คุณแม่เคยสังเกตไหมคะว่า เวลาที่เรากระซิบเรียก หรือร้องเพลงกล่อมเบา ๆ ลูกน้อยวัยทารกมักจะหยุดนิ่ง หันขวับมามอง หรือส่งยิ้มหวานให้เราทันที? ในทางวิทยาศาสตร์พบว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความผูกพันทางใจเท่านั้น แต่มีหลักฐานชี้ชัดว่า เสียงของแม่ สร้างสมองลูกได้อย่างมหัศจรรย์ ล่าสุดผลงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารประสาทวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง The Journal of Neuroscience ได้ออกมาเปิดเผยว่า สมองของทารกถูกตั้งโปรแกรมมาให้ตอบสนองต่อเสียงของแม่เป็นพิเศษ และเสียงนี้เองที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการหล่อหลอมวิธีที่ลูกมองโลกและจดจำใบหน้าผู้คนค่ะ
วันนี้ theAsianparent จะพาทุกคนไปเจาะลึกความลับนี้กันค่ะว่า พลังแห่งเสียงแม่ เปลี่ยนระบบการรับรู้ของลูกน้อยได้อย่างไรบ้าง
สมองทารกวัย 7 เดือน เมื่อได้ยิน “เสียงที่คุ้นเคยอันดับหนึ่ง”
ทีมนักวิจัยทางประสาทวิทยาได้ทำการศึกษาในทารกน้อยวัย 7 เดือน ซึ่งเป็นช่วงวัยที่กำลังเริ่มพัฒนาทักษะทางสังคมอย่างก้าวกระโดด โดยการบันทึกคลื่นสมอง (Brain Activity) เพื่อดูว่าสมองของเด็ก ๆ มีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเปรียบเทียบกับเสียงที่ไม่คุ้นเคย
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมากค่ะ! พวกเขาพบว่า สมองของทารกสามารถติดตามและตอบสนองต่อ เสียงของแม่ ได้อย่างแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากกว่าเสียงของคนแปลกหน้าอย่างเห็นได้ชัด ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น “ก่อนที่ทารกจะพูดได้เสียอีก” นั่นหมายความว่า แม้ลูกน้อยจะยังไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ที่คุณแม่พูด แต่สมองส่วนการรับรู้ของเขาได้ทำการ “แยกแยะ” และ “ให้ความสำคัญ” กับเสียงของแม่เป็นอันดับหนึ่งเรียบร้อยแล้ว สมองของลูกเรียนรู้ที่จะปฏิบัติกับเสียงทางสังคมที่คุ้นเคย แตกต่างจากเสียงของคนแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิงค่ะ

เสียงของแม่ ควบคุม “สายตา” และ “การจดจำใบหน้า” ของลูกได้อย่างไร?
ความมหัศจรรย์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การได้ยินค่ะ แต่นักวิจัยยังค้นพบกลไกการเชื่อมโยงระหว่างประสาทสัมผัส (Multisensory Integration) ที่แปลกใหม่ นั่นคือ เสียงของแม่ สามารถเปลี่ยนวิธีการที่ทารก “มองเห็นและจดจำใบหน้า” ได้ด้วย
จากการทดลอง เมื่อทีมวิจัยให้ทารกดูภาพใบหน้าใหม่ ๆ (คนแปลกหน้า) พร้อมกับเปิดเสียงระบบสัมผัสที่แตกต่างกัน ผลปรากฏว่า
- เมื่อเปิดเสียงคนแปลกหน้าควบคู่ไปด้วย: สมองของทารกจะเกิดการประมวลผลทางสายตาที่รุนแรงและตื่นตัวมากขึ้น เพื่อจดจำใบหน้าใหม่นั้น
- เมื่อเปิดเสียงของแม่ควบคู่ไปด้วย: สมองของทารกจะผ่อนคลายลงในการประมวลผลใบหน้าแปลกหน้า เพราะความสนใจหลักถูกดึงดูดไปที่เสียงของแม่
กลไกนี้กำลังบอกเราว่า เสียงของแม่ทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและเป็นหลักยึดในใจ ทำให้สมองของลูกรู้ว่าต้องแบ่งพลังงานไปโฟกัสกับสิ่งรอบตัวอย่างไร ช่วยให้ทารกเริ่มเรียนรู้ที่จะจัดระเบียบการรับรู้และสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง “สิ่งที่คุณแม่พูด” กับ “สิ่งที่เป็นอยู่รอบตัว” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Note: การทำงานร่วมกันระหว่างหู (การได้ยินเสียงแม่) และตา (การมองหน้าผู้คน) ในวัยทารกนี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาทักษะทางสังคม เมื่อเด็กเติบโตขึ้น
เทคนิคพลังเสียงคุณแม่ ใช้ “เสียงแม่สร้างสมองลูก” ให้ฉลาดสมวัย
เมื่อรู้แล้วว่าเสียงแม่สร้างสมองลูกและขับเคลื่อนพัฒนาการได้ขนาดนี้ คุณแม่ยุคใหม่จะนำความรู้นี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไรดี? theAsianparent มีคำแนะนำง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกวันมาฝากค่ะ
1. พูดคุยกับลูกด้วยเสียงสอง เสียงสาม
อย่าเขินอายที่จะใช้เสียงสูง ลากเสียงยาว หรือทำน้ำเสียงทุ้มหวานใส่อุ้มลูกค่ะ ในทางจิตวิทยาเด็กเรียกสิ่งนี้ว่า Parentese หรือ Motherese ซึ่งเป็นน้ำเสียงที่ทารกชอบที่สุด การพูดแบบนี้ร่วมกับพลังเสียงของแม่จะยิ่งช่วยให้สมองลูกหลั่งสารแห่งความสุข และกระตุ้นให้ระบบประสาทส่วนการฟังทำงานได้อย่างเต็มที่
2. สบตาลูกทุกครั้งที่พูด
วิจัยพบว่า เสียงของแม่ ส่งผลต่อการมองเห็นและการรับรู้ใบหน้า ดังนั้น เวลาเล่านิทาน ร้องเพลงให้ลูกฟัง หรือพูดคุยกับลูก ให้พยายามก้มลงไปให้อยู่ในระดับสายตาของลูก (ประมาณ 8-12 นิ้วสำหรับทารกแรกเกิด และระยะสายตาปกติสำหรับ 6 เดือนขึ้นไป) เพื่อให้สมองของลูกเชื่อมโยง เสียงของแม่ เข้ากับการเคลื่อนไหวของใบหน้า ซึ่งจะช่วยเสริมพัฒนาการสมองทารกในการจำหน้าแม่ได้เร็วขึ้น

3. เล่าทุกกิจกรรมที่กำลังจะทำ
ไม่ว่าคุณแม่กำลังจะเปลี่ยนผ้าอ้อม ชงนม หรือพาลูกไปอาบน้ำ ให้ใช้วิธี “พากย์เสียง” สิ่งที่กำลังจะทำ เช่น “ตอนนี้คุณแม่กำลังจะเช็ดตัวให้หนูแล้วนะคร้าบ น้ำอุ่น ๆ สบายตัวจังเลย” การทำแบบนี้บ่อย ๆ จะช่วยดึงความสนใจของลูกให้โฟกัสอยู่กับสิ่งตรงหน้า ช่วยลดอาการงอแง และสร้างเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงคำศัพท์กับสิ่งของรอบตัวได้เร็วขึ้นค่ะ
4. หลีกเลี่ยง “เสียงรบกวน”
เนื่องจากสมองของทารกวัยนี้กำลังเรียนรู้ที่จะแยกแยะเสียงคุ้นเคยออกจากเสียงแปลกใหม่ การเปิดทีวีทิ้งไว้ หรือเปิดคลิปวิดีโอเสียงดัง ๆ คลอตลอดเวลา จะกลายเป็นมลพิษทางเสียงที่รบกวนการทำงานของสมอง ดังนั้น เวลาที่คุณแม่จะคุยหรือเล่นกับลูก ควรปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เพื่อปล่อยให้เสียงแม่สร้างสมองลูกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 100% โดยไม่มีเสียงอื่นมารบกวน
ไม่ใช่แค่เสียงแม่ แต่ “อ้อมกอดและกลิ่นกาย” ก็สำคัญ
ทีมวิจัยได้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ในอนาคตวิทยาศาสตร์กำลังจะศึกษาเพิ่มเติมว่าประสาทสัมผัสอื่น ๆ เช่น “กลิ่นของแม่” และ “การสัมผัส” ส่งผลต่อการจัดระเบียบสมองของทารกอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดในตอนนี้คือ ความสัมพันธ์ทางสายใยในครอบครัวและการเลี้ยงลูกเชิงบวก ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมองเด็ก
การส่งน้ำเสียงที่อบอุ่น อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความรักในทุก ๆ วัน คือการสร้างสมองลูกให้พร้อมที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่ฉลาด มีความมั่นใจ และมีทักษะทางสังคมที่ดีเยี่ยมในอนาคตค่ะ
ที่มา : neurosciencenews.com , Doctor ASKY
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
วิจัยยืนยัน! อ้อมกอดของพ่อแม่ ยิ่งมาก ยิ่งทำให้ลูกพึ่งพาตัวเองได้เร็วขึ้น
วิจัยชี้! เมื่อแม่คลาดสายตา ฮอร์โมนเครียดในทารก จะพุ่งสูงในเสี้ยววินาที!
ทารกอ่านคนออก จริงไหม? ทำไมลูกถึงยิ้มให้คนนี้ แต่กลับร้องไห้เมื่ออยู่กับคนนั้น!
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!