4 สิ่งที่หมอเด็กกังวล โดยเฉพาะในเด็ก 1-5 ปี ที่พ่อแม่ต้องรีบแก้ไข

เช็กด่วน! 4 สิ่งที่หมอเด็กกังวลในเด็ก 1-5 ปี ซึ่งเด็กไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับภัยเงียบที่แฝงมากับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ในยุคสมัยที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว หลายครั้งที่เราเผลอใช้ “ความสะดวก” เข้าแลกกับสุขภาพระยะยาวของลูกน้อย ล่าสุดเพจ Infectious ง่ายนิดเดียว ได้ออกมาสรุปถึง สิ่งที่หมอเด็กกังวลในเด็ก 1-5 ปี ซึ่งเด็กไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับภัยเงียบที่แฝงมากับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน หากปล่อยไว้ไม่แก้ไขตั้งแต่วันนี้ อาจส่งผลเสียที่รุนแรงจนคาดไม่ถึง ดังนี้

วันนี้ theAsianparent จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปเจาะลึก 4 ประเด็นหลักที่กุมารแพทย์เป็นห่วง พร้อมแนวทางแก้ไขที่คุณแม่ทำตามได้ทันทีค่ะ

1. ฟันผุ

หนึ่งใน สิ่งที่หมอเด็กกังวลในเด็ก 1-5 ปี มากที่สุดคือ “ภาวะฟันผุจากการติดขวดนม” หลายครอบครัวยังมีความเชื่อว่าฟันน้ำนมผุไม่เป็นไร เดี๋ยวฟันแท้ก็ขึ้น แต่ในความเป็นจริง ฟันน้ำนมคือรากฐานสำคัญของช่องปาก

ทำไมต้องเลิกขวดนมหลัง 18 เดือน?

เด็กควรเลิกดูดขวดนมตั้งแต่อายุ 1 ปี หรืออย่างช้าที่สุดไม่ควรเกิน 18 เดือน (1 ปีครึ่ง) เพราะการคาบขวดนมค้างไว้ในปาก โดยเฉพาะนมที่มีน้ำตาลหรือแลคโตส จะทำให้เชื้อแบคทีเรียผลิตกรดออกมาย่อยสลายสารเคลือบฟันตลอดเวลา

ผลเสียที่รุนแรงกว่าแค่ “ปวดฟัน”

  • การติดเชื้อลุกลาม: ฟันที่ผุจนถึงประสาทฟันอาจกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค นำไปสู่ภาวะไซนัสอักเสบ
  • อันตรายถึงชีวิต: ข้อมูลที่น่าตกใจคือ ในเด็กที่มีภาวะ “หัวใจรั่ว” หรือโรคหัวใจแต่กำเนิด เชื้อแบคทีเรียจากฟันผุสามารถหลุดเข้าสู่กระแสเลือดและไปเกาะที่ลิ้นหัวใจ ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ และลุกลามไปจนเกิดหนองในสมองได้

วิธีแก้ไข

เริ่มฝึกให้ลูกจิบน้ำจากแก้วตั้งแต่อายุ 6 เดือน และเปลี่ยนมาใช้แก้วหัดดื่มแทนขวดนมอย่างจริงจังเมื่ออายุครบ 1 ปี

2. กินแต่นม ไม่กินข้าว

พฤติกรรม “ลูกกินแต่นม ไม่กินข้าว” เป็นอีกหนึ่ง สิ่งที่หมอเด็กกังวลในเด็ก 1-5 ปี อย่างมาก พ่อแม่หลายคนดีใจที่เห็นลูกดื่มนมวันละหลายๆ กล่อง เพราะคิดว่าจะช่วยให้ตัวสูง แต่การดื่มนมมากเกินไป (มากกว่า 3 กล่อง หรือ 24 ออนซ์ต่อวัน) ในวัยที่ควรทานข้าวเป็นมื้อหลัก กลับส่งผลเสียอย่างรุนแรง

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ภาวะขาดธาตุเหล็กและวิตามินซี

นมวัวมีธาตุเหล็กต่ำมาก และหากลูกอิ่มนมจนไม่ยอมทานเนื้อสัตว์หรือผักใบเขียว จะทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ นอกจากนี้ หากขาดวิตามินซีร่วมด้วย จะทำให้เส้นเลือดฝอยไม่แข็งแรง เลือดออกตามไรฟันง่าย และในเคสที่รุนแรง เด็กอาจมีอาการปวดกระดูกจนเดินไม่ได้

ปัญหาท้องผูกเรื้อรัง

นมไม่มีกากใย (Fiber) เมื่อเด็กกินแต่นมโดยไม่ทานผักผลไม้ อุจจาระจะแข็งและขับถ่ายลำบาก กลายเป็นวงจรที่ทำให้เด็กกลัวการขับถ่ายและเบื่ออาหารมากขึ้น

วิธีแก้ไข

ปรับสัดส่วนอาหารให้ “ข้าว 3 มื้อ” เป็นหลัก และให้นมเป็นเพียงอาหารเสริมวันละ 2-3 แก้วหลังมื้ออาหารเท่านั้น

 

3. โรคอ้วนในเด็ก

ในอดีตเราอาจมองว่าเด็กจ้ำม่ำดูน่ารัก แต่ในปีนี้ สิ่งที่หมอเด็กกังวลในเด็ก 1-5 ปี คือโรคอ้วน

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ภัยเงียบที่มากับความอ้วน

  • ระบบทางเดินหายใจ: เด็กอ้วนร้อยละ 50 มักมีอาการนอนกรน และที่อันตรายที่สุดคือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับซึ่งทำให้สมองขาดออกซิเจนในขณะพักผ่อน
  • เบาหวานและตับอักเสบ: ปัจจุบันพบเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้นเนื่องจากพฤติกรรมการกินหวาน และที่น่ากลัวคือภาวะ “ไขมันพอกตับ” ในเด็กเล็ก ซึ่งอาจนำไปสู่ตับแข็งได้ในอนาคต

วิธีแก้ไข

งดน้ำหวาน ขนมกรุบกรอบ และส่งเสริมให้ลูกได้วิ่งเล่นออกแรงอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน เพื่อเผาผลาญพลังงาน

 

4. ติดจอ มือถือ ไอแพด

สุดท้ายที่เป็นประเด็นร้อนคือ การติดหน้าจอ มือถือ ไอแพด และเกม ซึ่งเป็น สิ่งที่หมอเด็กกังวลในเด็กยุคปัจจุบัน เพราะช่วงวัยนี้สมองต้องการการกระตุ้นผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ใช่แค่เพียงการจ้องมองภาพเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ผลกระทบต่อสมองและอารมณ์

การให้ลูกอยู่กับหน้าจอนานเกินไป ส่งผลให้เกิดภาวะ “สมาธิสั้นเทียม” ลูกจะรอคอยไม่เป็น หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห และที่สำคัญคือขาดทักษะทางสังคม เพราะไม่ได้สื่อสารกับมนุษย์จริงๆ นอกจากนี้ แสงสีฟ้ายังรบกวนการนอนหลับ ทำให้โกรธฮอร์โมน (Growth Hormone) หลั่งไม่เต็มที่

วิธีแก้ไข

ต่ำกว่า 2 ขวบ “งดหน้าจอเด็ดขาด” ส่วนอายุ 2-5 ปี ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน และพ่อแม่ต้องร่วมนั่งดูด้วยเพื่อชวนพูดคุย

สรุปแนวทางที่คุณแม่ควรทำ

จากข้อมูลทั้งหมดข้างต้น สิ่งที่หมอเด็กกังวล ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเลยค่ะ การป้องกันทำได้ง่ายกว่าการรักษาเสมอ เริ่มต้นจากการปรับตารางชีวิตของลูกดังนี้

  1. แปรงฟัน ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ppm วันละ 2 ครั้ง
  2. ฝึกกิน อาหารที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ และจำกัดปริมาณนม
  3. ขยับตัว พาลูกออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ลดการอยู่กับที่
  4. ตัดจอ เปลี่ยนเวลาหน้าจอมาเป็นเวลาคุณภาพ (Quality Time) ร่วมกับคนในครอบครัว

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นลูกมีอาการฟันดำ ปวดขาซีดผิดปกติ นอนกรน หรืออารมณ์รุนแรงเมื่อไม่ได้เล่นมือถือ แนะนำให้รีบปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและแก้ไขอย่างถูกวิธีนะคะ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ลูกกินแต่นม ไม่ยอมกินข้าว แม่แชร์อุทาหรณ์ อยู่ๆ ลูกก็เดินไม่ได้

ลูกนอนกรน อาจไม่ใช่เรื่องที่สามารถนิ่งนอนใจ

พัฒนาการเด็ก Gen Alpha – Beta เสี่ยงล่าช้า พ่วงภาวะ “ออทิสติกเทียม” เพราะหน้าจอทำพิษ

 

ที่มา: Infectious ง่ายนิดเดียวคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , คู่สำนักทันตสาธารณสุข , Hfocus , ปฐมวัยไทยแลนด์