คุณแม่ตั้งครรภ์จำนวนมากสงสัยว่า ลูกในท้อง “ได้ยิน” และ “ชอบ” เสียงแบบไหนกันแน่ คำตอบคือ ตั้งแต่กลางไตรมาสที่สอง ระบบการได้ยินของทารกจะเริ่มทำงาน และพัฒนาอย่างรวดเร็ว เสียงต่าง ๆ รอบตัวแม่ ตั้งแต่เสียงหัวใจ เสียงการไหลเวียนของเลือด เสียงพูดของพ่อแม่ ไปจนถึงดนตรี ล้วนผ่านน้ำคร่ำเข้าสู่หูของลูก การเลือก เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด อย่างเหมาะสม จึงไม่ได้มีผลแค่ทำให้ลูก “สงบ” แต่ยังช่วยกระตุ้นเครือข่ายระบบประสาท ที่เกี่ยวข้องกับภาษา ความจำ และการควบคุมอารมณ์ นอกจากนี้ “เสียง” ยังเป็นสะพานใจที่เชื่อมพ่อแม่ลูก ให้เกิดความผูกพันตั้งแต่ก่อนลืมตาดูโลก

ลูกเริ่ม “ได้ยิน” เมื่อไหร่
- สัปดาห์ที่ 18–20: โครงสร้างหูชั้นนอก และชั้นกลาง เริ่มพัฒนา ลูกเริ่ม “รับรู้การสั่นสะเทือน” และได้ยินเสียงทุ้ม ได้มากกว่าเสียงแหลม
- สัปดาห์ที่ 25–28: ระบบประสาทรับเสียงสื่อสารกับสมองดีขึ้น ลูกเริ่ม “จำ” โทนเสียงที่คุ้นเคย เช่น เสียงแม่ เสียงพ่อ หรือทำนองเพลงที่เปิดซ้ำ
- รูปแบบเสียงที่ลูกได้ยิน: ผ่านชั้นผิวหนัง มดลูก น้ำคร่ำ จึงถูกกรองให้ “นุ่ม” ลง โทนต่ำ (เสียงเบส, จังหวะหัวใจ, เสียงผู้ชาย) ผ่านได้ดีเป็นพิเศษ
- การตอบสนองที่สังเกตได้: บางช่วงลูกอาจดิ้น ขยับ หรือหัวใจเต้นเร็วขึ้น เมื่อได้ยินเสียงบางแบบ โดยเฉพาะเสียงที่ดัง หรือเกิดขึ้นกะทันหัน
ทำไม “เสียง” ถึงบำรุงสมอง และหัวใจลูก
- สมองกับภาษา: โทนและจังหวะเสียง ช่วยจัดรูปแบบการทำงานของสมอง ในส่วนการได้ยินและภาษา เด็กแรกเกิดที่คุ้นเสียงแม่และพ่อ มักหันหาเสียงนั้นได้เร็วขึ้น
- ฮอร์โมนแห่งความสงบ: เมื่อแม่ผ่อนคลายระหว่างฟังเพลง หรือเสียงธรรมชาติ ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ส่งผลทางอ้อม ให้ลูกสบายตัวและสงบ
- ความผูกพัน: การพูดคุย ร้องเพลง และอ่านนิทาน สร้าง “รหัสเสียง” ที่ลูกจะสามารถจดจำได้ พอหลังจากคลอด เสียงที่คุ้นเคยเหล่านี้ จะช่วยปลอบลูกได้ดี

7 อันดับ เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด
อันดับต่าง ๆ ด้านล่าง วัดจากความคุ้นเคยตามธรรมชาติ ความปลอดภัย และความง่ายในการทำซ้ำ คุณแม่สามารถปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้เลย
1. เสียงหัวใจแม่ – จังหวะชีวิตที่ลูกคุ้นที่สุด
- เป็นเสียงที่อยู่ใกล้ชิดลูกที่สุด คุ้นเคยที่สุด ฟังทั้งวันตั้งแต่ยังเล็ก จังหวะสม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกปลอดภัย
- ให้คุณแม่หายใจลึก ๆ ช้า ๆ โอบกอดหน้าท้อง แตะฝ่ามือลงเบา ๆ ฟังจังหวะหัวใจตนเอง ผ่านการรับรู้ของลูก
- เคล็ดลับ: ใช้ช่วง “ก่อนนอน” 5–10 นาที ทำทุกวัน จะเป็นการผ่อนคลาย ทั้งแม่และลูก
2. เสียงพูดของแม่ – ห้องเรียนภาษาที่เริ่มตั้งแต่ครรภ์
- โทนเสียงของแม่ สามารถผ่านน้ำคร่ำได้ดี ลูกได้ยินบ่อยที่สุด จึงจำโทน และจังหวะได้
- แนะนำให้คุณแม่เล่าเรื่องประจำวัน อ่านนิทานสั้น ๆ พูดคุยกับลูกบ่อย ๆ เช่น “วันนี้ลูกเป็นยังไงบ้าง แม่อยากเจอหนูแล้ว”
3. เสียงของพ่อ – เสียงโทนทุ้มสร้างสายใยพิเศษ
- เสียงโทนทุ้มผ่านน้ำคร่ำได้ดี ลูกแยกแยะได้ว่าคนนี้ “ไม่ใช่แม่ แต่ปลอดภัย”
- ควรให้พ่อพูดกับลูก วันละ 3–5 นาที ใกล้หน้าท้องพอประมาณ (ไม่ต้องแนบ) อาจจะเล่าเรื่องสั้น ๆ หรือพูดส่งกำลังใจให้แม่ เพื่อเสริมความผูกพันพ่อลูกตั้งแต่ครรภ์
- ไอเดียสำหรับพ่อแม่มือใหม่ อาจให้พ่ออ่านนิทานหน้าที่ 1–2 ส่วนแม่อ่านหน้าที่ 3–4 สลับกัน เพื่อสร้างสายใยครอบครัวตั้งแต่ในครรภ์
4. เพลงจังหวะช้า ฟังสบาย (Lullaby / Acoustic / Classical)
- เพลงจังหวะช้า ๆ ประมาณ 60–80 bpm ใกล้กับอัตราชีพจรพัก ทำให้ทั้งแม่และลูกผ่อนคลาย
- คุณแม่อาจสร้างเพลย์ลิสต์ก่อนนอน สำหรับเปิดเบา ๆ 20 นาที เพื่อเปิดระหว่างคุยกับลูก ในระดับความดังที่แม่ยังคุยกันได้สบาย
- ข้อควรระวัง ให้หลีกเลี่ยงเสียงสูงแหลมจัด หรือเพลงที่เปลี่ยนไดนามิกกะทันหัน
5. เสียงธรรมชาติ (ฝน, ลม, คลื่น, น้ำไหล)
- เสียงธรรมชาติ ถือเป็นเสียงที่ดังต่อเนื่อง, คาดเดาได้, โทนต่ำ ทำงานคล้าย white noise แต่นุ่มกว่า
- ลองเปิดเสียงธรรมชาติ 10–20 นาที ช่วงก่อนนอน หรือเปิดพร้อมการหายใจแบบ 4–4 (เข้า 4 วินาที/ออก 4 วินาที)
- ถ้าหากวันไหนฝนตกจริง ๆ ลองยืนฟังฝนที่ระเบียงสักครู่ ก็เป็นเสียงที่ดีต่อเด็กในครรภ์เช่นเดียวกัน
6. เสียงดนตรีอะคูสติก เสียงเปียโน เครื่องสายคลอเบา ๆ
- โทนอะคูสติก มีฮาร์มอนิกที่อ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง ชวนให้มีสมาธิ
- ให้แม่เลือกเพลงที่ยาว 3–5 นาที ต่อกันสัก 3 เพลง รวมประมาณ 15 นาที/ครั้ง เปิดฟังวันละ 1–2 ครั้ง
- ไม่จำเป็นต้องยึดติดแค่แนวโมสาร์ตเท่านั้น แต่ให้เลือกสิ่งที่แม่ฟังแล้วสบายใจ เพราะปัจจัยสำคัญที่สุด คือคุณแม่ฟังแล้วต้องผ่อนคลาย
7. เสียงในร่างกายของแม่
- เสียงต่าง ๆ ในร่างกายของแม่ เช่น เสียงหายใจ เสียงระบบไหลเวียนเลือด ที่ลูกได้ยินทั้งวัน จะให้ความรู้สึกปลอดภัย
- คุณแม่อาจลองฝึกหายใจช้า ๆ ลึก ๆ ประมาณ 5 นาที วางมือบนท้อง เพื่อสื่อสารกับลูกว่าทุกอย่างปลอดภัยดี
- การทำแบบนี้ จะช่วยให้คุณแม่ลดความกังวล แถมยังช่วยคลายกล้ามเนื้อไหล่ คอ และหลังได้ด้วยค่ะ

เสียงที่ควรหลีกเลี่ยง
- เสียงดังเกิน 85 เดซิเบล ที่ดังต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น คอนเสิร์ต, เสียงเจาะถนน, เสียงในโรงงาน
- เสียงที่ดังกะทันหัน หรือเสียงกระแทกซ้ำ ๆ เพราะมีโอกาสทำให้หัวใจลูกเต้นเร็วผิดปกติ
- ระมัดระวังการแนบลำโพงกับหน้าท้องโดยตรง เพราะเสียงอาจดังเกินไป โดยที่คุณแม่ไม่รู้ตัว
- เพลงที่ไดนามิกแกว่งแรง เดี๋ยวดัง เดี๋ยวเบา อาจทำให้ลูกตกใจแล้วสะดุ้งบ่อย
หลักจำง่าย: ถ้าเสียงดังเกินไป จนแม่ต้องตะโกนคุยกับคนข้าง ๆ นาน ๆ ให้คุณแม่หลีกลี่ยง หรือลดเวลา ในการอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้น
คำถามที่แม่ถามบ่อยเกี่ยวกับ เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด
- เปิดเพลงตั้งแต่กี่สัปดาห์ดี?
เริ่มเปิดเพลงให้ลูกฟังได้ ตั้งแต่ช่วง 24–28 สัปดาห์ขึ้นไป แต่การพูดกับลูก ทำได้ตั้งแต่รู้ว่าท้องเลยค่ะ
ไม่จำเป็นค่ะ เป็นเพลงอะไรก็ได้ที่จังหวะนุ่มนวล ช้า สม่ำเสมอ การที่แม่ฟังแล้วผ่อนคลาย สำคัญกว่าชื่อศิลปิน หรือแนวเพลงนะคะ
จริง ๆ แล้วไม่จำเป็น การเปิดลำโพงเบา ๆ ห่างท้องพอประมาณ ก็ปลอดภัย และเพียงพอต่อความต้องการ
- เปิดเสียงเหล่านั้นทิ้งไว้ทั้งคืนได้ไหม?
ไม่แนะนำ แนะนำให้เปิดเป็นช่วงเวลาเฉพาะ (10–20 นาที) สมองจะเรียนรู้ช่วงเวลาผ่อนคลายได้ชัดเจนกว่า
- ลูกดิ้นแรงขึ้นตอนเปิดเพลง แปลว่าเขาชอบไหม?
อาจทั้งชอบ และไม่ชอบ ถ้าดิ้นแรงลักษณะสะดุ้ง หรือแม่ไม่สบายตัว ให้ลดเสียง หรือหยุดพักแล้วสังเกต
- สามารถเปิดพอดแคสต์ หรือข่าวให้ลูกฟังด้วยได้ไหม?
ได้ค่ะ หากโทนสบาย ไม่ตึงเครียด และไม่มีเสียงดังเฉียบพลัน แต่แนะนำให้แม่เลี่ยงสิ่งที่มีเนื้อหาตื่นเต้น ในช่วงก่อนนอน
ใช้เสียงธรรมชาติ เสียงเพลงกล่อมเด็ก เปิดคลอ ๆ เบา ๆ เพื่อกลบเสียงแหลมเป็นช่วง ๆ
เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานของการได้ยินในครรภ์ เลือกเสียงให้อยู่ในโซน “นุ่ม–ช้า–ต่อเนื่อง–เบาพอดี” จะได้ทั้งความสงบของแม่ การกระตุ้นที่พอดีของลูก และสายใยที่แน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน จำไว้ว่า สิ่งที่ลูกต้องการที่สุด ไม่ใช่เพลงดัง ๆ หรืออุปกรณ์ราคาแพง แต่คือเวลาคุณภาพ เสียงพูดคุยที่อ่อนโยน และหัวใจที่ผ่อนคลายของแม่และพ่อ เพราะทั้งหมดนี้คือ เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด ค่ะ
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
แม่ชอบคุยกับลูกในท้อง แล้วลูกได้ยินจริงไหม ทำไมลูกในครรภ์ถึงฟังเสียงแม่ออก?
เสียง White Noise แบบไหน ทารก ชอบที่สุด? ช่วยลูกหลับง่าย ไม่ต้องอุ้มกล่อมเป็นชั่วโมง
วิทยาศาสตร์ยืนยัน! แค่ได้ยินเสียงลูกร้อง สมองของแม่ ก็เปลี่ยนแปลงทันที
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!