เตือนแม่ท้อง! สารเคมีตลอดกาล (PFAS) ภัยเงียบทำลายพัฒนาการทารกในครรภ์

อันตรายจากสารเคมีตลอดกาล (PFAS) ที่แทรกซึมผ่านรกสู่ลูกน้อย ส่งผลต่อสมอง น้ำหนักแรกเกิด และพัฒนาการ พร้อมวิธีป้องกัน

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

คุณแม่ทราบหรือไม่ว่าในแต่ละวัน นอกจากเราจะดูแลเรื่องอาหารการกินและการพักผ่อนอย่างดีที่สุดแล้ว ยังมีภัยเงียบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแฝงตัวอยู่ในของใช้ประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นกล่องใส่อาหาร กระทะเคลือบ หรือแม้แต่น้ำดื่ม ซึ่งปัจจุบันวงการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังตื่นตัวอย่างมากกับภัยเงียบที่ชื่อว่า สารเคมีตลอดกาล หรือกลุ่มสาร PFAS สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ สารเหล่านี้ไม่ได้แค่สะสมในตัวคุณแม่ แต่สามารถ “แทรกซึมผ่านรก” ไปสู่ลูกน้อยในท้องได้โดยตรง

วันนี้เราจะพาคุณแม่ไปเจาะลึกข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุด เพื่อทำความเข้าใจถึง อันตรายจากสารเคมีเหล่านี้ ว่ามันส่งผลต่อ พัฒนาการทารกในครรภ์ อย่างไร พร้อมแนะนำ วิธีลดการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ลูกน้อยเติบโตอย่างสมบูรณ์และปลอดภัยที่สุดค่ะ

 

สารเคมีตลอดกาล คืออะไร และมาจากไหน?

สารเคมีตลอดกาล หรือ PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) คือกลุ่มสารสังเคราะห์ทางเคมีที่มีมากกว่าหลายพันชนิด คุณสมบัติเด่นของมันคือทนทานต่อความร้อน กันน้ำ และกันไขมันได้ดีเยี่ยม ด้วยโครงสร้างพันธะคาร์บอนและฟลูออรีนที่แข็งแรงมาก ทำให้มันแทบจะไม่สลายตัวเลยในธรรมชาติและในร่างกายมนุษย์ เราจึงมักพบ สารเคลือบกันน้ำกันมัน ชนิดนี้ในบรรจุภัณฑ์กระดาษใส่อาหาร กระทะเทฟลอน เสื้อผ้ากันน้ำ และแม้กระทั่งในเครื่องสำอาง

สิ่งที่น่าวิตกกังวลที่สุดสำหรับ ข้อควรระวังคนท้อง คือ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า การสะสมสารเคมีในสายสะดือ / รก เกิดขึ้นได้จริง ทารกจึงได้รับสาร PFAS และอนุภาคจิ๋วเหล่านี้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์

 

อันตรายจากสาร PFAS ต่อคนท้อง และทารกในครรภ์

เมื่อสารเคมีจิ๋วเหล่านี้ทะลุผ่านรกเข้าไปสู่ทารกได้ มันไม่ได้แค่ผ่านไปเฉยๆ แต่กลับเข้าไปรบกวนระบบต่างๆ ของร่างกายที่กำลังพัฒนา โดยงานวิจัยพบผลกระทบที่น่ากลัวดังนี้ค่ะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

1. ทำลาย พัฒนาการทางสมองเด็ก (Neurodevelopment)

สมองของทารกในครรภ์และเด็กแรกเกิดมีความเปราะบางต่อสารพิษสูงมาก งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าการได้รับสาร PFAS ตั้งแต่ในครรภ์เชื่อมโยงกับ พัฒนาการช้า ทั้งด้านการรับรู้ (Cognitive) การเคลื่อนไหว (Motor) และพัฒนาการด้านภาษา

  • ระดับไอคิวลดลง (IQ): มีการศึกษาพบว่าการได้รับสาร PFAS ในปริมาณสูงสัมพันธ์กับคะแนนประสิทธิภาพทางสติปัญญา (Performance IQ) ที่ลดลง โดยพบความเสี่ยงนี้อย่างชัดเจนในเด็กผู้ชาย
  • ความเสี่ยง สมาธิสั้นในเด็ก (ADHD) และ ออทิสติก (ASD): งานวิจัยจากหลายประเทศยืนยันว่าระดับ PFAS ที่สูงขึ้นในเลือดแม่ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลูกจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคออทิสติก (ASD) และมีอาการที่เกี่ยวข้องกับสมาธิสั้น (ADHD) เพิ่มขึ้น
  • รบกวนฮอร์โมนไทรอยด์: สาร PFAS สามารถเข้าไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์ทั้งในแม่และทารก ซึ่งฮอร์โมนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเซลล์สมองและระบบประสาทของลูก นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนการแสดงออกของยีน (Epigenetic changes) ในสมองของทารกได้อีกด้วย

2. เสี่ยงต่อภาวะ คลอดก่อนกำหนด และ ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย

นี่คืออีกหนึ่งผลกระทบที่รุนแรง งานวิจัยในระดับอภิมาน (Meta-analysis) ยืนยันว่าการได้รับสาร PFAS บางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์ มีความเชื่อมโยงกับ ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย และยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกกับการ คลอดก่อนกำหนด อย่างมีนัยสำคัญ สารเคมีเหล่านี้รบกวนการทำงานของรก ทำให้รกไม่สามารถส่งผ่านสารอาหารและออกซิเจนไปสู่ทารกได้อย่างเต็มที่

 

3. เพิ่มความเสี่ยง ภาวะครรภ์เป็นพิษ และกระทบการให้นมแม่

ไม่เพียงแต่ลูกน้อยเท่านั้น แต่ อันตรายจากสาร PFAS ต่อคนท้อง ยังสะท้อนให้เห็นผ่านสุขภาพของคุณแม่ด้วย งานวิจัยพบว่า PFAS เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของ ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายมาก ยิ่งไปกว่านั้น สารเคมีกลุ่มนี้ยังไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำนม ทำให้คุณแม่หลายท่านประสบปัญหา “ระยะเวลาการให้นมแม่สั้นลง” หรือน้ำนมแม่มาน้อยกว่าปกติ

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

How-to ปกป้องลูกน้อย: วิธีลดการรับสารเคมีฉบับแม่ท้อง

แม้ว่าเราจะอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยสารสังเคราะห์ แต่คุณแม่สามารถสร้างเกราะป้องกันให้ลูกน้อยได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันค่ะ

  • คนท้องใช้กระทะเทฟลอนได้ไหม?

คุณแม่สามารถใช้ได้หากกระทะยังอยู่ในสภาพดี แต่ ควรหลีกเลี่ยงกระทะเทฟลอนที่เก่า มีรอยขีดข่วน หรือสารเคลือบหลุดร่อน เพราะสารเคมีกลุ่ม PFAS และไมโครพลาสติกอาจปนเปื้อนลงสู่อาหารเมื่อโดนความร้อนสูง หากเป็นไปได้ แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้กระทะสแตนเลส กระทะเหล็ก (Cast iron) หรือเซรามิกที่ปลอดภัยกว่าค่ะ

  • อาหารคนท้อง / ภาชนะใส่อาหารที่ปลอดภัย

หลีกเลี่ยงการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษเคลือบมัน (เช่น ถุงป๊อปคอร์นไมโครเวฟ กระดาษห่อฟาสต์ฟู้ด) หรือกล่องโฟมและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพราะมักมี สารเคลือบกันน้ำกันมัน ควรเปลี่ยนมาใช้ปิ่นโตสแตนเลส กล่องใส่อาหารที่ทำจากแก้ว หรือภาชนะเซรามิกในการอุ่นและใส่อาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีความร้อนสูงหรือมีความมัน

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

  • วิธีลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน

ดื่มน้ำจากขวดแก้วหรือกระติกน้ำสแตนเลสแทนขวดพลาสติก และควรติดตั้งเครื่องกรองน้ำที่ได้มาตรฐาน (เช่น ระบบ RO หรือ Activated Carbon) ที่บ้าน เนื่องจากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่าน้ำดื่มประปาและแหล่งน้ำผิวดินมักมีการปนเปื้อนของสาร PFAS การกรองน้ำจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้มาก

  • ใส่ใจในการเลือกเครื่องสำอางและของใช้

คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว หรือไหมขัดฟันที่มีส่วนผสมของคำว่า “fluoro” หรือ “PTFE” ซึ่งมักอยู่ในผลิตภัณฑ์ประเภทติดทนนานหรือกันน้ำ ควรหันมาใช้ผลิตภัณฑ์สูตรออร์แกนิกหรือธรรมชาติแทน

  • รักษาความสะอาดในบ้าน

ฝุ่นในบ้านเป็นอีกหนึ่งแหล่งสะสมของสารเคมีที่หลุดลุ่ยมาจากเฟอร์นิเจอร์หรือเสื้อผ้า ควรดูดฝุ่นและถูบ้านด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ เป็นประจำ เพื่อลดการสูดดมสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย

แม้คำว่า สารเคมีตลอดกาล จะฟังดูน่ากลัวและเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา แต่การตระหนักรู้และระมัดระวังตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมหาศาลค่ะ เพียงแค่คุณแม่เริ่มปรับเปลี่ยน อาหารคนท้อง ใช้ภาชนะใส่อาหารที่ปลอดภัย เท่านี้ก็ช่วยปกป้องสมองและพัฒนาการของลูกรักให้เติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรงแล้วค่ะ!

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ช็อก! วิจัยล่าสุด พบไมโครพลาสติก ในน้ำนมแม่ ของคนไทย

แม่ท้องฝากครรภ์ไม่ครบอันตรายไหม? สภาพัฒน์เผยสถิติต่ำสุดในรอบ 8 ปี

ลูกในครรภ์ตัวเล็ก กินอะไรดี? บำรุงยังไงให้ลูกแข็งแรง?

 

ที่มา

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา