TAP top app download banner
theAsianparent
theAsianparent
คู่มือสินค้า
  • TAP Awards 2025
  • อยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอด
  • สุขภาพและโภชนาการ
  • ลูก
  • ชีวิตครอบครัว
  • การศึกษา
  • ผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอ
  • คอมมูนิตี้
  • ชอปปิง
  • VIP
เข้าสู่ระบบ
    • บทความ
  • TAP Awards 2025TAP Awards 2025
  • อยากท้องอยากท้อง
  • แม่ท้อง แม่ให้นมแม่ท้อง แม่ให้นม
  • แม่ผ่าคลอดแม่ผ่าคลอด
  • หลังคลอดหลังคลอด
  • สุขภาพและโภชนาการสุขภาพและโภชนาการ
  • ลูกลูก
  • ชีวิตครอบครัวชีวิตครอบครัว
  • การศึกษาการศึกษา
  • ผู้หญิงผู้หญิง
  • ไลฟ์สไตล์ไลฟ์สไตล์
  • วิดีโอวิดีโอ
  • คอมมูนิตี้คอมมูนิตี้
  • ชอปปิงชอปปิง
  • VIPVIP
    • สังคมออนไลน์
  • โพล
  • ความจำ
  • อาหาร
  • สูตรอาหาร
  • หัวข้อ
  • อ่านบทความ
    • ติดตาม
  • ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์
  • ติดตามพััฒนาการของลูกน้อย
    • ของรางวัล
  • ของรางวัลของรางวัล
  • การประกวด
  • VIP ParentsVIP Parents
    • อื่นๆ
  • ผลตอบรับ

นโยบายความเป็นส่วนตัวกฎการใช้งานคอมมูนิตี้แผนผังเว็บไซต์

ดาวน์โหลดแอปฟรี

google play store
app store

7 อันดับ เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด กระตุ้นพัฒนาการ และความผูกพัน

บทความ 5 นาที
7 อันดับ เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด กระตุ้นพัฒนาการ และความผูกพัน

จัดอันดับ 7 เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด ที่ไม่ได้มีแค่ดนตรี แต่รวมถึงเสียงหัวใจแม่ เสียงพ่อ และเสียงธรรมชาติ พร้อมเคล็ดลับสร้างสายใยแม่ลูก

คุณแม่ตั้งครรภ์จำนวนมากสงสัยว่า ลูกในท้อง “ได้ยิน” และ “ชอบ” เสียงแบบไหนกันแน่ คำตอบคือ ตั้งแต่กลางไตรมาสที่สอง ระบบการได้ยินของทารกจะเริ่มทำงาน และพัฒนาอย่างรวดเร็ว เสียงต่าง ๆ รอบตัวแม่ ตั้งแต่เสียงหัวใจ เสียงการไหลเวียนของเลือด เสียงพูดของพ่อแม่ ไปจนถึงดนตรี ล้วนผ่านน้ำคร่ำเข้าสู่หูของลูก การเลือก เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด อย่างเหมาะสม จึงไม่ได้มีผลแค่ทำให้ลูก “สงบ” แต่ยังช่วยกระตุ้นเครือข่ายระบบประสาท ที่เกี่ยวข้องกับภาษา ความจำ และการควบคุมอารมณ์ นอกจากนี้ “เสียง” ยังเป็นสะพานใจที่เชื่อมพ่อแม่ลูก ให้เกิดความผูกพันตั้งแต่ก่อนลืมตาดูโลก

เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด

ลูกเริ่ม “ได้ยิน” เมื่อไหร่

  • สัปดาห์ที่ 18–20: โครงสร้างหูชั้นนอก และชั้นกลาง เริ่มพัฒนา ลูกเริ่ม “รับรู้การสั่นสะเทือน” และได้ยินเสียงทุ้ม ได้มากกว่าเสียงแหลม
  • สัปดาห์ที่ 25–28: ระบบประสาทรับเสียงสื่อสารกับสมองดีขึ้น ลูกเริ่ม “จำ” โทนเสียงที่คุ้นเคย เช่น เสียงแม่ เสียงพ่อ หรือทำนองเพลงที่เปิดซ้ำ
  • รูปแบบเสียงที่ลูกได้ยิน: ผ่านชั้นผิวหนัง มดลูก น้ำคร่ำ จึงถูกกรองให้ “นุ่ม” ลง โทนต่ำ (เสียงเบส, จังหวะหัวใจ, เสียงผู้ชาย) ผ่านได้ดีเป็นพิเศษ
  • การตอบสนองที่สังเกตได้: บางช่วงลูกอาจดิ้น ขยับ หรือหัวใจเต้นเร็วขึ้น เมื่อได้ยินเสียงบางแบบ โดยเฉพาะเสียงที่ดัง หรือเกิดขึ้นกะทันหัน

ทำไม “เสียง” ถึงบำรุงสมอง และหัวใจลูก

  • สมองกับภาษา: โทนและจังหวะเสียง ช่วยจัดรูปแบบการทำงานของสมอง ในส่วนการได้ยินและภาษา เด็กแรกเกิดที่คุ้นเสียงแม่และพ่อ มักหันหาเสียงนั้นได้เร็วขึ้น
  • ฮอร์โมนแห่งความสงบ: เมื่อแม่ผ่อนคลายระหว่างฟังเพลง หรือเสียงธรรมชาติ ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ส่งผลทางอ้อม ให้ลูกสบายตัวและสงบ
  • ความผูกพัน: การพูดคุย ร้องเพลง และอ่านนิทาน สร้าง “รหัสเสียง” ที่ลูกจะสามารถจดจำได้ พอหลังจากคลอด เสียงที่คุ้นเคยเหล่านี้ จะช่วยปลอบลูกได้ดี

เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด

7 อันดับ เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด

อันดับต่าง ๆ ด้านล่าง วัดจากความคุ้นเคยตามธรรมชาติ ความปลอดภัย และความง่ายในการทำซ้ำ คุณแม่สามารถปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้เลย

1. เสียงหัวใจแม่ – จังหวะชีวิตที่ลูกคุ้นที่สุด

  • เป็นเสียงที่อยู่ใกล้ชิดลูกที่สุด คุ้นเคยที่สุด ฟังทั้งวันตั้งแต่ยังเล็ก จังหวะสม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกปลอดภัย
  • ให้คุณแม่หายใจลึก ๆ ช้า ๆ โอบกอดหน้าท้อง แตะฝ่ามือลงเบา ๆ ฟังจังหวะหัวใจตนเอง ผ่านการรับรู้ของลูก
  • เคล็ดลับ: ใช้ช่วง “ก่อนนอน” 5–10 นาที ทำทุกวัน จะเป็นการผ่อนคลาย ทั้งแม่และลูก

2. เสียงพูดของแม่ – ห้องเรียนภาษาที่เริ่มตั้งแต่ครรภ์

  • โทนเสียงของแม่ สามารถผ่านน้ำคร่ำได้ดี ลูกได้ยินบ่อยที่สุด จึงจำโทน และจังหวะได้
  • แนะนำให้คุณแม่เล่าเรื่องประจำวัน อ่านนิทานสั้น ๆ พูดคุยกับลูกบ่อย ๆ เช่น “วันนี้ลูกเป็นยังไงบ้าง แม่อยากเจอหนูแล้ว”

3. เสียงของพ่อ – เสียงโทนทุ้มสร้างสายใยพิเศษ

  • เสียงโทนทุ้มผ่านน้ำคร่ำได้ดี ลูกแยกแยะได้ว่าคนนี้ “ไม่ใช่แม่ แต่ปลอดภัย”
  • ควรให้พ่อพูดกับลูก วันละ 3–5 นาที ใกล้หน้าท้องพอประมาณ (ไม่ต้องแนบ) อาจจะเล่าเรื่องสั้น ๆ หรือพูดส่งกำลังใจให้แม่ เพื่อเสริมความผูกพันพ่อลูกตั้งแต่ครรภ์
  • ไอเดียสำหรับพ่อแม่มือใหม่ อาจให้พ่ออ่านนิทานหน้าที่ 1–2 ส่วนแม่อ่านหน้าที่ 3–4 สลับกัน เพื่อสร้างสายใยครอบครัวตั้งแต่ในครรภ์

4. เพลงจังหวะช้า ฟังสบาย (Lullaby / Acoustic / Classical)

  • เพลงจังหวะช้า ๆ ประมาณ 60–80 bpm ใกล้กับอัตราชีพจรพัก ทำให้ทั้งแม่และลูกผ่อนคลาย
  • คุณแม่อาจสร้างเพลย์ลิสต์ก่อนนอน สำหรับเปิดเบา ๆ 20 นาที เพื่อเปิดระหว่างคุยกับลูก ในระดับความดังที่แม่ยังคุยกันได้สบาย
  • ข้อควรระวัง ให้หลีกเลี่ยงเสียงสูงแหลมจัด หรือเพลงที่เปลี่ยนไดนามิกกะทันหัน

5. เสียงธรรมชาติ (ฝน, ลม, คลื่น, น้ำไหล)

  • เสียงธรรมชาติ ถือเป็นเสียงที่ดังต่อเนื่อง, คาดเดาได้, โทนต่ำ ทำงานคล้าย white noise แต่นุ่มกว่า
  • ลองเปิดเสียงธรรมชาติ 10–20 นาที ช่วงก่อนนอน หรือเปิดพร้อมการหายใจแบบ 4–4 (เข้า 4 วินาที/ออก 4 วินาที)
  • ถ้าหากวันไหนฝนตกจริง ๆ ลองยืนฟังฝนที่ระเบียงสักครู่ ก็เป็นเสียงที่ดีต่อเด็กในครรภ์เช่นเดียวกัน

6. เสียงดนตรีอะคูสติก เสียงเปียโน เครื่องสายคลอเบา ๆ

  • โทนอะคูสติก มีฮาร์มอนิกที่อ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง ชวนให้มีสมาธิ
  • ให้แม่เลือกเพลงที่ยาว 3–5 นาที ต่อกันสัก 3 เพลง รวมประมาณ 15 นาที/ครั้ง เปิดฟังวันละ 1–2 ครั้ง
  • ไม่จำเป็นต้องยึดติดแค่แนวโมสาร์ตเท่านั้น แต่ให้เลือกสิ่งที่แม่ฟังแล้วสบายใจ เพราะปัจจัยสำคัญที่สุด คือคุณแม่ฟังแล้วต้องผ่อนคลาย

7. เสียงในร่างกายของแม่

  • เสียงต่าง ๆ ในร่างกายของแม่ เช่น เสียงหายใจ เสียงระบบไหลเวียนเลือด ที่ลูกได้ยินทั้งวัน จะให้ความรู้สึกปลอดภัย
  • คุณแม่อาจลองฝึกหายใจช้า ๆ ลึก ๆ ประมาณ 5 นาที วางมือบนท้อง เพื่อสื่อสารกับลูกว่าทุกอย่างปลอดภัยดี
  • การทำแบบนี้ จะช่วยให้คุณแม่ลดความกังวล แถมยังช่วยคลายกล้ามเนื้อไหล่ คอ และหลังได้ด้วยค่ะ

เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด

เสียงที่ควรหลีกเลี่ยง

  • เสียงดังเกิน 85 เดซิเบล ที่ดังต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น คอนเสิร์ต, เสียงเจาะถนน, เสียงในโรงงาน
  • เสียงที่ดังกะทันหัน หรือเสียงกระแทกซ้ำ ๆ เพราะมีโอกาสทำให้หัวใจลูกเต้นเร็วผิดปกติ
  • ระมัดระวังการแนบลำโพงกับหน้าท้องโดยตรง เพราะเสียงอาจดังเกินไป โดยที่คุณแม่ไม่รู้ตัว
  • เพลงที่ไดนามิกแกว่งแรง เดี๋ยวดัง เดี๋ยวเบา อาจทำให้ลูกตกใจแล้วสะดุ้งบ่อย

หลักจำง่าย: ถ้าเสียงดังเกินไป จนแม่ต้องตะโกนคุยกับคนข้าง ๆ นาน ๆ ให้คุณแม่หลีกลี่ยง หรือลดเวลา ในการอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้น

คำถามที่แม่ถามบ่อยเกี่ยวกับ เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด

  • เปิดเพลงตั้งแต่กี่สัปดาห์ดี?

เริ่มเปิดเพลงให้ลูกฟังได้ ตั้งแต่ช่วง 24–28 สัปดาห์ขึ้นไป แต่การพูดกับลูก ทำได้ตั้งแต่รู้ว่าท้องเลยค่ะ

  • โมสาร์ตจำเป็นไหม?

ไม่จำเป็นค่ะ เป็นเพลงอะไรก็ได้ที่จังหวะนุ่มนวล ช้า สม่ำเสมอ การที่แม่ฟังแล้วผ่อนคลาย สำคัญกว่าชื่อศิลปิน หรือแนวเพลงนะคะ

  • หูฟังครรภ์ดีไหม?

จริง ๆ แล้วไม่จำเป็น การเปิดลำโพงเบา ๆ ห่างท้องพอประมาณ ก็ปลอดภัย และเพียงพอต่อความต้องการ

  • เปิดเสียงเหล่านั้นทิ้งไว้ทั้งคืนได้ไหม?

ไม่แนะนำ แนะนำให้เปิดเป็นช่วงเวลาเฉพาะ (10–20 นาที) สมองจะเรียนรู้ช่วงเวลาผ่อนคลายได้ชัดเจนกว่า

  • ลูกดิ้นแรงขึ้นตอนเปิดเพลง แปลว่าเขาชอบไหม?

อาจทั้งชอบ และไม่ชอบ ถ้าดิ้นแรงลักษณะสะดุ้ง หรือแม่ไม่สบายตัว ให้ลดเสียง หรือหยุดพักแล้วสังเกต

  • สามารถเปิดพอดแคสต์ หรือข่าวให้ลูกฟังด้วยได้ไหม?

ได้ค่ะ หากโทนสบาย ไม่ตึงเครียด และไม่มีเสียงดังเฉียบพลัน แต่แนะนำให้แม่เลี่ยงสิ่งที่มีเนื้อหาตื่นเต้น ในช่วงก่อนนอน

  • บ้านเสียงดังทำอย่างไรดี?

ใช้เสียงธรรมชาติ เสียงเพลงกล่อมเด็ก เปิดคลอ ๆ เบา ๆ เพื่อกลบเสียงแหลมเป็นช่วง ๆ

เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานของการได้ยินในครรภ์ เลือกเสียงให้อยู่ในโซน “นุ่ม–ช้า–ต่อเนื่อง–เบาพอดี” จะได้ทั้งความสงบของแม่ การกระตุ้นที่พอดีของลูก และสายใยที่แน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน จำไว้ว่า สิ่งที่ลูกต้องการที่สุด ไม่ใช่เพลงดัง ๆ หรืออุปกรณ์ราคาแพง แต่คือเวลาคุณภาพ เสียงพูดคุยที่อ่อนโยน และหัวใจที่ผ่อนคลายของแม่และพ่อ เพราะทั้งหมดนี้คือ เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด ค่ะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แม่ชอบคุยกับลูกในท้อง แล้วลูกได้ยินจริงไหม ทำไมลูกในครรภ์ถึงฟังเสียงแม่ออก?

เสียง White Noise แบบไหน ทารก ชอบที่สุด? ช่วยลูกหลับง่าย ไม่ต้องอุ้มกล่อมเป็นชั่วโมง

วิทยาศาสตร์ยืนยัน! แค่ได้ยินเสียงลูกร้อง สมองของแม่ ก็เปลี่ยนแปลงทันที

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

Follow us on:
facebook-logo instagram-logo tiktok-logo
ddc-calendar
เตรียมความพร้อมสำหรับลูกน้อย โดยใส่วันครบกำหนดคลอดของคุณ
หรือ
คำนวณวันครบกำหนดคลอด
img
บทความโดย

PP.

  • หน้าแรก
  • /
  • เตรียมตัวเป็นผู้ปกครอง
  • /
  • 7 อันดับ เสียงที่ลูกในท้องชอบฟังที่สุด กระตุ้นพัฒนาการ และความผูกพัน
แชร์ :
  • “ของขวัญแห่งโอกาส” เพื่อลูกน้อยที่มีเพียงโอกาสเดียว: ทำความรู้จัก Cryoviva ธนาคารสเต็มเซลล์ มาตรฐานระดับโลกที่คุณพ่อคุณแม่ไว้วางใจ
    บทความจากพันธมิตร

    “ของขวัญแห่งโอกาส” เพื่อลูกน้อยที่มีเพียงโอกาสเดียว: ทำความรู้จัก Cryoviva ธนาคารสเต็มเซลล์ มาตรฐานระดับโลกที่คุณพ่อคุณแม่ไว้วางใจ

  • เริ่มเลย! สร้างลูกสมองดีได้ตั้งแต่ในครรภ์ พร้อมส่งต่อโภชนาการที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของลูก
    บทความจากพันธมิตร

    เริ่มเลย! สร้างลูกสมองดีได้ตั้งแต่ในครรภ์ พร้อมส่งต่อโภชนาการที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของลูก

  • คนท้องดมยาดม อันตรายไหม

    คนท้องดมยาดม อันตรายไหม

  • “ของขวัญแห่งโอกาส” เพื่อลูกน้อยที่มีเพียงโอกาสเดียว: ทำความรู้จัก Cryoviva ธนาคารสเต็มเซลล์ มาตรฐานระดับโลกที่คุณพ่อคุณแม่ไว้วางใจ
    บทความจากพันธมิตร

    “ของขวัญแห่งโอกาส” เพื่อลูกน้อยที่มีเพียงโอกาสเดียว: ทำความรู้จัก Cryoviva ธนาคารสเต็มเซลล์ มาตรฐานระดับโลกที่คุณพ่อคุณแม่ไว้วางใจ

  • เริ่มเลย! สร้างลูกสมองดีได้ตั้งแต่ในครรภ์ พร้อมส่งต่อโภชนาการที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของลูก
    บทความจากพันธมิตร

    เริ่มเลย! สร้างลูกสมองดีได้ตั้งแต่ในครรภ์ พร้อมส่งต่อโภชนาการที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของลูก

  • คนท้องดมยาดม อันตรายไหม

    คนท้องดมยาดม อันตรายไหม

ฟีด

ฟีด

ติดตามอ่านบทความที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องครอบครัว ไลฟ์สไตล์ ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ง่ายๆแค่ปลายนิ้ว

โพล

โพล

ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านโพลที่น่าสนใจ และติดตามผลโพลจากความเห็นของคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ

ความจำ

ความจำ

แชร์รูปของเจ้าตัวน้อยไว้ในที่ๆปลอดภัย

หัวข้อ

หัวข้อ

เข้าร่วมสังคมออนไลน์ของเราสิคะ

ติดตาม

ติดตาม

ติดตามพัฒนาการการตั้งครรภ์และพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละวัน

theAsianparent

ดาวน์โหลดแอปฟรี

Google PlayApp Store

จากคุณแม่รอบโลก

Singapore flag
Singapore
Thailand flag
Thailand
Indonesia flag
Indonesia
Philippines flag
Philippines
Malaysia flag
Malaysia
Vietnam flag
Vietnam

Partner Brands

Rumah123VIP ParentsMama's ChoiceTAP AwardsDBD Registered

© Copyright theAsianparent 2026 . All rights reserved

  • เกี่ยวกับเรา
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • ข้อกำหนดการใช้
  • แผนผังเว็บไซต์
  • เครื่องมือ
  • บทความ
  • ฟีด
  • โพล

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับคุณ. เรียนรู้เพิ่มเติมตกลง เข้าใจแล้ว