เป็นอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความหดหู่และสะเทือนใจให้กับคนเป็นพ่อแม่ทั่วประเทศ เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวกรณี แม่แท้ๆ ทำร้ายลูก ร่วมกับพ่อเลี้ยง จนพรากชีวิตเด็กบริสุทธิ์ไปอย่างไม่มีวันกลับ theAsianparent ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของเด็กชายวัย 1 ขวบ 6 เดือน และขอหยิบยกข่าวนี้มาเพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้กับสังคมของเราค่ะ
เกิดอะไรขึ้นกับเด็กชายวัย 1 ขวบ 6 เดือน?
เหตุการณ์สุดสลดนี้เกิดขึ้นที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาดิน ได้เข้าจับกุมตัวแม่แท้ๆ (อายุ 30 ปี) และพ่อเลี้ยง (อายุ 38 ปี) ของ “น้องเอ” (นามสมมติ) เด็กชายวัยเพียง 1 ปี 6 เดือน หลังจากแพทย์ลงความเห็นว่าน้องเสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติ โดยมีสาเหตุจากของแข็งไม่มีคมกระแทกที่เยื่อหุ้มสมอง ตามร่างกายมีรอยเขียวช้ำ และพบรอยไหม้ที่บริเวณผิวหนังด้านหลังและก้น
สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพุ่งเป้าไปที่คนในครอบครัว คือหลังจากที่ลูกเสียชีวิต ผู้เป็นแม่แท้ๆ กลับไม่ยอมไปรับศพลูกเพื่อมาทำพิธีทางศาสนา มีเพียงคุณย่าของเด็กเท่านั้นที่ไปรับร่างหลานกลับมาบำเพ็ญกุศล
ขอบคุณภาพจาก สยามรัฐ
คำสารภาพสุดสะเทือนใจ อ้าง “รำคาญที่เด็กร้องไห้”
จากการสอบสวนอย่างหนัก ในที่สุดพ่อเลี้ยงก็ยอมรับสารภาพว่า ในวันเกิดเหตุ น้องร้องไห้งอแง ทำให้ตนเกิดความโมโหและรำคาญ จึงได้ตบเด็กไป 1 ครั้ง และต่อยเข้าที่หน้าผากจนเด็กสลบไป จากนั้นด้วยความตกใจจึงไปนำ “เครื่องช็อตปลา” มาช็อตตามตัวเด็กเพื่อหวังจะกระตุ้นให้ฟื้น โดยที่แม่แท้ๆ นั่งมองอยู่และไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด จนกระทั่งเด็กเกิดอาการชักและมีเลือดออกทางปากและจมูก จึงเรียกให้คนข้างบ้านช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนที่น้องจะเสียชีวิตในวันต่อมา
นอกจากนี้ พ่อเลี้ยงยังสารภาพอีกว่า ที่ผ่านมาได้ทำร้ายร่างกายลูกเลี้ยงมาตลอดกว่า 2 เดือน ทั้งตบหน้า ใช้บุหรี่จี้ตามตัว และใช้เครื่องช็อตปลา โดยอ้างเหตุผลเพียงว่ารำคาญที่เด็กร้องงอแง ซึ่งจากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบว่าทั้งพ่อเลี้ยงและแม่แท้ๆ มีพฤติกรรมติดยาเสพติดอย่างหนักอีกด้วย เบื้องต้นตำรวจจึงตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและเสพยาเสพติด
ลูก 1 ขวบงอแงทำอย่างไร วิธีรับมือเด็กร้องไห้งอแง
คุณพ่อคุณแม่คะ ข่าวกรณี แม่แท้ๆ ทำร้ายลูก เพราะคุมอารมณ์ไม่ได้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น พฤติกรรมลูกร้องไห้งอแงหรืออาละวาดในเด็กวัย 1 ขวบ เป็นเรื่องปกติที่พบได้ตามพัฒนาการ เนื่องจากในวัยนี้สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ (อะมิกดาลา) จะทำงานเป็นหลัก ทำให้เด็กสามารถเปลี่ยนจากอารมณ์ดีเป็นโกรธได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที อีกทั้งเด็กยังไม่สามารถสื่อสารความต้องการออกมาเป็นคำพูดได้ชัดเจน จึงใช้การร้องไห้เพื่อสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นเพราะหิว ง่วง ไม่สบายตัว หรือต้องการความรักความอบอุ่น
วิธีรับมือและจัดการกับเด็กร้องไห้งอแง สามารถทำได้ดังนี้
-
หาสาเหตุและแก้ไขที่ต้นเหตุ
การที่เด็กงอแงหรือทำตัว “ดื้อ” แท้จริงแล้วคือวิธีที่พวกเขาพยายามบอกว่ากำลังต้องการอะไรบางอย่าง ให้สำรวจก่อนว่าลูกมีภาวะเหล่านี้หรือไม่: หิว, ง่วงนอน, ไม่สบายตัว, เจ็บปวด, หรือถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมมากเกินไป หากพบสาเหตุ เช่น ลูกหิวหรือเหนื่อย ให้รีบตอบสนองด้วยการให้กินอาหารหรือพาไปพักผ่อน
-
ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ
วิธีนี้จะได้ผลดีมากสำหรับเด็กวัย 1-2 ขวบ เนื่องจากเด็กวัยนี้ถูกเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย เมื่อเห็นว่าลูกเริ่มจะงอแง ให้ลองเบี่ยงเบนความสนใจไปที่สิ่งอื่น เช่น ชวนดูนกดูไม้ หยิบของเล่นชิ้นอื่นให้ หรือเปลี่ยนสถานที่

-
พ่อแม่ต้องใจเย็นและไม่ใช้อารมณ์
พึงระลึกไว้ว่าลูกไม่ได้ร้องไห้เพื่อจงใจยั่วโมโหคุณ พ่อแม่จึงไม่ควรนำพฤติกรรมของลูกมาเป็นอารมณ์ส่วนตัว ห้ามตะคอก ดุด่า หรือตีเด็ก แต่ให้ใช้ความสงบเข้าสู้ คุณสามารถกอดปลอบประโลมลูกได้ และบอกลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “แม่อยู่ตรงนี้นะและแม่รักหนู” การตอบสนองด้วยความอบอุ่นและสม่ำเสมอจะช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและลดความเครียดได้
-
ใช้เทคนิคเพิกเฉย (เมื่อเด็กร้องไห้เอาแต่ใจ)
หากเด็กงอแงเพื่อเรียกร้องความสนใจหรือเอาแต่ใจ (สำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป) คุณสามารถใช้เทคนิค “เพิกเฉย” เพื่อสอนให้เขารู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้:
- มองหน้าลูกและพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า “แม่จะรอหนูเงียบ เราถึงจะคุยกัน”
- ทำเป็นไม่สนใจ ไม่สบตา ไม่อุ้ม และไม่เช็ดน้ำตาให้ (แต่ไม่ได้เดินหนีทอดทิ้งลูก) ให้เบี่ยงเบนไปทำสิ่งอื่นแทน เช่น พับผ้า ล้างจาน
- หากลูกตีทำร้ายผู้อื่น หรือขว้างปาข้าวของ ให้จับมือลูกไว้แน่นๆ ประมาณ 10 วินาที พูดนิ่งๆ ว่า “ไม่ตี/ไม่โยนของ” แล้วปล่อยมือ หากลูกทำซ้ำให้ทำแบบเดิมจนกว่าจะหยุด
- เมื่อลูกเงียบและสงบลง ให้รีบกลับไปชื่นชมลูกทันที เช่น “หนูเงียบแล้ว หนูเก่งมากค่ะ” และชวนทำกิจกรรมที่ลูกชอบ เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่าพ่อแม่จะให้ความสนใจก็ต่อเมื่อเขามีพฤติกรรมที่ดีเท่านั้น
-
สร้างกิจวัตรประจำวันที่ชัดเจน
เด็กวัยเตาะแตะจะรู้สึกปลอดภัยและควบคุมตัวเองได้ดีขึ้นเมื่อรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ควรจัดเวลากิน เวลานอน และเวลาเล่นให้เป็นเวลา รวมถึงการให้ลูกมีสิทธิเลือกในเรื่องง่ายๆ เช่น จะใส่เสื้อสีอะไร หรือจะกินแครอทหรือมะเขือเทศก่อน เพื่อให้เขารู้สึกถึงความเป็นอิสระและมีอำนาจในการตัดสินใจบ้าง
ข้อควรระวังสำคัญสำหรับพ่อแม่
การรับมือกับเด็กวัยนี้อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกเหนื่อยล้าและเครียดจัด (Burnout) ซึ่งความเครียดของพ่อแม่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของลูกได้เช่นกัน
- หากคุณรู้สึกควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้: ให้วางลูกลงในที่ที่ปลอดภัย (เช่น เปล) แล้วเดินออกจากห้องไปชั่วคราว สูดหายใจลึกๆ หรือนับ 1 ถึง 10 เพื่อสงบสติอารมณ์ และเรียกสติกลับมาก่อน แล้วจึงค่อยกลับเข้าไปดูแลลูกใหม่เมื่อคุณใจเย็นลงแล้ว
- ห้ามเขย่าตัวเด็กเด็ดขาด: ไม่ว่าคุณจะโมโหหรือหงุดหงิดแค่ไหน การเขย่าเด็กทารกเพียงไม่กี่วินาทีสามารถทำให้สมองบาดเจ็บ ตาบอด หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้
- อย่าลืมหาเวลาดูแลจิตใจตัวเอง: พักผ่อนวันละ 15 นาที หรือขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างเมื่อคุณรู้สึกไม่ไหว
หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าตนเองมีภาวะเครียด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หรือรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูก จนกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ แม่แท้ๆ ทำร้ายลูก เหมือนในข่าว แนะนำให้ขอความช่วยเหลือจากคนในครอบครัวเพื่อสลับกันดูแล หรือปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมนะคะ อย่าปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบกลายเป็นความรุนแรงที่ทำร้ายลูกน้อยที่เรารักเลยค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ทารก 6 เดือน หลับเร็วผิดปกติ ก่อนหมอเผยว่าเป็น โรคทารกถูกเขย่า
งานวิจัยเผย! แม่ๆ เกือบครึ่ง เครียดจากสามี มากกว่าลูก
เลี้ยงลูก เครียดมาก? ลองเทคนิค “จุ่มหน้าในน้ำแข็ง” รีเซ็ตระบบประสาทใน 30 วินาที
ที่มา: Centers for Disease Control and Prevention (CDC) , Toddler’s First Steps , Mary Bridge Children’s Hospital , The Pediatrician Mom , โรงพยาบาลสมิติเวช , เดลินิวส์ , ข่าวออนไลน์7HD , ข่าวสด , สยามรัฐ
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!