นึกว่าหิว กินกล้วย กินไข่ จะได้อยู่ท้อง
  • ให้ชิมนิดเดียว จะได้รู้รส
  • ก็หลานร้องจะกิน ไม่เป็นไรหรอก

แต่อย่าลืมว่า ความปลอดภัยของเด็ก เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด คุณแม่ตั้งท้องมานาน 9 เดือน ถ้าต้องรอป้อนอาหารอีก 6 เดือน แล้วลูกได้กินนมแม่ สร้างเสริมพัฒนาการและภูมิคุ้มกัน มันก็คุ้มกับการที่จะต้องรอ คงไม่มีใครอยากให้ลูกตัวเองต้องเสี่ยงกับอันตราย ดังนั้น ป้องกันไว้ก่อน ดีกว่ามานั่งเสียใจทีหลังจะดีที่สุด  แม้ว่าบางคนจะบอกว่ากินแล้วไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เถียงกันไปก็คงไม่มีประโยชน์ ถ้าเด็กโตพอที่จะกินอาหารแข็งได้ ถ้าจะมีคนมาช่วยป้อนอาหาร ก็มาช่วยป้อนเอาตอนนั้นก็ยังไม่สาย

วิธีรับมือปู่ย่าตายายเรื่องป้อนอาหาร

อาหารป้อนลูกน้อย

#1. หาข่าวให้อ่าน

เอาข่าวในหนังสือพิมพ์ให้อ่าน ว่าการป้อนอาหารก่อน 6 เดือนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น แต่วิธีนี้ บางครั้งพออ่านเสร็จ ปู่ย่าตายายก็จะบอกว่า ข่าวมั่วน่ะสิ แค่กินกล้วย จะตายได้ไง ส่วนเราก็ได้แต่ยืนฟังแบบงงๆ

#2. ให้คุณหมอช่วย

หากไม่ไหวจริงๆ คงต้องพึ่งคุณหมอ โดยให้คุณหมออธิบายถึงผลเสียและยกเคสตัวอย่างให้ฟัง แต่บางครั้ง พอกลับมาบ้าน ปู่ย่าตายายก็บอกว่า ไม่ต้องไปเชื่อหมอมากหรอก ส่วนเราก็ได้แต่คิดในใจ ว่าถ้าไม่เชื่อหมอ แล้วจะไปเชื่อใครดีล่ะทีนี้

#3. พึ่งหมอดู

คนสมัยก่อน (รวมถึงคนสมัยนี้) มักจะเชื่อหมอดู หากคุณหมอที่โรงพยาบาลพูดแล้วคุณปู่ย่าตายายยังไม่เชื่อ คงต้องลองพึ่งหมอดูกันบ้าง ยิ่งหมอดูชื่อดัง หรือมีหมอดูเจ้าประจำแล้วยิ่งง่ายเลย แต่อย่าลืมคุยกับหมอดูก่อนนะ ว่าป้อนสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้หลาน แล้วจะมีอันตราย ดวงไม่ดี หรืออะไรก็ว่าไป แต่ถ้าหมอดูคนเดียวทัก แล้วยังไม่ได้ผล ก็ลองพาไปหาสัก 3 – 4 คนไปเลย ยิ่งทักเรื่องเดียวกันหมด รับรองเชื่อแน่นอน

#4. พึ่งคนรอบข้าง

ใช้วิธีเดียวกันกับตอนพึ่งหมอดูเลย คือให้คนรอบข้างช่วยกันพูด ช่วยกันทัก ว่ามันมีอันตรายอย่างไร เพราะบางครั้ง ปู่ย่าตายายก็มักจะเชื่อคนอื่นมากกว่าเชื่อลูกหลานตัวเองอยู่บ่อยๆ

#5. พึ่งพาจิตแพทย์

ไม่จำเป็นต้องพาปู่ย่าตายายไปพบจิตแพทย์ เพื่อเกลี่ยกล่อมให้พวกท่านยอมทำตามนะ แต่คุณพ่อคุณแม่นั่นแหละ ที่ต้องไปหาจิตแพทย์ เพื่อเล่าปัญหาให้ฟัง และขอคำแนะนำเชิงจิตวิทยาเพื่อนำไปใช้กับผู้ใหญ่ที่บ้าน

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะกลุ้มใจ เป็นห่วงลูกแค่ไหน แต่อีกฝั่งก็เป็นพ่อแม่เรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องระวังเรื่องกิริยาอาการและคำพูดที่ใช้พูดกับท่านด้วย เพราะผู้ใหญ่ในวัยนี้ มีความอ่อนไหวมาก อาจทำให้ท่านน้อยอกน้อยใจได้ หากท่านใดมีประสบการณ์ หรือวิธีดีๆ ที่จะรับมือกับเรื่องเหล่านี้ ก็อย่าลืมมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ได้ในช่องแสดงความคิดเห็นด้านล่างนี้เลย


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ลำไส้กลืนกัน อุทาหรณ์ป้อนกล้วยลูกหลานก่อนวัยอันควร

แม่โพสต์เล่า ลูกโดนป้อนน้ำจนลำไส้ติดเชื้อ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำคนเป็นแม่ใจจะขาด

ป้อนกล้วยทำเด็กตาย หมอบอกมาป้อนกล้วยเด็กก่อน 6 เดือนอันตรายถึงชีวิต

อากาศร้อน ทารกกินน้ำ ได้ไหม ?

ข้อควรระวังของทารกแรกเกิด ช่วงวัยของเด็ก เด็กแรกเกิด