ตั้งแต่ยังเด็ก เด็กผู้ชายมักถูกสอนให้เชื่อว่าพวกเขาควรเก็บกดอารมณ์ของตัวเอง ด้วยกรอบความคิดที่ว่าเป็นลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง หรือคำพูดติดหูที่ว่า ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ และอย่าแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็น แต่งานวิจัยกลับชี้ว่ามันให้ผลตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ลูกชายไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา
หมดยุค ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้!
นี่คือ 4 เหตุผลสำคัญว่าทำไมการเลี้ยงดูเด็กผู้ชายให้รู้จักวิธีรับมือและแสดงอารมณ์ของตนเองจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง
1. เพราะเด็กผู้ชายก็มีความรู้สึกเช่นกัน
เรามักมีความคิดเหมารวมว่าเด็กผู้หญิงมีอารมณ์อ่อนไหวมากกว่า แต่ในความเป็นจริง เด็กผู้ชายก็ต้องรับมือกับความรู้สึกที่ท่วมท้นและยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากเด็กผู้หญิง แต่น่าเสียดายที่ Greater Good Magazine ระบุว่า เด็กผู้ชายถูกเลี้ยงดูมาใน “โลกที่มีขอบเขตทางอารมณ์ที่คับแคบกว่า” ที่ซึ่งคำสอนว่า ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ ทำให้มีเพียงอารมณ์บางอย่าง เช่น “ความโกรธ” เท่านั้นที่ถูกอนุญาตหรือกระทั่งถูกส่งเสริมด้วยซ้ำ ทำให้ความรู้สึกที่เปราะบางกว่าอย่าง “ความเศร้า” หรือ “ความกลัว” ถูกเพิกเฉยไป
2. เพราะการเก็บกดอารมณ์นำไปสู่พฤติกรรมเชิงลบ
ต่อเนื่องจากข้อแรก งานวิจัยชี้ว่าผู้ชายที่ถูกสอนให้เก็บกดอารมณ์ภายใต้ความเชื่อ “ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้” มีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้สารเสพติด และพฤติกรรมรุนแรง Greater Good Magazine ให้ความเห็นว่า นี่อาจมีสาเหตุมาจากการขาดทักษะในการควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จะพัฒนาขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเด็กผู้ชายได้รับอนุญาตให้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองออกมา
3. เพราะการเก็บกดอารมณ์ส่งผลเสียระยะยาวต่อสุขภาพจิต
ดร. เจมส์ โอนีล (Dr. James O’Neil) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาผู้ศึกษาชีวิตของผู้ชายมานานหลายปี กล่าวกับเว็บไซต์ Fatherly ว่า “การจำกัดการแสดงอารมณ์” นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพหลายประการ ซึ่งรวมถึงความเครียดและความตึงเครียดทางจิตใจ, การเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ (Low Self-esteem), ภาวะซึมเศร้า, ความวิตกกังวล และการมีทัศนคติเชิงลบต่อการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเมื่อตนเองมีปัญหา
4. เพราะช่วยสร้างความเข้มแข็งทางใจ (Resilience)
เดโบราห์ แมกนามารา (Deborah MacNamara) ผู้เขียนหนังสือ Rest, Play, Grow กล่าวในบทความสำหรับ Motherly ว่า การอนุญาตให้เด็กๆ ได้เผชิญหน้าและก้าวผ่าน “อารมณ์ที่ยิ่งใหญ่และน่าสับสน” ของพวกเขา จะช่วยสร้าง “ความเข้มแข็งทางใจที่แท้จริง” นั่นหมายความว่า พวกเขาจะได้เรียนรู้วิธีรับมือกับความเครียดและปัญหาต่างๆ ที่ชีวิตอาจโยนเข้ามาท้าทายในอนาคต การยอมรับความรู้สึกไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นรากฐานของความเข้มแข็งที่แท้จริง

นิยามใหม่ “ความแข็งแกร่ง” ไม่ใช่การ “ไม่รู้สึก” แต่คือการ “กล้ายอมรับ”
“ความแข็งแกร่ง” กับ “ความแข็งกร้าว” สองสิ่งนี้ดูภายนอกคล้ายกัน แต่ส่งผลลัพธ์ต่อชีวิตเด็กผู้ชายต่างกันโดยสิ้นเชิง
-
ความแข็งแกร่งที่แท้จริง (Resilience) vs ความแข็งกร้าว (Rigidity)
ความแข็งกร้าว (Rigidity) คือการทนทายาด ไม่แสดงความรู้สึก อดทนเก็บงำทุกอย่างไว้ นี่คือผลผลิตโดยตรงจากกรอบคิด “ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้” ที่เปรียบเหมือน “กำแพงอิฐ” ที่ดูมั่นคงแข็งแรง แต่เมื่อเจอปัญหาที่หนักหนาเกินไป กำแพงนั้นก็อาจ “แตกหัก” หรือ “พังทลาย” ลงมาอย่างสิ้นเชิง นำไปสู่ภาวะ Burnout หรือปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง
แต่ ความแข็งแกร่งที่แท้จริง หรือ Resilience เปรียบเหมือน “ต้นไผ่” ที่มีความยืดหยุ่น เมื่อลมพายุกระหน่ำ มันลู่ลมได้ โค้งงอได้ แต่ไม่หักโค่น เด็กผู้ชายที่มี Resilience คือเด็กที่กล้ายอมรับว่า “ผมล้มได้” “ผมเจ็บเป็น” และ “ผมเสียใจได้” เขารู้จักวิธีเยียวยาตัวเอง และไม่กลัวที่จะขอความช่วยเหลือ
-
ความเปราะบางคือความกล้าหาญ
เราต้องเปลี่ยนความเชื่อที่ว่าความเปราะบางคือความอ่อนแอ ในทางจิตวิทยา การกล้าพูดว่า “ผมเสียใจ” หรือ “ผมต้องการความช่วยเหลือ” ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความล้มเหลว แต่มันคือ “ความกล้าหาญสูงสุด” ที่จะซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ท่ามกลางสังคมที่กดดันให้ต้องเสแสร้งว่า “ผมโอเค” การที่เด็กคนหนึ่งกล้าเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของเขาออกมา คือก้าวแรกที่ทรงพลังที่สุดในการแก้ไขปัญหา
-
การรู้เท่าทันอารมณ์ คือทักษะผู้นำ
เด็กผู้ชายที่ถูกสอนให้ “เรียกชื่อ” อารมณ์ตัวเองได้ (แทนที่จะเก็บกดมันไว้) จะเริ่มเข้าใจกลไกภายในของตัวเอง และเมื่อเขาเข้าใจตัวเอง เขาก็จะสามารถเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น (Empathy) ได้อย่างลึกซึ้ง สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ทักษะทางสังคม แต่คือ “ทักษะผู้นำ” ที่สำคัญที่สุดในอนาคต

4 สิ่งที่พ่อแม่ควรทำเมื่อลูกชายอ่อนแอ
เมื่อเห็นลูกชายเสียใจ ผิดหวัง หรือร้องไห้ สิ่งที่พ่อแม่ควรต้องทำ ไม่ใช่การบอกให้เขา “หยุดร้อง”แต่คือการ “ยอมรับ”
- “ยอมรับ” ที่จะให้ลูกเสียใจ: ยอมรับว่าความเสียใจเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์
- “ยอม” ให้ลูก “รู้สึก” ในสิ่งที่เขารู้สึก: เปิดโอกาสให้เขาได้สัมผัสกับอารมณ์นั้นจริงๆ โดยไม่ตัดสินว่า “ไม่สมชาย”
- “ยืน” อยู่ข้างๆ เงียบๆ ยามที่เขาอ่อนแอ: การมีอยู่คือการปลอบโยนที่ดีที่สุด ให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงลำพัง
- “ฟัง” และ “เปิดใจ” กับเรื่องที่เขาจะเล่า: เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขา โดยไม่รีบแทรกแซงหรือสั่งสอน

พ่อแม่คือต้นแบบของการแสดงออก
การสอนทั้งหมดนี้จะไร้ความหมาย หากตัวพ่อแม่เองยัง “ปกปิดความรู้สึก” ของตัวเองเมื่อรู้สึกเศร้า การที่ลูกเห็นว่าพ่อแม่ก็เสียใจเป็น ร้องไห้ได้ คือบทเรียนที่ดีที่สุดที่สอนเขาว่าอารมณ์เป็นเรื่องธรรมชาติ และการร้องไห้ คือกระบวนการที่ร่างกายและจิตใจได้ปลดปล่อยความตึงเครียด การเลี้ยงลูกชายที่เข้มแข็ง จึงไม่ใช่การสอนให้เขา “ห้ามร้องไห้” หรือยึดติดว่า ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ แต่คือการสอนให้เขารู้ว่า “ร้องไห้ได้” และรู้ว่าเมื่อร้องไห้แล้ว เขาจะจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไร โดยมีเราคอยยืนอยู่ข้างๆ เสมอ
ที่มา : Smart Parenting , เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เลี้ยงลูกชายให้เป็นผู้นำครอบครัวที่ดี ในอนาคต วิธีสร้างสุภาพบุรุษตัวน้อยในบ้าน
50 สิ่งที่พ่อควรสอนลูกชาย ตั้งแต่เด็ก บทเรียนที่ลูกชายจะใช้ได้ตลอดไป
ลูกชายติดแม่ ลูกสาวติดพ่อ จริงไหม? มุมมองทางจิตวิทยาพัฒนาการสมัยใหม่
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!